โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

คำสำคัญคือความเท่าเทียม: ‘ม็อบตุ้งติ้งฯ’ กับพันธมิตร ‘สายรุ้ง’

The101.world

เผยแพร่ 29 ก.ค. 2563 เวลา 06.16 น. • The 101 World

จันจิรา สมบัติพูนศิริ เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

 

“ที่เจ้ด่าหนูชังชาติ หนูไม่ว่าอะไร แต่ที่เจ้ไล่หนูออกจากบ้าน…”

………

“นี่บ้านมึงเหรอออออ”

 

ดูเผินๆ แล้ว '#ม็อบไม่มุ้งมิ้งแต่ตุ้งติ้งค่ะคุณรัฐบาล' เมื่อเย็นวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2020 ที่จัดโดยกลุ่มผู้สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศในสังคมไทยและเครือข่ายนั้น คล้ายกับกิจกรรมสันทนาการที่เราๆ ท่านๆ อาจเคยเห็นกันในรั้วมหาวิทยาลัย

แต่นอกเหนือไปจากความบันเทิง ม็อบตุ้งติ้งฯ เป็นปรากฏการณ์การเมืองภาคประชาชนที่น่าสนใจและมีนัยสำคัญอย่างยิ่งที่คนศึกษาเรื่องการประท้วงและขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมไทยควร 'take seriously'

ก่อนหน้านี้มีประเด็นดราม่าว่าด้วยพระราชบัญญัติคู่ชีวิต vs. พระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม โดยที่รัฐบาลผ่านพ.ร.บ. คู่ชีวิต ซึ่งมิได้ให้สิทธิคู่สมรสเพศเดียวกันเท่ากับข้อเสนอที่ระบุในพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของคู่ชีวิต

ประเด็นนี้จุดประกายข้อถกเถียงหลายเรื่อง เช่น ข้อสังเกตที่ว่ารัฐบาลสืบอำนาจเผด็จการย่อมไม่มีทางให้สิทธิคู่สมรสเพศเดียวกัน เพราะขนาดสิทธิของประชาชนเรื่องอื่นก็ยังให้ได้ไม่เท่ากับผู้อำนาจในสังคมเลย นำไปสู่การตีความและถกเถียงว่าความเห็นนี้ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตยก่อนเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมด้านเพศสภาพหรือไม่ กลายเป็นว่าการต่อสู้เรื่องประชาธิปไตยแยกขาดออกจากการต่อสู้เพื่อความหลากหลายทางเพศหรือ?

เข้าใจได้ว่าสุ้มเสียงชาว LGBTQI ในโลกโซเชียลไม่พอใจต่อวิธิคิดเช่นนี้ อาจเรียกได้ว่าหลายคนรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง

กระนั้นก็ดี แทนที่จะ 'งอน' หรือแยกการต่อสู้ของตนออกจากเครือข่ายประชาธิปไตย กลุ่มผู้สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศยังคงยืนหยัดต่อสู้เพื่อและร่วมกับประชาธิปไตย เพราะเห็นว่าประชาธิปไตยคือการให้สิทธิพลเมืองอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าประชาชนคนนั้นจะมีเพศสภาพเช่นใด

ม็อบตุ้งติ้งฯ เมื่อวันเสาร์สะท้อนให้เห็นประเด็นนี้ในสองมิติใหญ่ๆ

ประการที่หนึ่ง คำปราศรัยของนักกิจกรรมอย่างคุณแรปเตอร์ในชุดแดรกควีนสีแดงสดใส ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างปัญหาการกีดกันเพศสภาพในสังคมไทย (ดังที่สะท้อนในพ.ร.บ. คู่ชีวิต) กับระบอบอำนาจนิยมซึ่งไม่ใยดีกับหลักนิติธรรม กลับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ชนชั้นนำ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สวัสดิการอันจำกัดจำเขียดของประชาชนรากหญ้า การใช้กำลังและกฎหมายคุกคามผู้เห็นต่าง และการดำเนินนโยบายอันไร้ประสิทธิภาพอันเห็นได้จากการแก้ปัญหาโควิด-19 (อย่างน้อยในช่วงแรก) และพิษเศรษฐกิจจากการปิดเมืองช่วงโรคระบาด

บทปราศรัยตอนหนึ่งชี้ชวนให้เราเห็นความเชื่อมโยงเรื่องสิทธิเพศสภาพและสิทธิพลเมืองได้อย่างทรงพลัง

 

“เราไม่มีปัญญาซื้อหมู เขาก็ไล่ให้เราไปซื้อไก่ เราไม่มีปัญญาซื้อของ เขาก็ยื่นแบงค์พันให้ เราที่เขาจะอุ้มหาย หรือจะสั่งให้เราเป็นบ้ายังไงก็ได้ ขนาดตำรวจที่เป็นฝั่งเดียวกับเขาแท้ๆ แต่พอโดนรถชนเขาก็ไม่ดูดำดูดี…ความเท่าเทียมกันทางกฎหมายของเขา หรือของรัฐบาลจะไม่บังคับใช้กับคนที่ให้ผลประโยชน์กับรัฐบาล วันนี้ต่อให้เขาไม่เห็นคุณค่าของเรา ของประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศนี้…ต่อให้สิ่งที่ดิฉันพูดมาทั้งหมดจะน่าเศร้าและน่าสิ้นหวังขนาดไหน…แต่ดิฉันอยากจะยืนยันค่ะว่า ดิฉันเชื่อว่าประเทศไทยเราจะต้องดีขึ้น จะต้องมีภาพดิฉันใส่ส้นสูง 6 นิ้ว เดินบนฟุตบาทได้ เด็กนักเรียนไม่ต้องมาแสดงความสามารถเพื่อหาเงิน คู่รักต้องจดทะเบียนสมรสกับคนรักได้ ไม่ใช่แค่ผู้ชายและผู้หญิง ดิฉันอยากเห็นวันที่เราไม่ต้องอาย ไม่ต้องปกปิด ไม่ต้องโกหกพ่อแม่ ว่าเราเป็นกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ"

 

ประการที่สอง กิจกรรมประท้วงเต็มไปด้วยสีสัน เสียงหัวเราะ และการมีส่วนร่วมของผู้ร่วมชุมนุม ทว่าก็ไม่ทิ้งประเด็นจริงจังทางการเมือง รูปแบบกิจกรรมผสานสันทนาการเช่นนี้เข้ากับลักษณะความเป็น 'คาร์นิวัล'

คาร์นิวัลมิใช่เพียงงานรื่นเริงอย่างที่เราเข้าใจเท่านั้น แต่มีประวัติศาสตร์อันลึกซึ้ง

ในยุคกรีก-โรมันและยุคกลางในยุโรป กิจกรรมคาร์นิวัลเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมซึ่งเป็น 'ไพร่' ได้วิจารณ์เจ้าขุนมูลนาย อนุญาตให้ภรรยาสลับบทบาทเป็นสามีและสามีเป็นภรรยา หรือให้พระลองสวมบทบาทเป็นฆราวาสได้ เรียกอีกอย่างคือ กิจกรรมคาร์นิวัลสลับความสัมพันธ์ทางอำนาจเดิมให้กลับหัวกลับหาง ระเบียบทางอำนาจเดิมจึงถูกยกเว้นชั่วคราว

นักมานุษยวิทยาจำนวนหนึ่งชี้ว่ากิจกรรมคาร์นิวัลมีลักษณะต้านโครงสร้างสังคม (anti-structure) ยุโรปในยุคกลาง บางโอกาส กิจกรรมคาร์นิวัลปะทุเป็น 'กบฎไพร่' จนต่อมาผู้มีอำนาจพยายาม 'ถอดเขี้ยวเล็บ' ของกิจกรรมคาร์นิวัลให้เหลือแต่ความบันเทิงเท่านั้น ดังที่เรายังพอเห็นร่องรอยในกิจกรรมอย่างคาร์นิวัลริโอ ในประเทศบราซิล หรือคาร์นิวัลช่วงสิ้นฤดูหนาวในหลายเมืองของยุโรป[i]

นอกจากกิจกรรมคาร์นิวัลจะเป็นการวิจารณ์ผู้มีอำนาจแล้ว ก็ยังเน้นสร้างความรู้สึกเป็นพวกพ้องเดียวกัน คนที่ไม่ถูกกันเมื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารก็สามารถมีบทสนทนากันได้ (ซึ่งมักเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมคาร์นิวัล) บรรยากาศความสนุกในกิจกรรมคาร์นิวัลทำให้คนที่เห็นต่างกันหัวเราะร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องกับเรื่องที่ถูกล้อหรือเสียดสี แต่ที่ขำเพราะ 'วิธีการ' ล้อเลียนชวนให้ขำ คาร์นิวัลจึงเป็นพื้นที่แห่งความเป็นไปได้อันหลากหลาย (heterotopia) อำนาจเปลี่ยนหน้าตา และความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มถูกเปลี่ยนผ่านเป็นอย่างอื่น[ii]

ลักษณะคาร์นิวัลในม็อบตุ้งติ้งฯ ปรากฎชัดในกิจกรรม 'ต่อบทหอแต๋วแตก' และ 'แจว'

การต่อบทละครหอแต๋วแตกมีสองตอน คือตอนหุ่น 'อตอห' และ 'นี่บ้านมึงเหรอ' (ดังที่เกริ่นไว้ช่วงเริ่มต้นของบทความ) เป็นการวิจารณ์เสียดสีผู้มีอำนาจ และวาทกรรมชาตินิยมซึ่งค้ำจุนระบอบอำนาจนิยมในสังคมไทย ในขณะที่กิจกรรมแจว[iii]มีลักษณะ 'ชวนกันเล่น' โดยอาศัยรูปแบบกิจกรรมสันทนาการในรั้วมหาวิทยาลัยพูดถึงปัญหาทางสังคมและเน้นย้ำข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มที่เรียกร้องประชาธิปไตยและกลุ่มที่สิทธิเพศสภาพที่เท่าเทียมกัน ดังที่สะท้อนใน 'บทแจว'

 

“แจวเรือจะไปซื้อยำ แจวเรือจะไปซื้อยำ ไหนว่าประเทศเราควรแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ให้ลุกขึ้นมาแจว”

“แจวเรือไปซื้อปากกา แจวเรือไปซื้อปากกา ไหนใครว่าควรยุบสภาให้ลุกขึ้นมาแจว”

“แจวเรือไปซื้อพริกป่น แจวเรือไปซื้อพริกป่น ไหนใครว่าควรหยุดคุกคามประชาชน ให้ลุกขึ้นมาแจว”

“แจวเรือจะไปลำพูน แจวเรือจะไปลำพูน ไหนใครว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ลุกขึ้นมาแจว”

“แจวเรือจะไปหาอาจารย์สมเจียม แจวเรือจะไปหาอาจารย์สมเจียม ไหนใครสนับสนุนสมรสเท่าเทียม ให้ทุกขึ้นมาแจว”

“แจวเรือไปแล้วรัฐบาลไม่ได้ยิน แจวเรือไปแล้วรัฐบาลไม่ยิน ไหนใครว่าประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ให้ลุกขึ้นมาแจว”

 

ในแง่นี้ บทแจวดูเหมือนจะประสานรอยร้าวที่ปรากฏในเครือข่ายก้าวหน้า อันมาจากข้อถกเถียงเรื่องพ.ร.บ.คู่ชีวิต vs. สมรมเท่าเทียม เพราะในท้ายที่สุดสิทธิการสมรสเพศเดียวกันเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งยึดโยงกับเสียงของประชาชน ผู้ที่มีเพศหลากหลายก็คือประชาชน และควรได้รับสิทธิดังกล่าว

ที่สำคัญคือ กิจกรรมแจวล้อเล่นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่ประท้วง

โดยทั่วไป ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจค่อนข้างตึงเครียด ตำรวจต้องปฏิบัติตามหน้าที่ในการควบคุมการชุมนุม (ในนัยของ 'ตามคำสั่งนาย' หรือ 'ตามกฎหมาย' เป็นต้น) ซึ่งผลักให้เจ้าหน้าที่เป็นคู่กรณีกับผู้ชุมนุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อถูกห้ามหรือผลักดันมากๆ เข้า ผู้ชุมนุมมักหงุดหงิด จนในหลายกรณี (ทั้งในไทยและเทศ) กลายเป็นการปะทะคารมกับเจ้าหน้าที่ อารมณ์ขันระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจในพื้นที่จึงเป็นการ 'ล้อเลียน' มากกว่า 'ล้อเล่น' แต่กิจกรรมแจวของม็อบตุ้งติ้งฯ ต่างออกไป มุกบางมุกหยอกล้อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่นก่อนเริ่มกิจกรรม ผู้จัดชี้แจงว่าผู้ชุมนุมที่ลุกขึ้นเต้นแจวควรอยู่บนทางเข้า (ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่อนุญาต) ไม่ควรลงถนน แต่ก็บอกเพิ่มว่า

 

“ถ้าสนุกลงถนนแล้วต้องปีนกลับมา สัญญามั้ยคะ อย่าให้ลำบากคุณตำรวจเลยค่ะ เขาคุกคามเรามามากพอแล้ว อย่าไปคุกคามเขาเพิ่มเติมเลยค่ะ”

 

ระหว่างกิจกรรมแจว ช่วงหนึ่งผู้ชุมนุมได้ชวนตำรวจให้ลุกขึ้นเต้นแจว

 

“แจวเรือจะไปโกนหนวด คุณตำรวจ คุณตำรวจ….”

 

แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถลุกขึ้นแจวได้ แต่ผู้จัดยังคงกดดันต่อไปด้วยการป่าวร้องพร้อมๆกับผู้ชุมนุมว่า “สปิริต สปิริต สปิริต…” ณ จุดนี้ทุกสายตาจ้องไปที่เจ้าหน้าที่ว่าจะมีใครเต้นแจวหรือไม่ คงต้องมีใครลองสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจในตอนนั้นดูว่าคิดอย่างไร บันเทิงถึงขนาดเกือบเต้นพร้อมกับผู้ชุมนุมหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือ การชวนตำรวจแจวได้เปลี่ยนบทบาทของตำรวจ จากฝ่ายตรงข้ามกับผู้ชุมนุม มาเป็นคนที่ผู้ชุมนุมล้อเล่นและชวนเล่นด้วยได้

นี่เป็นอีกครั้งที่กิจกรรมคาร์นิวัลเปิดพื้นที่แห่งความเป็นไปได้อันหลากหลาย (heterotopia)

ม็อบตุ้งติ้งฯ อาจเป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้าง 'พันธมิตรสายรุ้ง' (rainbow coalition) ซึ่งรวมกลุ่มที่ต่อสู้ในประเด็นหลากหลาย ทว่ามีเป้าหมายร่วมกันนั่นคือสรรสร้างสังคมไทยให้มีความเท่าเทียม

พันธมิตรสายรุ้งสำคัญในการเคลื่อนไหวของขบวนการภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่รวมตัวเป็นเครือข่ายใหญ่ และมีพลังมากพอในการเปล่งร้องว่า “we are the people”

 

 

 

เชิงอรรถ

[i] ดูงานศึกษาเกี่ยวการเมืองวัฒนธรรมของคาร์นิวัลเพิ่มเติมได้ใน Mikhail Bakhtin, Rabelias and His World, trans. Helene Iswolsky (Indiana: Indiana University Press, 1984); David Kunzle, "World Upside Down: The Iconography of a European Broadsheet Type," in The Reversible World: Symbolic Inversion in Art and Society, ed. Barbara A. Babcock (Ithaca: Cornell University Press, 1978), 39-90; Peter Burke, Popular Culture in Early Modern Europe (New York: Harper and Row, 1978); Don Handelman, "The Ritual-Clown: Attributes and Affinities," Anthropos 76 (1981): 321-70; Jacques le Goff, "Laughter in the Middle Ages," in A Cultural History of Humour: From Antiquity to the Present Day, eds. Jan Bremmer and Herman Roodenburg (Cambridge: Polity Press, 1997), 40-53; and Mikhail Bakhtin, The Dialogic Imagination: Four Essays, trans. Vadim Liapunov and Kenneth Brostrom, ed. Michael Holquist (Texas: University of Texas Press, 1981).

[ii] Michel Foucault, “Of Other Spaces: Heterotopias and Utopias,Architecture /Mouvement/ Continuit (October 1984).

[iii] สำหรับใครที่ไม่คุ้นกับกิจกรรมแจว การแจวคือการร้องด้นสด ซึ่งมีประโยคเริ่มว่า “แจวมะแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึก นึกถึงคนแจว” จากนั้นผู้ร้องจะต่อประโยคว่า “แจวเรือจะไป… แจวเรือจะไป… ไหนใคร…. ให้ลุกขึ้นมาแจว” โดยเพิ่มคำที่คล้องจองกันเพื่อสร้างเนื้อเพลงใหม่ ระหว่างมีการนำร้อง คนฟังก็จะมีส่วนร่วมด้วยการลุกขึ้นเต้น 'แจว'

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...