โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สด 2 พส. : เทศน์ติดฮาของพระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง จะพาไทยสู่สังคม “โลกวิสัย” ได้หรือไม่

Khaosod

อัพเดต 28 ก.ย 2564 เวลา 13.40 น. • เผยแพร่ 28 ก.ย 2564 เวลา 13.40 น.
  • อิสสริยา พรายทองแย้ม
  • บีบีซีไทย

เกือบหนึ่งเดือนมาแล้วที่รายการทอล์กโชว์สดทางเฟซบุ๊กและยูทิวบ์ของพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต และพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2564 ซึ่ง ณ จุดหนึ่งมีคนดูพร้อมกันกว่า 2 แสนคนทางเฟซบุ๊ก สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของการเทศน์ ดึงดูดความสนใจ เรียกทั้งเสียงชื่นชม และวิจารณ์ในเวลาเดียวกัน และทำให้พระสงฆ์ทั้งสองรูปซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้วในคนละแนว ยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นไปอีก

ตั้งแต่นั้นพระมหาสมปอง-พระมหาไพรวัลย์ ก็จับมือและฉายเดี่ยว "ไลฟ์สด" ทางหน้าเฟซบุ๊กของตัวเองต่อเนื่องไม่เว้นแต่ละวัน และมี "แฟน" ติดตามรอชมเนืองแน่น

"ทั้งงง ดีใจ ปลื้มใจ แปลกใจ" พระมหาสมปองบอกในการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยในลอนดอน ผ่านแอปพลิเคชัน Zoom แต่ออกตัวว่าไม่ถนัด "เล่นโซเชียล" มากเท่าพระมหาไพรวัลย์ พระรุ่นน้องที่พระมหาสมปอง ยืนยันว่าแท้จริงแล้วก็ "สายฮา" เหมือนกัน

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ
พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ บอกว่า "พระหัวก้าวหน้า" เป็นคำเรียกขานที่ผู้อื่นนิยามให้

"ท่านไพรวัลย์…ท่านบอกอาตมานานแล้วว่าอาจารย์ จริง ๆ ผมเป็นคนชอบยิ้มชอบหัวเราะ ผมเคยซื้อดีวีดีพระอาจารย์ หนังสือพระอาจารย์ แต่ว่าผมไปทางนี้ ไปจุดเทียนหน้าเรือนจำ ก็เลยไปทางนี้ จริงแล้ว ๆ ผมชอบขำ"

จากการได้ไลฟ์สดร่วมกัน พระมหาสมปองบอกว่าทำให้พระมหาไพรวัลย์ได้กลับมาเป็นตัวของตัวเอง การพูดไปหัวเราะไปนั่นคือ "บุคลิกของท่าน"

"ถ้าคนเคยอยู่กับวัดจริง ๆ จะเข้าใจว่าพระในอีกมิติหนึ่งก็คือมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นที่เข้ามาบวชเพื่อฝึกหัด แต่ถามว่าจะไม่ให้มันหัวเราะ ร้องไห้ มันเป็นไปได้เหรอ พระอานนท์บรรลุโสดาบันยังร้องไห้เลย อาตมาเป็นแค่พระปุถุชน หัวเราะร้องไห้เป็นเรื่องปกติ ห้ามไม่ได้หรอก" พระมหาไพรวัลย์กล่าวย้ำถึงตัวตนกับผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย ที่วัดสร้อยทอง ในกรุงเทพฯ

เมื่อถามว่าการได้ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสื่อสารโดยตรงกับญาติโยม ได้ช่วยปลดปล่อยความรู้สึกของพระสงฆ์ที่มักถูกคาดหวังว่าจะต้องสงบเสงี่ยมหรือไม่ พระมหาไพรวัลย์ปฏิเสธ

"มันไม่ใช่ปลดปล่อย แต่มันเป็นพื้นที่ เฟซบุ๊กคือเพจของเราที่เราอยากจะสื่ออะไรกับคน มันคือการสร้างพื้นที่พูดคุยในรูปแบบใหม่ระหว่างพระกับฆราวาส ไม่ใช่การปลดปล่อยอะไร"

หน้าเฟซบุ๊กของพระมหาไพรวัลย์และพระมหาสมปองในเวลานี้ เต็มไปด้วยเรื่องราวความเป็นไปของพระทั้งสองรูปในแต่ละวัน ตั้งแต่การเชิญชวนร่วมทำบุญในวันเกิดของพระ การมีญาติโยมมาเยี่ยมเยือน การได้รับเชิญไปออกรายการทางโทรทัศน์ แถลงการณ์เรื่องอาพาธของพระมหาไพรวัลย์ที่เป็นเหตุให้ไลฟ์สดไม่ได้ ไปจนถึงภาพจากในกุฏิที่ใช้จำวัด และอื่น ๆ

ก่อนหน้านี้ พระมหาไพรวัลย์ได้ชื่อว่าเป็น "พระหัวก้าวหน้า" ซึ่งเป็นคำเรียกขานที่พระเองบอกว่ามีผู้แปะป้ายตีตราให้ เพราะออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองและสังคมบ่อยครั้ง ทั้งเคยยืนยันว่าไม่ว่าพระหรือเณรเป็นปัจเจกชน ควรมีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็นในทางการเมืองตามกรอบของพระธรรมวินัย มีความเป็นธรรมและอยู่ข้างฝ่ายที่ถูกกดขี่ หากพระสงฆ์ยึดโยงอยู่กับฝ่ายคนที่มีอำนาจ ก็แสดงว่าพระสงฆ์ไม่ได้อยู่ในฐานะที่เป็นผู้นำ

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
พระผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเข้ากราบนมัสการรักษาการเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง น้อมถวายปัจจัยและเครื่องเขียนแก่พระภิกษุ-สามเณ

เมื่อถูกถามว่า หากการไลฟ์สดที่ทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม การเผยแผ่ธรรมในรูปแบบนอกขนบ เช่นที่วัดพระธรรมกายและอดีตพระพุทธอิสระทำไปก็ไม่น่าจะถูกครหา พระมหาไพรวัลย์ตอบเรื่องนี้โดยย้ำแนวคิดเปิดเสรีทางศาสนาว่า ตราบใดที่มีเป้าหมายเดียวกัน ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องถูกวิจารณ์

"มันมีเยอะไม่ต้อง อิสระ วัดพระธรรมกาย วัดและสำนักปฏิบัติธรรมในไทยมีเป็นร้อยแห่ง การเทศน์ไม่มีทางเหมือนกัน รูปแบบวิธีการไม่มีทางเหมือนกันเลย จะไปบอกว่าเหมือนกันไมได้ เขาอยากสั่งสอนอะไรก็สั่งสอนไปสิ ที่ไม่นับเป็นสำนักสงฆ์ก็มี เช่น สันติอโศก สมณะโพธิรักษ์ เขาก็เผยแผ่ธรรมในแบบของเขา อาตมาว่าไม่เห็นมีปัญหาอะไร ดีออก…เอาเถอะ วิธีการอาจแตกต่างกัน แต่เป้าหมายเหมือนกันคือพาคนไปพ้นจากปัญหาหรือความทุกข์ ไปถึงที่สุดของธรรมในแบบที่พระพุทธเจ้าอยากให้สอน สงบ เย็น เป็นประโยชน์ก็ถือว่าใช้ได้"

AFP/GETTY IMAGES
ในมุมมองของพระมหาไพรวัลย์เห็นว่าการเผยแผ่ศาสนาไม่ว่ารูปแบบใด หากนำไปสู่เป้าหมายที่พระพุทธเจ้าวางไว้ ก็ไม่ควรถูกวิพากษ์วิจารณ์

ท่าทีเช่นนี้ รวมทั้งมุมมองที่เปิดกว้างต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) ที่พระมหาไพรวัลย์เคยชี้ไว้ว่าในทางศาสนาไม่ได้กีดกันคนกลุ่มนี้ให้เข้ามาบวช ผศ.สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านปรัชญา มองว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่นำไปสู่แนวคิด "โลกวิสัย" (secularism) ที่นักวิชาการบางคนเรียกว่าแนวคิดฆราวาสนิยม

ผศ.สุรพศ เคยนิยามความหมายของโลกวิสัยไว้ในบทความที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ประขาไทว่า คือแนวคิดที่ "รัฐกับศาสนาต้องแยกเป็นอิสระจากกัน" เพื่อให้หลักประกันว่ากลุ่มหรือองค์กรทางศาสนาต่างๆ จะไม่เข้ามามีอิทธิพลต่อพื้นที่สาธารณะของสังคมและกิจการของรัฐ

สุรพศ ทวีศักดิ์
ผศ.สุรพศ ทวีศักดิ์ เคยร่วมถกเถียงทางความคิดกับพระมหาไพรวัลย์

ส่วนรัฐเองก็ต้องให้อิสระไม่เข้าแทรกแซงหรือกำกับควบคุมกิจการทางศาสนา โดยปล่อยให้เป็นเรื่องของเสรีภาพทางความเชื่อส่วนบุคคลไป

แนวคิดนี้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้องหลักศีลธรรมที่เป็นสากล เช่น สิทธิมนุษยชน โดยยกให้อยู่เหนือหลักคำสอนทางศาสนา รวมทั้งยึดถือหลักความเสมอภาคระหว่างศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ ที่อยู่ร่วมกันในสังคมตามกฎหมาย

"ผมเห็นว่าพระมหาไพรวัลย์นั้นเก็ต (เข้าใจ) ไอเดียเรื่องเสรีภาพทางศาสนา เก็ตไอเดียเรื่องโลกวิสัยในระดับหนึ่ง และผมเห็นว่าสิ่งที่ท่านกำลังทำทั้งหมดนี้กำลังเคลื่อนไปสู่โลกวิสัย ซึ่งผมเห็นว่ามันเป็นการเคลื่อนไหวในเชิงวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งในทางโครงสร้างนั้น เราไม่สามารถไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นรัฐโลกวิสัยได้ หรือยกเลิกศาสนจักรของรัฐให้เป็นเอกชน ในเชิงโครงสร้างเราทำแบบนั้นไมได้ แต่ถ้ามีพระออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น อย่างแก๊งแครอท (พระสงฆ์ที่ออกมาเคลื่อนไหวกับเยาวชนตามท้องถนน) หรือพระมหาไพรวัลย์ออกมาแบบนี้มากขึ้น ผมว่ามันอาจจะค่อยเป็นค่อยไป"

แต่หนทางไปสู่การเป็นรัฐโลกวิสัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

"ในทางการเมืองขณะนี้ยังไม่สามารถนิยามได้ชัดเจนว่ารัฐไทยเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ฝ่ายหนึ่งบอกต้องปฏิรูปสถาบันฯ อีกฝ่ายบอกต้องไม่ปฏิรูป….ขณะที่ในเรื่องศาสนานั้น ในกรอบคิดหนึ่งเราบอกว่าถ้ามีความไม่เหมาะสมเกิดขึ้นรัฐต้องเข้ามาจัดการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาเถรสมาคมต้องเข้ามาจัดการ นี่เป็นกรอบคิดแบบเดิม แต่กรอบคิดแบบใหม่บอกว่าเราต้องไปสู่สังคมโลกวิสัย เรื่องแบบนี้ต้องปล่อยฟรีแล้ว" ผศ.สุรพศ อธิบาย

เขายังมองว่าเสียงเรียกร้องให้เอาผิดพระมหาสมปองและพระมหาไพรวัลย์ ที่ในสายตาผู้ร้องเรียนเห็นว่ากระทำการไม่ถูกไม่ควรนั้น น่าจะเป็นเพราะ "ไม่ชอบทัศนคติทางการเมืองของพระ" มากกว่า

"ในแง่พระผู้ใหญ่ ผมว่าฟังก์ชั่น (ทำหน้าที่) ตามแบบพุทธราชาชาตินิยม…ราชาเป็นใคร รัฐธรรมนูญกำหนดว่าเป็นพุทธมามกะ และถ้าดูประวัติศาสตร์ ดูในแง่ปรัชญา และระบบโครงสร้างก็ชัดเจนว่าเป็นพุทธที่ผูกอยู่กับอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รัฐต้องอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา และรัฐต้องนำหลักจริยธรรมพุทธศาสนาไปพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน บังคับเรียนศาสนาในโรงเรียน ทั้งหมดนี้ผมมองเป็นพุทธราชาชาตินิยม และมันมีกฎของศาสนจักรด้วยว่าถ้าพระออกมาแสดงความเห็นอภิปราย เสวนา ชุมนุมทางการเมืองสนับสนุนประชาธิปไตย การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชน ถือว่ายุ่งการเมือง แต่ให้พระเทศน์สนับสนุนความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่ถือว่ายุ่งการเมือง มันเป็นอะไรที่ย้อนแย้งมาก"

สำหรับพระมหาสมปองแล้ว เห็นว่าการเรียนการสอนพุทธศาสนาในโรงเรียนเป็นสิ่งที่ยังต้องมีต่อไป แม้การเทศนาออนไลน์จะช่วยดึงเยาวชนให้ใกล้ชิดศาสนายิ่งขึ้นได้มากกว่า

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต

"อาจารย์เป็นคนชอบเพิ่ม อะไรมีอยู่แล้วก็ทำไป สวดมนต์ สอนพระพุทธศาสนา ที่มีอยู่แล้วในโรงเรียนก็ทำไป อาตมาไม่ชอบที่จะตัดอะไรออกแล้วอะไรมาแทน แต่จะเติมศาสนาอิสลาม คริสต์ ซิกข์ และอีกหลากหลายความเชื่อเข้ามาก็ไม่เป็นไร"

ผศ.สุรพศ ยืนยันด้วยว่าการเทศน์ด้วยท่าทีผ่อนคลาย สนุก ตลกของพระนั้น เป็นวัฒนธรรมของพระมหานิกายหรือพระวัดบ้าน ในขณะที่การวางตนเคร่งขรึมและเคร่งครัดในวินัยเป็นนิกายของราชสำนัก

"ความเคร่งวินัยเป็นนิกายของราชสำนักหรือธรรมยุติกนิกาย และสายพระป่า แต่เราก็จะเห็นเรื่องสองมาตรฐานนี้เสมอ เช่นในสมัยหลวงตามหาบัวซึ่งเป็นพระป่าออกมาด่าคุณทักษิณ (ชินวัตร) ก็ไม่มีใครไปร้องว่ายุ่งการเมืองเลย"

สำนักงานพระพุทธศาสนาได้ตอกหมุดย้ำว่า การพูดคุยสดของพระทั้งสองรูปที่ฟังดูไม่ต่างจากบทสนทนาชวนหัวทั่วไปของฆราวาส ถือเป็นความผิดที่ไม่รุนแรงตามพระวินัย แต่ถึงอย่างนั้นพระดังก็ยังถูกนิมนต์ให้ไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ของสภาผู้แทนราษฎร โดยกลับออกมาพร้อมข้อตกลงว่าจะเพิ่มเนื้อหาสาระในรายการไลฟ์สดให้มากกว่าเดิม

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต

และโดยทันทีก็ปรากฏเนื้อหาทางธรรมในรายการไลฟ์สดเพิ่มขึ้น มีการเชิญชวนญาติโยมให้นั่งสมาธิ สวดมนต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นช่วงท้ายรายการที่ออกอากาศตั้งแต่กว่า 1 ชั่วโมง ไปจนถึงกว่า 2 ชั่วโมง ขณะที่ตลอดรายการพระมหาสมปอง และพระมหาไพรวัลย์ ยังคงพูดคุยหยอกเย้าเคล้าเสียงหัวเราะ แตะประเด็นการเมืองหรือนักการเมืองที่แม้ไม่เอ่ยชื่อก็เป็นที่เข้าใจ ไม่ต่างจากก่อนที่จะถูกเชิญไปชี้แจงที่สภาฯ

สิ่งที่เพิ่มมายังมีช่วงเวลาของการ "unbox" ที่พระทั้งสองรูปแยกกัน "ไลฟ์" เปิดกล่องสิ่งของที่ญาติโยมและเจ้าของผู้ผลิตสินค้านำมาทำบุญ พระสงฆ์ให้พรและกล่าวขอบคุณ พร้อมทั้ง "รีวิว" รับรองคุณภาพของสินค้าที่ได้รับ

ประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาที่รับชมรายการ ส่งภาพการนั่งสมาธิ ฟังธรรม บอกเล่าถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตหลังได้ฟังไลฟ์สดของพระดัง กับมีคนส่งคำถามเข้ามามากมาย แต่ยังอยู่ในข่ายที่นักวิชาการด้านปรัชญาอย่าง ผศ.สุรพศ มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในรายการไลฟ์น่าจะเข้าถึงแก่นธรรมได้มากกว่านั้น

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ
การถ่ายทำรายการโทรทัศน์เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพระทั้งสองรูปในเวลานี้

"ถ้าเรามองจริง ๆ ยังไม่ได้เห็นการนำเสนอธรรมะที่ลึกซึ้งในแบบวชิรญาณ หรือในแบบทะไลลามะที่เป็นมูฟเมนต์ (ขบวนการเคลื่อนไหว) ทางความคิดที่สัมพันธ์กับจิตวิญญาณแบบโลกวิสัย คำสอนของทะไลลามะที่ลึกจริง เขาตีความพุทธธรรมให้สอดคล้องกับคุณค่าสมัยใหม่จริง…แต่ผมคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่เราไม่ลึกซึ้งเหมือนทะไลลามะ ก็เพราะคำถามทางศาสนาในบ้านเรามันก็วนเวียนอยู่แค่ ทำแบบนี้จะได้รับกรรมไหม ตายแล้วจะไปไหน เราพูดแบบนี้กับผู้ใหญ่เป็นไรไหม มันก็วนเวียนอยู่แค่นี้ ไม่ได้พัฒนาไปสู่โลกทัศน์ที่ไกลกว่านั้น"

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านปรัชญาสนับสนุนในสิ่งที่พระทั้งสองรูป โดยเฉพาะพระมหาไพรวัลย์เคยแสดงจุดยืน

"ถ้าท่านจะขับเคลื่อนให้สังคมไทยไปสู่สังคมโลกวิสัย ท่านต้องหาให้ได้ว่ามันมีหลักพุทธอะไรที่ส่งเสริมคุณค่าความเท่าเทียมของมนุษย์ ท่านต้องกล้าปฏิเสธว่าคำสอนต่าง ๆ ที่สอนให้คนมองคนไม่เท่ากัน เช่น คนเกิดมาเป็นหญิง เป็นตุ๊ด เป็นเกย์ เพราะทำผิดศีลข้อสามมาก่อน เป็นกรรมเก่า ท่านต้องกล้าที่จะฉีก เหมือนที่นิกายเควกเกอร์สอนว่าการมีทาสเป็นเรื่องผิด อะไรแบบนี้ ต้องมูฟไปถึงระดับนั้น"

……………………….

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...