โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปวดแบบไหนกิน พาราเซตามอล ไม่หาย แถมอาจเพิ่มอันตรายให้อีก!

TERRABKK

อัพเดต 22 ส.ค. 2560 เวลา 14.23 น. • เผยแพร่ 22 ส.ค. 2560 เวลา 06.54 น. • TERRABKK
ปวดแบบไหนกิน พาราเซตามอล ไม่หาย แถมอาจเพิ่มอันตรายให้อีก!

          ยาพาราเซตามอล จัดว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ใช้บรรเทาอาการปวดและอาการป่วยขั้นพื้นฐานแต่ยาพาราเซตามอลก็ไม่ได้ช่วยรักษาได้ทุกอาการปวดหรอกนะ

          ถ้าพูดถึงยาแก้ปวด เราคงจะนึกถึงยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพราะเป็นยาแก้ปวดที่หาซื้อง่าย และมีติดอยู่ในทุกครัวเรือน โรงเรียน ที่ทำงาน หรือบางคนก็ถึงขั้นพกยาพาราเซตามอลติดกระเป๋าไว้เลยทีเดียว ทว่าอยากให้เข้าใจตรงกันไว้ ณ ที่นี้ค่ะว่า ยาพาราเซตามอลมีสรรพคุณลดอาการปวดจำกัด สามารถแก้ปวดได้เพียงอาการปวดขั้นอ่อนถึงขั้นปานกลางเท่านั้น นั่นหมายความว่า ยาพาราเซตามอลไม่ใช่ยาแก้ปวดครอบจักรวาลนั่นเอง

          โดยสรรพคุณของยาพาราเซตามอลนั้น ก็อย่างที่บอกไปค่ะว่ามีฤทธิ์บรรเทาอาการปวด ลดไข้ ในระดับที่ไม่รุนแรง กล่าวคือ หากมีอาการปวดหัวตุบ ๆ ที่ไม่ใช่ไมเกรน มีอาการปวดฟัน ปวดตา ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดประจำเดือน หรือมีไข้อ่อน ๆ ความเจ็บป่วยระดับเบาแบบนี้ยาพาราเซตามอลสามารถบรรเทาอาการให้ได้ เพราะฤทธิ์ของพาราเซตามอลจะเข้าไปยับยั้งสารเคมีบางตัวในสมองที่เกี่ยวข้องกับอาการปวด เช่น สารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) พร้อมทั้งจะช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายหรือลดไข้ลงได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องใช้ยาให้ถูกวิธีด้วย​ ซึ่งเดี๋ยวเราจะบอกวิธีกินยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องในช่วงต่อไป ทว่าตอนนี้เรามาเช็กกันดีกว่าว่าอาการปวดแบบไหน ที่ยาพาราเซตามอลรักษาไม่หาย

ปวดแบบไหนกินพาราเซตามอลแล้วไม่หาย

  • อาการปวดขั้นรุนแรง

          อาการปวดขั้นรุนแรงหมายถึงอาการปวดขั้นรุนแรงที่เกิดจากอวัยวะภายใน โดยทางการแพทย์จะมีมาตรวัดระดับความปวดอยู่ที่ 0-10 ระดับ 0 คือไม่มีอาการปวดเลย ส่วนระดับ 10 คือมีอาการปวดมากเท่าที่จะจินตนาการได้ ปวดแบบทุรนทุรายจนแทบทรงตัวไม่ไหว ซึ่งหากประเมินแล้วอาการปวดอยู่ที่ระดับ 7 ขึ้นไป เช่น ปวดแผลผ่าตัด ปวดนิ่วในไต อาการปวดของผู้ป่วยโรคมะเร็งบางชนิด หรืออาการปวดกล้ามเนื้อหัวใจจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือแม้กระทั่งปวดไมเกรนหนัก ๆ แบบนี้พาราเซตามอลก็เอาไม่อยู่ ต้องใช้ยาแก้ปวดในกลุ่มมอร์ฟีน หรือทรามาดอล ซึ่งเป็นยาที่มีฤทธิ์ระงับปวดขั้นรุนแรงได้ ทว่าก็เป็นยาที่มีผลข้างเคียงมาก จึงควรใช้ยากลุ่มนี้ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น

  • อาการปวดที่มีลักษณะแปลก ๆ

          กลุ่มอาการปวดที่มีลักษณะแปลกไปจากอาการปวดตื้อ ๆ อาการปวดแล้วกดเจ็บ หรืออาการปวดจากเนื้อเยื่ออักเสบ เช่น

          - อาการปวดแสบปวดร้อน

          - อาการปวดร่วมกับเสียวแปลบเป็นพัก ๆ

          - อาการปวดเหมือนมีเข็มเล็ก ๆ ทิ่มแทง

          - อาการปวดเหมือนไฟช็อต

          - อาการปวดร้าวไปยังบริเวณอื่น ๆ

          - อาการปวดร่วมกับอาการชา

          อาการปวดที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้บ่งบอกได้ถึงความผิดปกติของระบบเส้นประสาท ซึ่งยาพาราเซตามอลก็ไม่สามารถบรรเทาอาการได้เช่นเดียวกัน แต่ควรต้องพบแพทย์เพื่อหาวิธีรักษาที่ต้นเหตุ

  • อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

          กลุ่มอาการนี้่ส่วนมากมักจะเกิดจากการใช้ยาติดต่อกันมากเกินขนาด โดยมีการใช้ยาพาราเซตามอลมากกว่า 15 วันต่อเดือน ประมาณ 2-3 เดือนติดต่อกัน อันเป็นสาเหตุให้เกิดโรคปวดศีรษะเหตุใช้ยาเกิน โดยสังเกตง่าย ๆ จากอาการปวดไมเกรนมากกว่าเดือนละ 3-4 ครั้ง หรือปวดศีรษะจากความเครียดที่มีลักษณะอาการปวดเหมือนศีรษะถูกบีบรัดมากกว่า 15 วันต่อเดือน เคสนี้กินยาพาราเซตามอลไปก็ไม่ช่วยให้หายปวดค่ะ แถมยังอาจจะเพิ่มอาการปวดซ้ำอีกด้วย ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการปวดที่แท้จริง และรับยาแก้ปวดที่เหมาะสมแทนยาพาราเซตามอลจะดีกว่า

  • อาการปวดท้องจากโรคกระเพาะ ท้องเสีย

นอกจากนี้ยังต้องระวังอาการปวดที่ก่อให้เกิดความสับสนว่ายาพาราเซตามอลสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น อาการปวดท้องที่เกิดจากลำไส้บีบตัว อาการปวดท้องเนื่องจากท้องเสีย อาการปวดท้องจากโรคกระเพาะ รวมไปถึงอาการปวดแน่นหน้าอก หรือปวดบริเวณกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจเป็นอาการของโรคกรดไหลย้อน ซึ่งอาการปวดเหล่านี้ยาพาราเซตามอลไม่สามารถบรรเทาอาการให้ได้ เพราะเป็นกลุ่มอาการปวดที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทและระบบลำไส้ที่แปรปรวนไป หรือเกิดจากการมีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก ซึ่งยาที่จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ก็คือยาลดกรดนั่นเอง

          เอาล่ะค่ะ ได้ทราบกันไปแล้วว่าอาการปวดแบบไหนที่พาราเซตามอลไม่สามารถรักษาอาการได้ คราวนี้มาดูวิธีกินยาพาราเซตามอลอย่างปลอดภัยกันเลยดีกว่า

วิธีกินยาพาราเซตามอลอย่างปลอดภัย แก้ปวดได้หายห่วง

  • กินยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการปวดขั้นเบาถึงปานกลาง อธิบายง่าย ๆ คือมีอาการปวดแต่ยังทำกิจวัตรประจำวันได้ไหว เคสนี้สามารถกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม 1-2 เม็ด (ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 50 กิโลกรัมควรรับประทานพาราเซตามอลครั้งละ 1 เม็ดเท่านั้น) ถ้ายังไม่หายสามารถกินยาซ้ำได้อีกภายใน 6 ชั่วโมงต่อมา
  • ในกรณีที่กินยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ ให้กินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม 1-2 เม็ด ซ้ำทุก 4-6 ชั่วโมงในกรณีที่อาการยังไม่ดีขึ้น ทว่าหากภายใน 3 วันอาการไข้ยังไม่หาย ควรต้องพบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป
  • หากใช้ยาบางชนิดอยู่แล้วควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนกินยาพาราเซตามอล เพราะยาบางชนิดอาจทำให้พิษต่อตับของยาพาราเซตามอลเพิ่มขึ้น เช่น ยารักษาวัณโรค หรือยารักษาโรคลมชัก เป็นต้น
  • ห้ามกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม เกิน 8 เม็ดต่อวัน และไม่ควรกินยาพาราเซตามอลติดต่อกันเกิน 5 วัน
  • ห้ามใช้ยาพาราเซตามอลในผู้ป่วยโรคตับ และผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรัง
  • ควรตรวจสอบชื่อสามัญทางยาของยาที่จะกินอย่างถี่ถ้วน เพื่อป้องกันการได้รับยาพาราเซตามอลเกินขนาด เนื่องจากยาพาราเซตามอลถูกจำหน่ายในหลายยี่ห้อและหลายรูปแบบ จึงอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้ว่าเป็นยาคนละตัวกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ว่าจะยี่ห้อไหน ยาเม็ดสีอะไร แต่สุดท้ายก็คือยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัมนั่นเอง

          นอกจากนี้ก็ควรระวังการใช้ยาแก้ปวดในกลุ่มอื่น เช่น แอสไพริน หรือไอบูโพรเฟน รวมไปถึงยาสูตรผสม เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ไข้หวัด ยาแก้ปวดเมื่อย ซึ่งมีตัวยาพาราเซตามอลผสมอยู่ และอาจทำให้เราได้รับยาพาราเซตามอลเกินขนาดได้

          อย่างไรก็ตาม ต้องขอย้ำว่าอย่ากินยาพาราเซตามอลพร่ำเพรื่อจะดีที่สุดค่ะ เพราะแม้เราจะกินยาพาราเซตามอลไม่เกินขนาด แต่การกินยาพาราเซตามอลบ่อย ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจมีผลร้ายต่อตับ ทำให้เสี่ยงต่ออาการตับอักเสบได้เหมือนกัน ที่สำคัญอาการปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้เล็กน้อย จริง ๆ แล้วภูมิต้านทานในร่างกายเราเองสามารถจัดการได้โดยไม่ต้องพึ่งยาขนานใด เพียงพักผ่อนให้มาก ๆ ดื่มน้ำสะอาดเยอะ ๆ และกินอาหารปรุงสุกใหม่ครบ 5 หมู่เท่านั้นเอง

SOURCE :  หมอชาวบ้าน 

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
มหิดล แชนแนล
FDA Thai 

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก: KAPOOK.com ปวดแบบไหนกิน พาราเซตามอล ไม่หาย แถมอาจเพิ่มอันตรายให้อีก!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...