โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ทำความเข้าใจ เรื่อง “Digital Footprint”

TODAY

อัพเดต 24 มิ.ย. 2562 เวลา 12.09 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2562 เวลา 12.09 น. • Workpoint News

เคยเสิร์ชชื่อตัวเองบนเฟซบุ๊กหรือเปล่า? ถ้าใครสักคนอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรา แค่เสิร์ชชื่อนามสกุลก็จะพบกับข้อมูลส่วนตัว รูปภาพ ประวัติการทำงานทันที

 

แต่ถ้าเจอโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม คราวนี้ก็จะได้รู้ทั้งความคิดความอ่าน เรื่องที่ชอบ งานอดิเรก สถานที่ที่ชอบไป เพราะเรื่องเหล่านี้ถูกบันทึกผ่านการโพสต์ คอมเมนต์ แชร์ในโลกออนไลน์ ย้อนกลับไปดูเมื่อไหร่ก็ได้ ไ่ม่มีวันหมดอายุ

 

สิ่งเหล่านี้ประทับในโลกอินเตอร์แน่นเหมือนเป็นรอยเท้า เราจึงเรียกว่า “Digital Footprint”

 

รอยเท้าดิจิทัลมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือเป็นพื้นที่เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราเป็นใคร มีความคิดความชอบ แนวทางในการใช้ชีวิตแบบไหน นายจ้างอาจใช้เป็นข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจ หรือถ้าเจอคนถูกใจก็เป็นพื้นที่ “ส่อง” ก่อนทำความรู้จักกันได้

 

แต่ข้อเสียคือ ยิ่งเราโพสต์เพื่อแสดงความเป็นเราไปมากเท่าไหร่ ความเป็นส่วนตัวก็จะเหลือน้อยลงยิ่งขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้ลบออกได้ยากมาก หากเราโพสต์อะไรในสถานการณ์แบบหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปข้อความหรือรูปภาพเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการสะท้อนต่อสังคมแล้ว ถึงจะลบออก ก็มีโอกาสในการถูกใครบางคนแคปภาพเก็บไว้ และที่แน่ ๆ ข้อมูลก็จะยังอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า Big Data ตลอดไป มีโอกาสถูกผู้ไม่ประสงค์ดีขุดคุ้ยขึ้นมาใหม่เสมอ

 

หลายคนอาจจะกล่าวว่า หากบริสุทธิ์ใจก็ไม่มีอะไรหลบซ่อน แต่จริงๆแล้วในโลกออนไลน์ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น ข้อความบางข้อความถูกโพสต์ในบริบทหนึ่ง แต่เมื่อถูกเผยแพร่และส่งต่อในวงกว้างเราจะควบคุมให้ทุกคนเข้าใจบริบทได้เป็นเรื่องยากมาก โอกาสในการตีความผิดพลาดมีสูง เหมือนที่เราจะเห็นหลายคนถูกแคปเฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์มาวิพากษ์วิจารณ์จนต้องมาอธิบายกันพัลวัล หรืออยู่ดีๆเราอาจถูกนำชื่อและใบหน้าไปใช้แอบอ้าง ทำเรื่องผิดกฎหมายได้เสมอ

 

ในต่างประเทศเริ่มมีการถกเถียงกันว่าควรจะบังคับให้มีการลบรอยเท้าพวกนี้ออกไปได้ในบางกรณีไหม เช่น ในกรณีของเด็กที่ยังไม่รู้ความ แต่พ่อแม่เห่อลูกมาก โพสต์ข้อมูลส่วนตัวของลูกลงอินเตอร์เน็ตทั้งหมด หากเด็กคนนั้นโตมาแล้วคิดว่าข้อมูลของเขาไม่ควรอยู่ในโลกออนไลน์เราควรจะให้เขามีสิทธิสั่งให้ทุกคนลบเรื่องของเขาได้หรือไม่ เรื่องนี้ศาลแห่งยุโรปตัดสินเป็นที่แรกว่าบุคคลควรมีสิทธิถูกลืมได้ (the Right to be forgottem)

 

อีกกรณีที่ถกเถียงอย่างหนักคือ เราควรลบโซเชียลมีเดียของ “คนตาย” หรือไม่ เนื่องจากข้อมูลอาจถูกนำไปใช้โดยไม่มีใครปกป้องได้ แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก google จึงได้ออกแบบตัวเลือกมาให้เราเลือกได้ว่าจะจัดการบัญชีอย่างไรหลังเสียชีวิตไปแล้ว

 

แต่สุดท้ายแล้ว การโพสต์ของเรายังเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “Digital Footprint” อยู่ดี ในโลกที่มีการพัฒนาระบบเก็บ Big Data การใช้งานอินเตอร์เน็ตของเราถูกเก็บข้อมูลยิบย่อยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประวัติการค้นหาสินค้าในหน้าเว็บ เวลาที่ใช้ในการเสพข้อมูล สถานที่ที่เข้าอินเตอร์เน็ต ทุกอย่างล้วนเป็นรอยเท้าที่ถูกนำมาระบุตัวตนเพื่อสร้างประโยชน์ให้ใครคนใดคนหนึ่งได้เสมอ

 

ทางที่ดีที่สุดควรตรวจตราการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวไว้เสมอเพื่อป้องกันไม่ให้ขนาดของ Digital Footprint ของเราแพร่กระจายออกไปจนควบคุมไม่ได้

 

อ้างอิง

Internet Society

Why we must remember to delete – and forget – in the digital age

How Europe’s ‘right to be forgotten’ could protect kids’ online privacy in the U.S.

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...