โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

IAA เผยผลสำรวจนักวิเคราะห์ ชี้ไตรมาส 2 หุ้นไทยยังโดนโควิด-19 กดดันทางลบ

Businesstoday

เผยแพร่ 02 เม.ย. 2563 เวลา 02.58 น. • Businesstoday

IAA เผยผลสำรวจนักวิเคราะห์ ชี้ไตรมาส 2 หุ้นไทยยังโดนไวรัสโควิด-19 กดดันทางลบ ประเมินดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 63 ปิดที่ 1,276 จุด มอง GDP ปี 63 ติดลบ ก่อนไปขยายตัว 2.94% ในปี 64

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน หรือ IAA เผยผลการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อมุมมองในด้านการลงทุน และคาดการณ์ทิศทางดัชนีราคาหุ้นไทย (SET Index) ในปี 2563 โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 20 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จำนวน 15 บริษัท บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจำนวน 4 บริษัท และบริษัทโกลด์ ฟิวส์เจอร์ส 1 บริษัท ซึ่งได้ปรับสมมติฐานหลักเป็นปัจจุบันแล้ว ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้

ผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนร้อยละ
50 มองว่าดัชนีราคาหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2/63 มีแนวโน้มไปในทิศทางลบ
ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 35 มองไปในในทิศทางSideways หรือไม่เปลี่ยนแปลงไปมากจากไตรมาส 1/63 และร้อยละ15
มองว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงในทิศทางบวก

ทั้งนี้นักวิเคราะห์
และผู้จัดการกองทุนคาดว่าดัชนีราคาหุ้นไทย ณ สิ้นไตรมาส 2/63 จะเฉลี่ยอยู่ที่
1,118 จุด สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนตลาดในไตรมาส 2/63
นั้นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19
เป็นปัจจัยลำดับแรกที่มีอิทธิพลต่อทิศทางราคาหุ้นไทยระยะสั้น รองลงมาคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและผลประกอบการ
ตามลำดับ

เมื่อมองภาพยาวไปถึงสิ้นปี 2563 ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าสมมติฐานด้าน
GDP ในปีนี้
มีค่าเฉลี่ยการขยายตัวที่ -0.60% โดยมีผู้ตอบส่วนใหญ่ มอง GDP ติดลบ
ขณะที่ยังมีผู้ตอบ 43.75% ที่ยังใช้สมมติฐาน GDP ปี 63 เป็นบวก

ส่วน สมมติฐาน GDP ปี 64 นั้นผู้ตอบส่วนใหญ่มองว่าเป็นบวกเฉลี่ยอยู่ที่
2.94% และไม่มีผู้ตอบที่มองแย้งว่า GDP ปี
64 จะติดลบ ทางด้านราคาน้ำมัน ผู้ตอบแบบสอบถามได้ปรับใช้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของปี
2563 ที่ 39.26 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยแยกตามกลุ่ม มีผู้ตอบดังนี้

• 30 – 39.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 41.18

• 40 – 49.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 52.94

• 50 - 59.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 5.88

ขณะที่ ปัจจัยที่จะส่งผลในด้านลบต่อตลาดทุนไทยในปี
63 ได้แก่ สถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด 19 รองลงมา คือเศรษฐกิจภายในประเทศ
และปัจจัยด้านผลประกอบการของบจ. ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีเสียงโหวตเกิน 90% ขึ้นไป เป็นที่น่าสังเกตว่าปัจจัยทางด้านการเมืองในต่างประเทศนั้นไม่มีผลมากนักต่อทิศทางราคาหุ้นในช่วงปีนี้โดยมีผู้ตอบเพียง
10% ที่มองว่าจะเป็นผลบวก และมีผู้ตอบ 35% ที่มองแย้งว่าจะเป็นผลลบ

สำหรับปัจจัยที่มีผลบวกต่อดัชนีราคาหุ้นไทยในปี 63
ได้แก่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ผู้ตอบแบบสำรวจ 75%
เทคะแนนให้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลบวก รองลงมาผู้ตอบ 65%
คาดว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา (FED) จะส่งผลบวก
ส่วนปัจจัยอื่นๆ ไม่มีปัจจัยใดที่มีผู้ตอบถึง 50% ที่ระบุว่าเป็นบวก

ด้าน การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับลด
0.25% ในปี 2563 ร้อยละ 70 ของผู้ตอบ รองลงมา คือ คาดว่าปรับลดลง 0.50% ร้อยละ
25 และคาดว่าคงที่ ร้อยละ 5 ตามลำดับ

สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ได้สอบถามความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนเกี่ยวกับ
ข้อเสนอแนะว่าภาครัฐควรเร่งนโยบายเรื่องใดที่มีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ
ส่วนใหญ่เสนอให้ภาครัฐใช้นโยบายการคลัง โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังซื้อ
จำนวน 70% ของผู้ตอบ ได้แก่ ชดเชยรายได้
การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ลดค่าน้ำ ไฟฟ้า โทรศัพท์ ฯลฯ

ส่วนด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ มีผู้ตอบ 35%
ข้อเสนอได้แก่ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง หรือการชดเชยอื่นๆ ที่เป็นรูปธรรมให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
นอกเหนือจากข้อเสนอด้านนโยบายการคลังแล้ว มีผู้ตอบ 15% ที่เสนอให้ภาครัฐเร่งโครงการลงทุนภาครัฐ
และมีประมาณ 10% ของผู้ตอบ แนะนำให้นำ LTF กลับมาเต็มรูปแบบ

คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดเฉลี่ยที่
79.70 บาท โดย แยกตามกลุ่มมีผู้ตอบดังนี้

• 60 – 69.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 5.56

• 70 – 79.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 44.44

• 80 - 89.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 44.44

• 90 - 99.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 5.56

EPS Growth ณ สิ้นปี 63 คาดว่า EPS Growth เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ
-9.93 เมื่อแยกตามช่วงระดับการเติบโต จะอยู่ระหว่างร้อยละ

• -1 ถึง -4.99 มีผู้ตอบร้อยละ 25

• -5 ถึง -9.99 มีผู้ตอบร้อยละ 25

• -10 ถึง -14.99 มีผู้ตอบร้อยละ 12.50

• -15 ถึง -19.99 มีผู้ตอบร้อยละ 25

• -20 ถึง -24.99 มีผู้ตอบร้อยละ 12.50

คาดการณ์จุดต่ำสุดของดัชนีราคาหุ้นไทย (SET
Index) ระหว่างปีนับจากนี้มีค่าเฉลี่ยจุดต่ำสุด ที่
954 จุด สำหรับจุดสูงสุดของ SET Index ในช่วง
เม.ย.ถึงสิ้นปี 2563 เฉลี่ยที่ระดับ 1,323จุด ทั้งนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ
38.46เท่ากันที่คาดว่าดัชนีจะทำจุดสูงสุด 1,201 –1,300
จุด และ1,301 –1,400
จุด และมีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 15.38 ที่คาดว่าจุดสูงสุดจะอยู่ในช่วง 1,401
– 1,500 ตามลำดับ

ทั้งนี้นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุนคาด เป้าหมายดัชนี
ณ วันสิ้นปี 2563 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่1,276 จุด ซึ่ง น้อยกว่าผลสำรวจของไตรมาส
1/63 ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 1,679จุด

ความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน เกี่ยวกับการจัดพอร์ตการลงทุน
มีความเห็นว่าร้อยละ 39 แนะนำการถือเงินสด หรือ เงินฝากระยะสั้น ร้อยละ
21 มองว่าลงทุนในหุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย
และร้อยละ 13 แนะนำลงทุนหุ้นต่างประเทศ
หรือกองทุนหุ้นต่างประเทศตามลำดับ

รายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำโดยมีจำนวนสำนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่
5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้ (เรียงชื่อตามอักษรย่อ)

1. ADVANC โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ราคามีการปรับตัวลดลงไปมากในช่วงก่อนหน้าจาก
Sentiment ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับตัวลดลงแต่อย่างไรก็ตามมองว่านโยบายการให้ทำงานที่บ้าน
หรือ Work from home ของผู้ประกอบการจะส่งผลดีในช่วงสั้นต่อหุ้นในกลุ่มสื่อสารโดยคาดอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจะเพิ่มสูงขึ้น
(DATA) โดยประเมินรายได้จากการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจะเพิ่มสูงขึ้น
15-20% ช่วงไตรมาส 1/2563 และ 2/2563

2. CPALL มีประเด็นสนับสนุนจาก
มาตรการของทางภาครัฐในการให้เงินสนับสนุนเงินช่วยเหลือรายละ 5,000 บาทต่อเดือน
เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เมษายน – มิถุนายน 2563)
เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัส COVID-19 และ อาจสามารถต่ออายุโครงการได้หากเห็นสมควร
ซึ่งร้านค้าปลีกโดยเฉพาะ 7-11 ที่มีจำหน่ายอาหารและสินค้าจำเป็นในการดำรงชีวิตจะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้
ประกอบกับ CPALL ยังเตรียมปรับรูปแบบการขายโดยเน้นส่งถึงที่ Delivery
ในช่วงที่ประชาชนไม่สามารถเดินทางออกจากที่พักอาศัยได้

3. CPF โดยมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มกำไรไตรมาส
1/63 ไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และการประกาศลงทุนในธุรกิจ Tesco
Lotus ประเทศไทยและมาเลเซีย (เป็น Hyper
Market อันดับ 1 ของทั้ง 2 ประเทศ)

4. INTUCH โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยจาก
COVID-19 ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีการจ่ายปันผลดี

5. RATCH โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก
หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มีการปรับตัวลดลงมาในช่วงก่อนหน้าจาก Sentiment
ตลาดทำให้ราคาเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น
โดยทางฝ่ายมองหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายไวรัส COVID-19 น้อยกว่าหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น
ประกอบกับ อัตราเงินปันผลอยู่ประมาณ 4.19%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...