IAA เผยผลสำรวจนักวิเคราะห์ ชี้ไตรมาส 2 หุ้นไทยยังโดนโควิด-19 กดดันทางลบ
IAA เผยผลสำรวจนักวิเคราะห์ ชี้ไตรมาส 2 หุ้นไทยยังโดนไวรัสโควิด-19 กดดันทางลบ ประเมินดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 63 ปิดที่ 1,276 จุด มอง GDP ปี 63 ติดลบ ก่อนไปขยายตัว 2.94% ในปี 64
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน หรือ IAA เผยผลการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อมุมมองในด้านการลงทุน และคาดการณ์ทิศทางดัชนีราคาหุ้นไทย (SET Index) ในปี 2563 โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 20 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จำนวน 15 บริษัท บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจำนวน 4 บริษัท และบริษัทโกลด์ ฟิวส์เจอร์ส 1 บริษัท ซึ่งได้ปรับสมมติฐานหลักเป็นปัจจุบันแล้ว ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้
ผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนร้อยละ
50 มองว่าดัชนีราคาหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2/63 มีแนวโน้มไปในทิศทางลบ
ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 35 มองไปในในทิศทางSideways หรือไม่เปลี่ยนแปลงไปมากจากไตรมาส 1/63 และร้อยละ15
มองว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงในทิศทางบวก
ทั้งนี้นักวิเคราะห์
และผู้จัดการกองทุนคาดว่าดัชนีราคาหุ้นไทย ณ สิ้นไตรมาส 2/63 จะเฉลี่ยอยู่ที่
1,118 จุด สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนตลาดในไตรมาส 2/63
นั้นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19
เป็นปัจจัยลำดับแรกที่มีอิทธิพลต่อทิศทางราคาหุ้นไทยระยะสั้น รองลงมาคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและผลประกอบการ
ตามลำดับ
เมื่อมองภาพยาวไปถึงสิ้นปี 2563 ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าสมมติฐานด้าน
GDP ในปีนี้
มีค่าเฉลี่ยการขยายตัวที่ -0.60% โดยมีผู้ตอบส่วนใหญ่ มอง GDP ติดลบ
ขณะที่ยังมีผู้ตอบ 43.75% ที่ยังใช้สมมติฐาน GDP ปี 63 เป็นบวก
ส่วน สมมติฐาน GDP ปี 64 นั้นผู้ตอบส่วนใหญ่มองว่าเป็นบวกเฉลี่ยอยู่ที่
2.94% และไม่มีผู้ตอบที่มองแย้งว่า GDP ปี
64 จะติดลบ ทางด้านราคาน้ำมัน ผู้ตอบแบบสอบถามได้ปรับใช้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของปี
2563 ที่ 39.26 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยแยกตามกลุ่ม มีผู้ตอบดังนี้
• 30 – 39.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 41.18
• 40 – 49.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 52.94
• 50 - 59.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 5.88
ขณะที่ ปัจจัยที่จะส่งผลในด้านลบต่อตลาดทุนไทยในปี
63 ได้แก่ สถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด 19 รองลงมา คือเศรษฐกิจภายในประเทศ
และปัจจัยด้านผลประกอบการของบจ. ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีเสียงโหวตเกิน 90% ขึ้นไป เป็นที่น่าสังเกตว่าปัจจัยทางด้านการเมืองในต่างประเทศนั้นไม่มีผลมากนักต่อทิศทางราคาหุ้นในช่วงปีนี้โดยมีผู้ตอบเพียง
10% ที่มองว่าจะเป็นผลบวก และมีผู้ตอบ 35% ที่มองแย้งว่าจะเป็นผลลบ
สำหรับปัจจัยที่มีผลบวกต่อดัชนีราคาหุ้นไทยในปี 63
ได้แก่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ผู้ตอบแบบสำรวจ 75%
เทคะแนนให้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลบวก รองลงมาผู้ตอบ 65%
คาดว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา (FED) จะส่งผลบวก
ส่วนปัจจัยอื่นๆ ไม่มีปัจจัยใดที่มีผู้ตอบถึง 50% ที่ระบุว่าเป็นบวก
ด้าน การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับลด
0.25% ในปี 2563 ร้อยละ 70 ของผู้ตอบ รองลงมา คือ คาดว่าปรับลดลง 0.50% ร้อยละ
25 และคาดว่าคงที่ ร้อยละ 5 ตามลำดับ
สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ได้สอบถามความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนเกี่ยวกับ
ข้อเสนอแนะว่าภาครัฐควรเร่งนโยบายเรื่องใดที่มีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ
ส่วนใหญ่เสนอให้ภาครัฐใช้นโยบายการคลัง โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังซื้อ
จำนวน 70% ของผู้ตอบ ได้แก่ ชดเชยรายได้
การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ลดค่าน้ำ ไฟฟ้า โทรศัพท์ ฯลฯ
ส่วนด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ มีผู้ตอบ 35%
ข้อเสนอได้แก่ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง หรือการชดเชยอื่นๆ ที่เป็นรูปธรรมให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
นอกเหนือจากข้อเสนอด้านนโยบายการคลังแล้ว มีผู้ตอบ 15% ที่เสนอให้ภาครัฐเร่งโครงการลงทุนภาครัฐ
และมีประมาณ 10% ของผู้ตอบ แนะนำให้นำ LTF กลับมาเต็มรูปแบบ
คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดเฉลี่ยที่
79.70 บาท โดย แยกตามกลุ่มมีผู้ตอบดังนี้
• 60 – 69.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 5.56
• 70 – 79.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 44.44
• 80 - 89.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 44.44
• 90 - 99.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 5.56
EPS Growth ณ สิ้นปี 63 คาดว่า EPS Growth เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ
-9.93 เมื่อแยกตามช่วงระดับการเติบโต จะอยู่ระหว่างร้อยละ
• -1 ถึง -4.99 มีผู้ตอบร้อยละ 25
• -5 ถึง -9.99 มีผู้ตอบร้อยละ 25
• -10 ถึง -14.99 มีผู้ตอบร้อยละ 12.50
• -15 ถึง -19.99 มีผู้ตอบร้อยละ 25
• -20 ถึง -24.99 มีผู้ตอบร้อยละ 12.50
คาดการณ์จุดต่ำสุดของดัชนีราคาหุ้นไทย (SET
Index) ระหว่างปีนับจากนี้มีค่าเฉลี่ยจุดต่ำสุด ที่
954 จุด สำหรับจุดสูงสุดของ SET Index ในช่วง
เม.ย.ถึงสิ้นปี 2563 เฉลี่ยที่ระดับ 1,323จุด ทั้งนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ
38.46เท่ากันที่คาดว่าดัชนีจะทำจุดสูงสุด 1,201 –1,300
จุด และ1,301 –1,400
จุด และมีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 15.38 ที่คาดว่าจุดสูงสุดจะอยู่ในช่วง 1,401
– 1,500 ตามลำดับ
ทั้งนี้นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุนคาด เป้าหมายดัชนี
ณ วันสิ้นปี 2563 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่1,276 จุด ซึ่ง น้อยกว่าผลสำรวจของไตรมาส
1/63 ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 1,679จุด
ความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน เกี่ยวกับการจัดพอร์ตการลงทุน
มีความเห็นว่าร้อยละ 39 แนะนำการถือเงินสด หรือ เงินฝากระยะสั้น ร้อยละ
21 มองว่าลงทุนในหุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย
และร้อยละ 13 แนะนำลงทุนหุ้นต่างประเทศ
หรือกองทุนหุ้นต่างประเทศตามลำดับ
รายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำโดยมีจำนวนสำนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่
5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้ (เรียงชื่อตามอักษรย่อ)
1. ADVANC โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ราคามีการปรับตัวลดลงไปมากในช่วงก่อนหน้าจาก
Sentiment ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับตัวลดลงแต่อย่างไรก็ตามมองว่านโยบายการให้ทำงานที่บ้าน
หรือ Work from home ของผู้ประกอบการจะส่งผลดีในช่วงสั้นต่อหุ้นในกลุ่มสื่อสารโดยคาดอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจะเพิ่มสูงขึ้น
(DATA) โดยประเมินรายได้จากการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจะเพิ่มสูงขึ้น
15-20% ช่วงไตรมาส 1/2563 และ 2/2563
2. CPALL มีประเด็นสนับสนุนจาก
มาตรการของทางภาครัฐในการให้เงินสนับสนุนเงินช่วยเหลือรายละ 5,000 บาทต่อเดือน
เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เมษายน – มิถุนายน 2563)
เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัส COVID-19 และ อาจสามารถต่ออายุโครงการได้หากเห็นสมควร
ซึ่งร้านค้าปลีกโดยเฉพาะ 7-11 ที่มีจำหน่ายอาหารและสินค้าจำเป็นในการดำรงชีวิตจะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้
ประกอบกับ CPALL ยังเตรียมปรับรูปแบบการขายโดยเน้นส่งถึงที่ Delivery
ในช่วงที่ประชาชนไม่สามารถเดินทางออกจากที่พักอาศัยได้
3. CPF โดยมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มกำไรไตรมาส
1/63 ไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และการประกาศลงทุนในธุรกิจ Tesco
Lotus ประเทศไทยและมาเลเซีย (เป็น Hyper
Market อันดับ 1 ของทั้ง 2 ประเทศ)
4. INTUCH โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยจาก
COVID-19 ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีการจ่ายปันผลดี
5. RATCH โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก
หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มีการปรับตัวลดลงมาในช่วงก่อนหน้าจาก Sentiment
ตลาดทำให้ราคาเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น
โดยทางฝ่ายมองหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายไวรัส COVID-19 น้อยกว่าหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น
ประกอบกับ อัตราเงินปันผลอยู่ประมาณ 4.19%