จงเปลี่ยนความกลัวเป็นพลังวิเศษ บทเรียนจากป้าลายจุด Yayoi Kusama - เพจพื้นที่ให้เล่า
TOP PICK TODAY
อัพเดต 12 ธ.ค. 2563 เวลา 04.29 น. • เผยแพร่ 12 ธ.ค. 2563 เวลา 04.05 น. • เพจพื้นที่ให้เล่าหลายคนนิยามศิลปินหญิงแนวอาวองการ์ดคนนี้ว่าเป็น 'คนแปลก' เพราะว่าอะไร?
นั่นเพราะเธอมาพร้อมกับผมหน้าม้าสั้นสีส้มสดอยู่เสมอ ผลงานของเธอคือฟักทองลูกยักษ์ลายจุดผู้เป็นตัวแทนของบ้านเกิด และที่สำคัญคือลายจุดกลมสีสันแปลกตาที่วาดลวดลายอยู่บนนั้น สิ่งเหล่านี้คือวัตถุดิบสำคัญที่ทำให้เธอโลดแล่นเป็นศิลปินระดับโลกแถวหน้าในวัน 91 ปีได้อย่างเหลือเชื่อ ในช่วงเวลามากกว่า 7 ปี มีพิพิธภัณฑ์มากกว่าหนึ่งล้านแห่งที่ต้องการแสดงผลงานของเธอ
หากคุณคิดว่าสิ่งนี้ได้มาเพราะโชคช่วย ต้องบอกว่าไม่เลย!
ลายจุดบนฟักทองหรือผลงานต่างๆ ของคุซามะไม่ใช่โชคที่ช่วยให้เธอประสบความสำเร็จ แต่คือโรคร้ายที่กัดกินเธอ
.
แต่ก็ไม่ใช่ว่าผลงานที่เธอกลั้นออกมาจะถูกตีว่ามีค่าตั้งแต่แรก
คุซามะโดนฉีกผลงานศิลปะอยู่เสมอ แถมเป็นคนที่ใกล้ตัวที่สุดด้วย นั่นก็คือแม่ของเธอเอง
ชีวิตวัยเด็กค่อนข้างทุกข์ระทมอยู่ไม่น้อย เพราะครอบครัวของเธอไม่ใช่ครอบครัวที่เปิดกว้างเกี่ยวกับงานศิลปะ เห็นคุซามะเป็นคนหัวสมัยใหม่ แต่งตัวเปรี้ยวจี้ด ทำงานค่อนข้างนำสมัยไม่เหมือนใคร แต่แท้จริงในวัยเด็ก ต้องบอกว่าเธอเติบโตในครอบครัวที่เรียกว่าเป็นแนวอนุรักษ์นิยมแบบสุดขั้ว แม่ของเธอมีความเชื่อตามขนบธรรมเนียมว่า "ผู้หญิงไม่ได้เกิดมาให้ทำงานศิลปะ" แม่ของเธอสนับสนุนให้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่เหมาะกับคำว่าแม่และเมียเท่านั้น ต้องการให้เธอเรียนในสิ่งที่ผู้หญิงเรียน อย่างอื่นไม่ต้องไม่สนใจ เป็นแนวคิดที่ป้าลายจุดของเราไม่เห็นด้วยอย่างแรง ชีวิตวัยเด็กของเธอจึงเต็มไปด้วยความอึดอัด
ตัวตนของเธอไม่เคยเป็นที่ต้องการจากใคร หน้าที่ของเธอวันๆ คือการหลบซ่อนทำงานศิลปินให้พ้นสายตาแม่ ถ้าโดนจับได้ก็โดนลงโทษอย่างแรง สิ่งที่เธอต้องทำในทุกวัน คือการแอบฟังและทำหน้าที่ไปเป็นสปาย สายลับจับชู้ให้แม่ ต้องไปเฝ้าดูเรื่องราวของพ่อและแฟนใหม่เท่านั้น การถูกบังคับให้เห็นแง่มุมของความรักที่บิดเบี้ยวเร็วเกินไปนัก สิ่งนี้ทำให้เธอยิ่งปิดตัวจากผู้อื่นและสร้างนิสัยหวาดกลัวเซ็กส์ตั้งแต่วัยเด็ก และเพิ่มความขบถที่แฝงอยู่ข้างในตัวเธอ
เธอไม่ต้องการเป็นสาวญี่ปุ่นลักษณะอย่างที่แม่ปลูกฝัง เธอต้องการเป็น 'ศิลปินหญิงผู้ยิ่งใหญ่'
แรกๆ ก็แค่แอบทำงานศิลปะและทำทุกวิถีทางเพื่อเอาผลงานไปแสดงในนิทรรศการในญี่ปุ่น จนพอมีคนรู้จักอยู่กลุ่มหนึ่ง
คุซามะก็ตัดสินใจเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต นั่นก็คือการเปลี่ยนถิ่นฐานเพื่องานศิลปะ เธอย้ายไปนิวยอร์กในปี 1957 เพื่อเข้าสู่วงการศิลปะที่เฟื่องฟูที่สุดของโลก โดยเริ่มทุกอย่างตั้งแต่ศูนย์ เมื่อไม่มีการซัพพอร์ตจากครอบครัว คุซามะแทบไม่ต่างจากคนหัวเดียวกระเทียมลีบ เธอไม่มีเงินในการใช้ชีวิตและทำงานศิลปินเต็มตัว งานศิลปะของเธอยุคนั้นถูกขายในราคาที่ต่ำกว่าข้าว 1 จาน เพื่อการดำรงชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ประสบความสำเร็จท้ายที่สุด โดยประสบการณ์ช่วงนั้นสอนให้เธอสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้หลากหลายรูปแบบตามความตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นรูป Sketch บนกระดาษ รูปวาดสำเร็จแบบนิ่งและเคลื่อนไหว ไปจนถึงสิ่งที่ประจักษ์กับคนรุ่นหลังอย่างเรา นั่นคือผลงานแนว Installation Art นั่นเอง แม้กระทั่งภาพยนตร์เอง คุซามะก็มีความสามารถทางด้านนี้ สามารถเอาผลงานของตน อย่างลายจุดและสีสันสดใสเข้าไปร่วมสนุกได้ กลิ่นอายความเป็นคุซามะและสไตล์แบบฮิปปี้ได้ปรากฎให้ทุกคนเห็นอย่างผสมผสาน งานยุคนั้นของเธอเป็นงานที่อิสระมากที่สุด
.
เธอคือศิลปินคนแรกที่ได้จัดแสดงงานแบบโซโลใน CICA หรือ Center of International Contemporary art และเป็นคนแรกในนิทรรศการเดี่ยวที่ The Japanese Pavilion ในช่วงปี 1993 เหตุผลหนึ่งที่คุซามะสามารถหาที่ยืนในโลกศิลปินของนิวยอร์กได้ นอกจากฝีมือแล้ว ต้องบอกว่าเป็นเรื่องของแนวคิดทางด้านสังคมและสิทธิมนุษยชน นอกจากจินตนาการที่กว้างไกลกว่าคนอื่น ความบ้าบิ่นในการเรียกร้องสิ่งต่างๆ ที่ถูกต้อง ทำให้เธอถูกยอมรับเป็นศิลปินแนวอาวองต์-การ์ด หรือ ศิลปะผู้ล้ำสมัยก้าวหน้าเป็นอย่างมาก เธอเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมของผู้หญิงที่ยังเป็นเรื่องต้องต่อสู้ในสังคม โดยการสร้างผลงานขึ้นมา นอกจากนั้นเธอยังเป็นศิลปินไม่กี่คนในยุคนั้นที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์วงการศิลปะด้วยการแสดงจุดยืน แม้ว่านั่นจะทำให้ทุกคนเกลียดและมีชื่อเสียในวงการ
แต่สิ่งที่คุซามะยืนยันคือ… งานศิลปะต้องวิจารณ์ได้ และไม่ควรมีอะไรตายตัว เป็นสิ่งที่กำหนดว่าสิ่งที่ศิลปินทำมันผิดหรือถูก
เพราะชีวิตคือศิลปะ ใครจะมีอำนาจตัดสินมากพอว่าชีวิตของแต่ละคน ชีวิตใครสวยงามมากกว่าใคร
.
เธอใช้ชีวิตเป็นศิลปินต่างประเทศ 16 ปี ก่อนที่อาการเริ่มรุนแรงขึ้น ความโดดเดี่ยวและความแปลกใหญ่เองก็เป็นสิ่งหนึ่งที่รุมเร้าเธอ
คุซามะตัดสินใจย้ายกลับมาบ้านเกิดเพื่อทำงานศิลปะต่อ แม้ว่าช่วงเวลานั้นจะทำให้เธอกลับมาเป็นศิลปินไร้ชื่ออีกครั้ง แถมอาการป่วยของเธอรุนแรงกว่าแต่ก่อน เธอต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่งในโตเกียวหลังจากย้ายกลับบ้านเกิดได้เพียงแค่ 4 ปี โดยเลือกโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้กับสตูดิโอ เพื่อให้การรับการรักษาสะดวกสบายกับการทำงานของตัวเองมากที่สุด ไม่มีอะไรหยุดยั้งคุซามะจากการสร้างผลงานศิลปะได้ และในตอนนี้เองที่ฟักทองเริ่มเข้ามามีบทบาทเป็นตัวเป็นตน ในผลงานชิ้นต่างๆ ของเธอ เป็นตัวแทนของวัยเด็กที่เธอคิดถึงและวัยเด็กที่เธอไม่ชอบการโดนกดทับ ตัวแทนของบ้านเกิดที่เธอหวนคิดถึงและไม่มีวันกลับไปแก้ไขได้ เธอเอาลายจุดที่เป็นความกลัวและข้อเสียของตัวเองไปไว้บนฟักทองเรืองแสง โรคที่ทำให้เธอเป็นคนแปลกและแตกต่างจากเพื่อน ตัวแทนของช่วงเวลาต่างๆ แต่ฟักทองลายจุดคือเครื่องยืนยันว่า.. ศิลปะคือสิ่งเดียวที่ทำให้เธอมีชีวิตอยู่
.
การต่อสู้ของคุซามะเพื่องานศิลปะ และการเปลี่ยนความกลัวเป็นการกล้าหาญยังดำเนินต่อไป โรคของคุซามะยังคงต้องรักษาต่อเนื่อง แม้จะผ่านไปมากกว่า 40 ปีแล้ว พู่กันและปากกาในมือของศิลปินหญิงคนนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างศิลปะ แต่เป็นดาบและโล่ที่ทำให้เธอสู้กับชีวิตต่อไปได้ เธอเป็นไอคอนอมตะที่จะสอนให้ทุกคนรู้ว่า 'ความแตกต่าง' ของเราไม่ใช่จุดอ่อน แต่มันคือพลังวิเศษ
----------
ข้อความของคุซามะในงานจัดแสดง My Eternal Soul เมื่อปี 2017 ที่กรุงโตเกียว ได้มีข้อความที่เธอให้สัมภาษณ์เอาไว้ดังนี้
“ความปรารถนาสูงสุดของฉัน คือการที่ผู้ชมศิลปะของฉันได้รับแพสชั่นเพื่อแรงผลักทางศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีอะไรจะทำให้ฉันมีความสุขอย่างท่วมท้นได้มากกว่านั้นแล้วล่ะ”