โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้ว่าฯ อัศวิน เผย กทม.เปิดสายด่วนรับปรึกษาผู้ป่วย-ผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19

MATICHON ONLINE

อัพเดต 07 ก.ย 2563 เวลา 06.34 น. • เผยแพร่ 07 ก.ย 2563 เวลา 06.34 น.

ผู้ว่าฯ อัศวิน เผย กทม.เปิดสายด่วนรับปรึกษาผู้ป่วย-ผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19

วันนี้ (7 กันยายน 2563) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าผลการดำเนินงานควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 โดยศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำนักอนามัย กทม.เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2563 เวลา 17.00 น. พบว่า ร้าน First cafe at Khao San road ที่มีผู้สัมผัสรวม 127 คน เสี่ยงสูง 2 คน โดยได้ทำการเฝ้าระวังและสอบสวนโรค (PUI) ที่โรงพยาบาล (รพ.) วชิรพยาบาล จำนวน 1 คน ไม่พบเชื้อ และ PUI จำนวน 1 คน รพ.กลาง ไม่พบเชื้อ ได้กักตัวทั้ง 2 คน เพื่อติดตามเฝ้าระวังที่โรงพยาบาล (Isolate Quarantine)

 

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า ส่วนผู้เสี่ยงต่ำ 125 คน ให้ปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันควบคุมโรค และ Self Quarantine พร้อมประชาสัมพันธ์ให้คัดกรองโควิด-19 ผ่าน Website BKK Covid-19 นอกจากนี้ ยังจัดรถพระราชทานให้บริการเก็บสิ่งส่งตรวจของประชาชนที่มีความกังวลบริเวณถนนข้าวสาร จำนวน 112 คน พบว่าไม่มีผู้ติดเชื้อ โดยเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคติดต่อได้สั่งปิดสถานที่ดังกล่าวจนกว่าสำนักงานเขตจะอนุญาตให้เปิดบริการต่อไป

“อย่างไรก็ดี กทม.ได้ดำเนินการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง โดยจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจจากผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อส่งตรวจหาเชื้อโควิด-19 รวมถึงให้ผู้มีความเสี่ยงกักตัวเฝ้าดูอาการเป็นเวลา 14 วัน และจัดเจ้าหน้าที่ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณสถานประกอบการที่ผู้ติดเชื้อทำงาน และสถานที่พักอาศัยของผู้ติดเชื้อ เป็นต้น” ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ลดความกังวลปัญหาการแพร่ระบาด หรือกังวลว่าจะติดเชื้อ กทม.จึงได้ดำเนินการจัดทำแบบประเมินความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 ด้วยตนเอง ด้วยระบบคัดกรองความเสี่ยง BKK COVID-19 ผ่านเว็บไซต์ http://bkkcovid19.bangkok.go.th ซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยระบบจะแบ่งการดำเนินการออกเป็น การคัดกรองผ่านแบบประเมินประวัติเสี่ยง และการคัดกรองผ่านแบบประเมินอาการ ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่ออกแบบโดยทีมแพทย์ นักวิชาการ ร่วมกับ กทม. และเป็นแบบฟอร์มที่ใช้จริงในโรงพยาบาลเพื่อการสอบสวนโรคของกลุ่มเสี่ยง เมื่อประเมินผลแล้วระบบจะวิเคราะห์ว่าบุคคลนั้นอยู่ในกลุ่มใด จาก 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มไม่พบประวัติเสี่ยง (สีเขียว) กลุ่มเฝ้าระวัง (สีเหลือง) กลุ่มเสี่ยง (สีส้ม) และกลุ่มเข้าเกณฑ์สงสัย (สีแดง) เพื่อดำเนินการต่อให้เหมาะสม

“หากระบบประเมินว่ามีความเสี่ยง เจ้าหน้าที่จะโทรไปสอบถามอาการ ให้ความรู้ และทำการยืนยันอาการ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ทำการประเมินแล้วพบว่าเป็นผู้ที่ต้องได้รับการตรวจ ระบบจะนัดผู้ที่ต้องได้รับการตรวจมาตรวจอาการด้วยวิธีการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่ง (SWAB) จมูกหรือปาก และส่งไปตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ (แล็บ) ที่คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช หรือห้องแล็บของโรงพยาบาลในสังกัด กทม.ที่ได้มาตรฐาน อาทิ รพ.ตากสิน รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ รพ.กลาง เป็นต้น โดยระบบจะจัดให้ประชาชนได้รับการตรวจ ณ สถานพยาบาลที่ใกล้บ้าน เพื่อความสะดวกของประชาชน และลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อ โดย กทม.จะเก็บข้อมูลทั้งหมดของผู้เข้าใช้ระบบ BKK COVID-19 เป็นความลับ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับบุคคลอื่น” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า กทม.ได้เปิดสายด่วนเพื่อให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีความกังวลต่อความเสี่ยงการติดเชื้อ สามารถแจ้งข้อมูลและขอคำปรึกษาแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1646 และ 1669 ศูนย์ตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน (EOC) หรือ สายด่วน 1422 กรมควบคุมโรค หรือ 0 2245 4964, 0 2203 2393 และ 0 2203 2396 (ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง) และ 09 4386 0051, 08 2001 6373 (ให้บริการเวลา 08.00–16.00 น.) สายด่วนกองควบคุมโรค สำนักอนามัย กทม. นอกจากนี้ ยังสามารถแจ้งข้อมูลและขอคำปรึกษาแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลในสังกัด กทม.ใกล้บ้านได้อีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...