โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การศึกษา / เจาะปัญหา 'อาชีวะเอกชน' '3 ปี' ภายใต้ร่มเงาของ 'สอศ.'

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 18 พ.ค. 2562 เวลา 10.30 น.

การศึกษา

 

เจาะปัญหา ‘อาชีวะเอกชน’

‘3 ปี’ ภายใต้ร่มเงาของ ‘สอศ.’

 

กลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงอาชีวศึกษา หลังจากผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนออกมาสะท้อนปัญหาว่า วิทยาลัยอาชีวะเอกชนหลายแห่ง จำนวนนักเรียนและนักศึกษา “ลดลง” ส่งผลให้วิทยาลัยอาชีวะเอกชนบางแห่ง “ยุติ” การรับนักเรียนและนักศึกษาในปีนี้

อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะทยอยปิดกิจการอีกหลายแห่ง

โดยอ้างว่าปัญหาต่างๆ เริ่มหนักหนามากขึ้น ตั้งแต่ให้สถานศึกษาอาชีวะเอกชนไปอยู่ภายใต้สังกัด “สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)” ทำให้ไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควร

จึงเรียกร้องให้รัฐบาล “ยกเลิก” คำสั่งตามมาตรา 44 เรื่องคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 8/2559 เรื่องการบริหารจัดการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชน โดยสถานศึกษาอาชีวะเอกชนจะขอกลับไปอยู่ภายใต้สังกัด “สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)” ตามเดิม!!

โดยจากการสำรวจสถานศึกษาอาชีวะเอกชนกว่า 400 แห่ง พบว่ามีความต้องการกลับเข้ามาอยู่ในสังกัด สช.เดิมถึง 320 แห่ง หรือคิดเป็น 80%

 

ทั้งนี้ ภายหลังรัฐบาลใช้มาตรา 44 เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว ที่สถานศึกษาอาชีวะเอกชนขยับไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สอศ. ซึ่งปัญหาต่างๆ ที่ต้องประสบพบเจอ คงไม่มีใครสามารถสะท้อนปัญหาได้ดีกว่า “ผู้บริหาร” สถานศึกษาอาชีวะเอกชนอีกแล้ว

เริ่มจากนายอนุพงค์ มกรานุรักษ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนือ ระบุว่าการรับนักเรียนในสถานศึกษาอาชีวะเอกชนมีปัญหามากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากแนวทางการรับนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีนโยบายให้โรงเรียนรับนักเรียนที่จบระดับชั้น ม.3 โรงเรียนเดิมทุกคน เข้าเรียนต่อในระดับชั้น ม.4 ทำให้เกิดผลกระทบหนักกับสถานศึกษาอาชีวะเอกชนอย่างมาก และในอนาคตปัญหานี้จะหนักขึ้นไปเรื่อยๆ

นอกจากนี้ สถานศึกษาอาชีวะรัฐไม่ทำตามนโยบายการรับนักเรียน ที่ได้กำหนดไว้ว่า ในสาขาวิชาที่ตรงกับที่เปิดรับในสถานศึกษาอาชีวะเอกชนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันจะไม่เพิ่มจำนวนรับ แต่สถานศึกษาอาชีวะรัฐกลับเปิดรับเพิ่มในสาขาที่ซ้ำซ้อนกับสถานศึกษาอาชีวะเอกชน

นายอนุพงค์กล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาการรับนักเรียนแล้ว สถานศึกษาอาชีวะเอกชนยังมีปัญหาเรื่องการเงิน เนื่องจากการช่วยเหลือของภาครัฐที่ล่าช้าไปหมด จนต้องหาเงินมาหมุนเพื่อใช้จ่ายก่อน บางแห่งเมื่อเปิดเรียนแล้ว ต้องหาเงินมาจ่ายค่าหนังสือเพื่อแจกนักเรียนให้ครบ ถ้ามานั่งรองบประมาณ การดำเนินการต่างๆ คงจะล่าช้ามากขึ้น

และเท่าที่พูดคุยกัน มีสถานศึกษาอาชีวะเอกชนที่อาจจะมีโอกาส “ปิดตัว” มากกว่า 10 แห่ง โดยเฉพาะสถานศึกษาอาชีวะเอกชนในต่างจังหวัด!!

 

ประเด็นนี้ร้อนไปถึงนายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ต้องออกโรงแจงประเด็นปัญหาเหล่านี้…

นายสุเทพบอกว่า การรับนักเรียนและนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวะรัฐและเอกชนเพิ่มขึ้นทุกปี สอศ.พยายามแก้ปัญหาการรับนักเรียนและนักศึกษา ให้ได้ตามนโยบายรัฐบาล โดยให้วิทยาลัยอาชีวะรัฐ และวิทยาลัยอาชีวะเอกชนในจังหวัดต่างๆ ทำแผนการรับนักเรียนและนักศึกษาร่วมกัน ขณะที่ตนได้ให้นโยบายแก่วิทยาลัยอาชีวะตั้งแต่ช่วงต้นปีว่าทุกแห่งต้องปรับตัว โดยสาขาใดที่ไม่มีคนเรียน และไม่ได้รับความนิยมแล้วให้ทยอยปิด และเปิดสอนในสาขาที่ตรงกับความต้องการของผู้เรียน หรือสาขาที่ตรงกับความต้องการของประเทศ

แต่ก็ยอมรับว่ามีบางแห่งที่ “ไม่ปรับตัว” ทำให้มีผู้เข้าเรียนน้อย ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งหลักสูตรไม่ทันสมัย การบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบ โดยพยายามเข้าไปช่วยดูแลและพัฒนาอย่างเต็มที่…

“ผมมีความห่วงใยอาชีวะเอกชนเหมือนไข่ในหิน ไม่เคยทอดทิ้ง พยายามจะดูแล ทั้งในเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย โดยเมื่อเร็วๆ นี้คณะอนุกรรมการการจัดการอาชีวศึกษาเอกชน เห็นชอบให้วิทยาลัยเอกชนสามารถเปิดสอนระดับปริญญาตรีสายปฏิบัติการได้ ยืนยันว่าให้ความสำคัญกับการพัฒนา ทั้งอาชีวะรัฐและเอกชน” นายสุเทพกล่าว

ส่วนที่สถานศึกษาอาชีวะเอกชนบางแห่งเตรียมปิดกิจการนั้น นายสุเทพกล่าวว่า ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการปรับตัวและการบริหารงาน โดย สอศ.พยายามส่งเสริมให้ทุกแห่งพัฒนา เปิดสอนในสาขาที่เป็นความต้องการ ซึ่งมีวิทยาลัยที่ทำและประสบความสำเร็จ สามารถรับเด็กได้เพิ่มขึ้นหลายแห่ง

เห็นได้ชัดเจนว่า ทั้ง สอศ.และสถานศึกษาอาชีวะเอกชนมีความคิดเห็น “ต่างกัน”

โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สถานศึกษาอาชีวะเอกชนรู้สึกว่าไม่ได้รับการเหลียวแล ไม่ได้รับความเป็นธรรม คล้ายจะอยู่ผิดที่ เป็นปลาผิดน้ำ…

ขณะที่ สอศ.มองว่า ได้พยายามพัฒนาสถานศึกษาอาชีวะรัฐและสถานศึกษาอาชีวะเอกชนไปพร้อมๆ กัน ไม่เคยทอดทิ้ง ทั้งยังผลักดันให้สถานศึกษาอาชีวะเอกชนเปิดสอนในระดับปริญญาตรีได้อีกด้วย!!

 

ฟากฝั่งนักวิชาการอย่างนายภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) มองประเด็นปัญหาเหล่านี้ว่า ในความคิดตน สถานศึกษาอาชีวะเอกชนควรอยู่รวมกับ สอศ.เพื่อให้การบริหารงานอยู่ภายใต้ภารกิจและเป้าหมายเดียวกัน ไม่ควรแยกออกจากกัน หรือกลับไปอยู่ภายใต้การกำกับของ สช.อีก

เนื่องจากคำสั่งตามมาตรา 44 เรื่องการบริหารจัดการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชน ที่ออกมาเพราะต้องการให้สถานศึกษาอาชีวะรัฐและสถานศึกษาอาชีวะเอกชนบริหารจัดการในรูปแบบเดียวกัน

“อยากให้สถานศึกษาอาชีวะเอกชน และ สอศ.พูดคุยกัน ปรับความคิดและการดำเนินงานร่วมกันใหม่ โดยยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นที่ตั้ง หากอ้างเรื่องได้รับงบประมาณล่าช้า หรือรับนักเรียนได้น้อยลง คนอาจจะมองว่าเห็นผลประโยชน์ของสถานศึกษามากกว่าผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน” นายภาวิชกล่าว

ดังนั้น หากสถานศึกษาอาชีวะเอกชนและ สอศ.หันหน้าเข้าหากัน ปรับความคิด หรือวิธีการดำเนินงานใหม่ ปัญหาต่างๆ ที่สถานศึกษาอาชีวะเอกชนพบเจออยู่นั้นอาจจะเบาบางลงไปบ้าง โดยเอาประโยชน์และคุณภาพของผู้เรียนเป็นที่ตั้ง!!

แต่หากไม่มีการพูดคุย บริหารสวนทางกันไปมา ปัญหาเดิมๆ ก็จะกลับมาอีก และอาจจะหนักขึ้นเรื่อยๆ!!

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของสถานศึกษาอาชีวะเอกชนนี้ คงจะเป็นอีกหนึ่งความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับผู้บริหาร สอศ.คนใหม่ คือนายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)

เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ (ซี) 11 จำนวน 2 รายสลับตำแหน่งกัน คือ นายบุญรักษ์ ไปเป็นเลขาธิการ กอศ. ส่วนนายสุเทพ จากเลขาธิการ กอศ.ไปเป็นเลขาธิการ กพฐ. เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

จับตาดูว่า เมื่อนายบุญรักษ์เข้ามานั่งตำแหน่งเลขาธิการ กอศ.แล้ว จะใช้เวลาที่เหลืออีก 4-5 เดือน จัดการแก้ปัญหาให้สถานศึกษาอาชีวะเอกชนได้อย่างไร หรือมากน้อยแค่ไหน??

หรือแค่สลับมานั่งรอวันเกษียณอายุราชการเท่านั้น!!

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...