โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ผ่าปมกักตุนหน้ากาก ท่ามกลางวิกฤตโควิด "บิ๊กตู่" เด้งอธิบดีวิชัย "ติ่ง-อัจฉริยะ" ฟ้องนัว

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 23 มี.ค. 2563 เวลา 06.10 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. 2563 เวลา 06.10 น.

ล่าไอ้โม่งซ้ำเติมวิกฤต ตุน‘หน้ากาก’ขาดตลาด – ถือเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก

ซึ่งประเทศไทยเองก็เป็น 1 ในประเทศที่เกิดโรคระบาด แต่ในขณะที่รอการตัดสินใจของรัฐบาล ในการออกมาตรการป้องกัน ป้องปราม ไม่ให้เชื้อโรคแพร่ไปอย่างรวดเร็ว

กลับมีเรื่องที่น่าปวดหัวมากยิ่งขึ้น เมื่อพบว่าหน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นอุปกรณ์ป้องกันตัวของคนทั่วไปกลับขาดตลาดไปอย่างไร้สาเหตุ

แม้จะถูกประกาศให้เป็นสินค้าควบคุม ส่งทหารเฝ้าถึงโรงงาน แต่หน้ากากกลับหายออกจากตลาด หายากยิ่งกว่าทองคำ

จนกระทั่งมีการเปิดโปงกันว่ามีคนสนิทของรัฐมนตรี ไลฟ์สดขายหน้ากากกันเป็นหลักล้านชิ้น สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันในสังคม

แม้จะมีการตั้งข้อหา แต่คดีก็ไม่คืบหน้าและส่อว่าจะไปไม่ถึง ผู้บงการ

นอกจากนี้ยังพาดพิงไปถึงที่ปรึกษารัฐมนตรีอีกคน ที่เกี่ยวพันกับการกักตุนหน้ากาก รวมถึงการพาดพิงว่ากรมการค้าภายในอนุมัติให้ส่งออกหน้ากากอนามัยบิ๊กล็อต

การสอบสวนคลี่คลายยังไม่เกิดขึ้น หน้ากากก็ยังขาดตลาดอยู่ดี

เพิ่มเติมคือคดีฟ้องร้องระหว่างกัน ที่รอการพิสูจน์ต่อไป

■ ปชป.ฟัดนัว-ปมกักตุน
จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้สังคมเกิดความหวาดผวา พยายามที่จะหาซื้อหน้ากากอนามัยใส่เพื่อป้องกันตัวเอง แต่ไม่สามารถหาได้เพราะสินค้าขาดตลาด

กลายเป็นคำถามถึงกรมการค้าภายใน และกระทรวงพาณิชย์ ว่าเหตุใดเมื่อประกาศให้หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุม ห้ามส่งจำหน่ายนอกประเทศไปแล้ว ทำไมสินค้าในประเทศถึงไม่พอใช้

ขณะที่ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำหลักฐานข้อมูลการกักตุนหน้ากากอนามัย มอบให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผบ.ตร. โดยระบุว่า เอกสารที่นำมาทั้งหมดเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าหน้ากากอนามัยทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงกับนักการเมืองหลายกลุ่ม

มีหญิงสาวที่เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีในรัฐบาล เป็นคนรับส่วนต่างจากบริษัทที่ส่งออกหน้ากากอนามัยไปยังต่างประเทศ และมีข้อมูลว่า 14 บริษัทเอกชนเกี่ยวข้องกับการหายไปของหน้ากากอนามัยจำนวนมาก และมีข้อมูลว่ามีพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองหนึ่งในรัฐบาล จับมือกับอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่พยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาล

ต่อมาวันที่ 17 มี.ค. นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ รับมอบอำนาจ จาก นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารมว.พาณิชย์ แจ้งความกับ พ.ต.ท.นิติธร เดชระพีร์ รอง ผกก.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีนายอัจฉริยะ ฐานความผิดเรื่องหมิ่นประมาท หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และพ.ร.บ.ว่าด้วยการ กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือความผิดตามกฎหมายอื่นๆ กรณีไลฟ์สดผ่านเพจชมรมในเฟซบุ๊ก พาดพิงว่ามีหญิงสาวที่เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีในรัฐบาล เป็นคนรับส่วนต่างจากบริษัทที่ส่งออกหน้ากากอนามัยไปยังต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.พญาไท เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายอัจฉริยะ และบุคคลที่เกี่ยวข้องในข้อหาหรือฐานความผิดเรื่องหมิ่นประมาท หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาไปแล้วเพื่อให้พนักงานสอบสวน นำตัว ผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

ขณะที่นายอัจฉริยะ ไปขอข้อมูลการจ่ายหน้ากากอนามัยของกระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน รักษาการอธิบดี มาพบและชี้แจงข้อซักถาม

พร้อมประกาศจะเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับนางมัลลิกา ฐานแจ้งความเท็จ

ไม่เพียงแค่นั้นภายในพรรคประชาธิปัตย์เองก็ถล่มกันแหลกเรียกร้องให้นางมัลลิกาลาออก หลังจากตกเป็นข่าวถูกกล่าวหาอื้อฉาว

แต่เจ้าตัวปฏิเสธ ขอทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี

ก็ต้องรอดูว่าผลแห่งคดีกักตุนจะลามไปถึงไหนหรือไม่

■ อึ้งคนใกล้ชิดรมต.ขาย 200 ล.ชิ้น
ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องวุ่นๆ เมื่อเพจเฟซบุ๊กชื่อดังอย่าง ‘แหม่ม โพธิ์ดำ’ ก็ออกมาแฉเมื่อวันที่ 9 มี.ค. โดยนำคลิปวิดีโอ ที่โพสต์ โดย นายศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี หรือ บอย รวมทั้งไลฟ์สด ขายหน้ากากอนามัย โดยขายเป็นล็อตใหญ่ครั้งละ 1 ล้านชิ้น ในราคาชิ้นละ 14 บาท

พร้อมยืนยันสินค้ามีเยอะแยะมากมาย ไม่ต้องกลัวจะไม่ได้ของ ขอเพียงแค่มีเงินเท่านั้น หนำซ้ำยังระบุว่าขายไปแล้วทั้งหมดกว่า 200 ล้านชิ้น!??

นอกจากนี้ยังมีคลิปวิดีโอกองลังหน้ากากอนามัยสูงเป็น ภูเขา ตั้งอยู่ภายในสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย-จีน และยังมีรูปถ่ายกับบุคคลหลากหลาย อ้างเป็นคนจากอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ค้าออนไลน์ของจีน และนักธุรกิจมากมาย

1 ในนั้น ก็คือ พี่เทพ-พิตตินันท์ รักเอียด คนใกล้ชิดของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์

เมื่อความเชื่อมโยงมาถึงขนาดนี้ กระแสสังคมก็กระหน่ำถาโถมทันที เพราะในขณะที่คนหาซื้อของไม่ได้ แต่คนใกล้ชิดรัฐมนตรีกลับประกาศขายกันอย่างโจ๋งครึ่ม

ล่าไอ้โม่งซ้ำเติมวิกฤตตุน‘หน้ากาก’ขาดตลาด
หน้ากากมหึมา

ร้อนจนร.อ.ธรรมนัส ต้องออกมาชี้แจงว่า นายพิตตินันท์ เป็นคณะทำงานของตนจริง ไปพบนายศรสุวีร์ ตามคำแนะนำของเพื่อนเพื่อพูดคุยเรื่องหน้ากากอนามัยจริง ที่โรงแรมแมริออท ประตูน้ำแต่ไม่ได้ซื้อขายหน้ากากกัน

เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ให้นายพิตตินันท์ไปแจ้งความเอาผิดนายศรสุวีร์ ในความผิดกักตุนสินค้า พร้อมปลดออกจากคณะทำงาน ตั้งกรรมการสอบ

ต่อมาในวันที่ 13 มี.ค. ร.อ.ธรรมนัส ก็ระบุอีกว่า ตรวจสอบแล้ว นายพิตตินันท์ไม่เกี่ยวข้อง เป็นแค่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ขณะที่ตำรวจเร่งสอบสวนนายศรสุวีร์ ซึ่งเจ้าตัวอ้างว่า ไม่มีหน้ากากจริง แค่ไปโพสต์เล่นๆ คลังที่เข้าไปถ่ายเป็นของใครก็ไม่รู้ ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ได้แจ้งความเอาผิดนายศรสุวีร์ 3 ข้อหา

อีกด้านอดีตผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐ ไปแจ้งความเอาผิดเพจแหม่มโพธิ์ดำ ในความ ผิดพ.ร.บ.คอมพ์ ที่โพสต์การกักตุนขายหน้ากาก 200 ล้านชิ้น

คนแฉการกักตุนกลับโดนคดี

■ เด้งอธิบดีเซ่นปมหน้ากาก
อย่างไรก็ตามเรื่องไม่ได้จบลงแค่ตรงนี้ โดยเมื่อวันที่ 11 มี.ค. นายชัยยุทธ คำคุณ โฆษกกรมศุลกากร แถลงภาพรวมการ ส่งออกหน้ากากอนามัย ในปี 2563 ว่า เดือนม.ค.ที่ผ่านมาส่งออก 150 ตัน ก.พ. 180 ตัน รวม 2 เดือน 330 ตัน คิดเป็นมูลค่า 160 ล้านบาท ซึ่งเป็นการส่งออกตามใบอนุญาตของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นการส่งออกโดยผู้ประกอบการไม่กี่ราย ส่งไปทั้งที่จีน ฮ่องกง และสหรัฐ

ส่งผลให้ นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ในขณะนั้น ระบุว่าเป็น ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เพราะหลังจากที่ คณะกรรมการว่าด้วยสินค้าและบริการ ออกประกาศให้เป็นสินค้าควบคุมห้าม ส่งออก ตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมาก็ไม่มีการส่งออกอีก

ยึดตามหลักการของอนุกรรมการ ที่ระบุ 3 เงื่อนไข คือ 1.หน้ากากอนามัยที่ใช้ในประเทศ จะไม่ให้ส่งออก 2.การขออนุญาตส่งออก ต้องเป็นหน้ากากอนามัยที่มีสเป๊กเฉพาะ หรือมีลิขสิทธิ์ และ 3.หน้ากากผลิตเพื่อการส่งออก 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขบีโอไอ

พร้อมเดินหน้าแจ้งความดำเนินคดีโฆษกกรมศุลกากร ใน 2 ข้อหาคือ การหมิ่นประมาท และเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อสาธารณชน

เนื่องจากข้อมูลการแถลงเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนสร้างความเสียหายให้กรมการค้าภายใน ยืนยันว่าไม่ได้รู้จักโฆษกเป็นการส่วนตัว ไม่ได้ไม่พอใจ ตนเป็นลูกหม้อกรมการค้าภายใน ซึ่งการฟ้องเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของกรมการค้าภายในแต่ต้องแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่พูดออกมาผิดพลาด และการที่ออกมาชี้แจงไม่พอต้องแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้

ต่อมาเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรก็เข้าตรวจสอบโกดังเก็บสินค้า ท่าเรือเอ 3 ท่าเรือ แหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี บุกเปิดตู้คอนเทนเนอร์ 4 ใบ ซึ่งภายในบรรจุหน้ากากอนามัยหลากหลายชนิด ทั้งแบบธรรมดา แบบใช้ในทางการแพทย์ แบบพรีเมียม รวมทั้งสิ้นกว่า 5.6 ล้านชิ้น แบ่งออกเป็นตู้คอนเทนเนอร์ละ 1.4 ล้านชิ้น เตรียมส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งขนถ่ายขึ้นเรือบรรทุกสินค้า ผ่านทางท่าเรือแหลมฉบัง

ขณะที่กรมการค้าภายในระบุเป็นการส่งออกถูกต้องตามเงื่อนไขบีโอไอ

ไม่เพียงแค่นั้นคล้อยหลังการประชุมรับมือโควิดที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ก็ใช้อำนาจนายกฯ สั่งย้ายนายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกฯ โดยที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.พาณิชย์ไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน

ส่งผลให้นายวิชัยยื่นหนังสือลาออก ระบุว่าเพื่อรักษาศักดิ์ศรีข้าราชการ

ต่อมารองอธิบดีให้เจ้าหน้าที่ไปถอนฟ้อง

ซัดกันพัลวัน-แต่หน้ากากขาดตลาดเหมือนเดิม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...