รวมวิวาทะ จากการประชุมรัฐสภา การเลือก "นายกรัฐมนตรี" คนที่ 30
วันที่ 5 มิ.ย. 2562 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. วิทยุและโทรทัศน์ รัฐสภา ได้มีการถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา โดยมีระเบียบวาระสำคัญคือ การเลือก “นายกรัฐมนตรี” คนที่ 30
โดยการลงมติเลือกนายกฯ ครั้งนี้จะมีขั้นตอนการโหวตแบบเปิดเผยกล่าวคือ จะมีขานชื่อทีละคนทั้ง ส.ส.และ ส.ว. รวม 500 เสียง ตามมาตรา 159 และผู้จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียง
โดยทางพรรคพลังประชารัฐ จะมีการเสนอชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกรัฐมนตรี อีกสมัย
ขณะที่ ทางพรรคเพื่อไทย ไม่ส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเปิดโอกาสให้พรรคอนาคตใหม่เสนอชื่อ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
การประชุมในครั้งนี้ได้มีการอภิปรายคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกฯ
น.ส.กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า การทำงานของท่านนายก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เคยแบ่งฝัก แบ่งฝ่าย ให้การดูแลประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าประชาชนจะอยู่ในภูมิภาคใด เมื่อประชาชนเกิดความเดือดร้อน ท่านจะลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในทันที แล้วนำความเจริญสู่ภูมิภาคนั้น โดยไม่เลือกปฏิบัติอย่างแท้จริง
ที่สำคัญ รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้อนุมัติก่อสร้างรถไฟฟ้า 4-5 สาย เพื่อเชื่อมโยงเครือข่าย ไม่ใช่แค่พื้นที่ชั้นใน แต่เชื่อมโยงเป็นใยแมงมุมไปยังปริมณฑลและจังหวัดข้างเคียง
ส่วนหนึ่งของคำอภิปรายของ ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. เลขาธิการ พรรคอนาคตใหม่ ว่าทำไมต้องไม่เลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี?
นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาว่า หัวหน้าคสช. ซึ่งสมาชิกจากพรรคพลังประชารัฐได้เสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามข้อ 5 และไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ตามข้อ 7
จึงมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีลักษณะต้องห้ามของการเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 (5) ดังนั้น บุคคลดังกล่าวจึงไม่อาจถูกเสนอชื่อให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ตามมาตรา 159 และมาตรา 272
ถ้าหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งตามมาตรา 44 จะทำอะไรก็ได้ครับ ไม่มีข้อจำกัดเลย ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น ห้วหน้า คสช. เพียงคนเดียว เรื่องนี้สำคัญเพราะพวกเราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พวกเราใช้อำนาจนิติบัญญัติ ในการตราพระราชบัญญัติ ลองเปรียบเทียบคำสั่งของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 กับพระราชบัญญัติดู
เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบผ่านร่างพระราชบัญญัติไปแล้ว นายกฯ จะเป็นคนทำหน้าที่ทูลเกล้าทูลกระหม่อมต่อพระมหากษัติรย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นกฏหมาย พวกเราซึ่งมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนเข้ามาใช้อำนาจนิติบัญญติ
แต่หัวหน้า คสช. คนเพียงหนึ่งคนที่มาจากการยึดอำนาจ ไม่ได้มาจากการเลือกของพี่น้องประชาชนเลย กลับสามารถใช้อำนาจตาม ม. 44 แล้วออกคำสั่งให้มีผลเป็นพระราชบัญญัติก็ได้ เมื่อหัวหน้า คสช. ลงนามเมื่อไหร่มีผลเป็นกฏหมายทันที ไม่ต้องให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยก็ได้ นี่คือนัยยะสำคัญ
นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ได้กล่าวอภิปราย พร้อมยกเหตุผลที่ควรให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีนายเสรี ระบุว่า ช่วงก่อนปี 57 บ้านเมืองเราเกิดความวุ่นวายอย่างมาก กระทั่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะฯ ได้ทำการรัฐประหารและบริหารประเทศต่อ
ซึ่งบ้านเมืองเกิดความสงบสุข และเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆของประเทศ หากมองในมุมของนายธนาธร ซึ่งยังไม่มีผลงานใดๆ เข้าใจว่าเพิ่งเข้ามาสู่การเมือง เมื่อดูจากผลงานที่ผ่านมาแล้วตนจึงมองว่าพลเอกประยุทธ์ เหมาะสมที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี มากกว่า
ซึ่งระหว่างที่นายเสรี อภิปราย นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ประท้วงโดยได้ยกกฎข้อเบียบที่ 5 การประชุมร่วมรัฐสภา โดยมองว่านายเสรี ได้อภิปรายล่วงเวลาไปกว่า 20 นาทีแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับสมาชิกรัฐสภาท่านอื่นๆ ได้อภิปราย เพียง 10-15 นาทีเท่านั้น ซึ่งท้วงว่าท่านประธานควรมีบรรทัดฐานการควบคุมระยะเวลาในการอภิปรายที่เหมาะสม พร้อมระบุด้วยว่านายเสรี ‘ชอบเผด็จการ’
ทางด้านนายเสรี จึงกล่าวถึงสิ่งที่นายจิรายุ กล่าวหา โดยยืนยันว่าตนนิยมเผด็จการประชาธิปไตย แต่ไม่ได้นิยมพวกประชาธิปไตยจอมปลอม ก่อนที่ประธานจะเบรกเพื่อไม่ให้เกิดข้อโต้เถียงกันอีก พร้อมแจ้งให้นายจิรายุ ถอนคำพูดเพื่อไม่ให้เกิดการโต้เถียงกัน กระทั่งนายจิรายุ ได้กล่าวถอนคำพูด แต่ระบุว่านายเสรีเปฌน ‘ผู้ที่ชื่นชอบผู้มีบุญคุณ’
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.เพื่อไทย จ.มหาสารคาม ได้กล่าวอภิปรายถึงความไม่เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ว่าเป็นบุคคลที่ไม่ยึดมั่นในนิติรัฐ กรณีใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปิดการทำเหมืองแร่ทองอัครา บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ในพื้นที่ จ.พิจิตร ทั้งที่บริษัทต่างชาติเจ้าของสัมปทานเหมืองทองปฏิบัติตามเงื่อนไขและกติกาของสากล
โดยนายสุทิน กล่าวว่า บริษัทดังกล่าวได้ยื่นฟ้องต่อศาล เบื้องต้น เชื่อว่ารัฐบาลไทยจะแพ้คดีและต้องชดใช้ค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่คนไทยต้องร่วมกันชดใช้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ฐานะผู้ใช้มาตรา 44 จะไม่มีส่วนรับผิด ดังนั้น กรณีของพล.อ.ประยุทธ์ คือว่าเป็นบุคคลที่ไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ อภิปรายกรณีนายสุทิน คลังแสง พาดพิง พล.อ.ประยุทธ์ สั่งปิดเหมืองแร่ทองคำ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เป็นเหตุให้รัฐบาลถูกฟ้องร้องและจะแพ้คดีแน่นอน ว่าไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะการให้ข้อมูลว่ารัฐบาลจะต้องจ่ายค่าเสียหายจากการถูกฟ้องร้อง 4 หมื่นล้านบาท แต่ข้อเท็จจริงถูกฟ้องร้องเพียง 3,000 ล้าน
ซึ่งเป็นตัวเลขที่แตกต่างจากที่นายสุทิน พูดถึง 10 เท่า แต่ประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ คือสิ่งที่นายสุทิน บอกว่ารัฐบาลจะแพ้คดี 100 เปอร์เซ็นต์ ขอยืนยันว่า รัฐบาลไทยมีโอกาสชนะ เพราะจากการตรวจสอบจากกระทรวงอุตสาหกรรม พบว่าบริษัทดังกล่าวทำผิดเงื่อนไข คือสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทไม่สามารถดูแลความเรียบร้อย และทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบ จึงเป็นเหตุให้พล.อ.ประยุทธ์ ต้องสั่งปิดเหมืองแร่ดังกล่าวไป
นางสาวพรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ได้พูดอภิปรายถึงคุณสมบัติการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรคพลังประชารัฐ ในตอนหนึ่งว่า ขัดมาตรฐานทางจริยธรรมหลายข้อ โดยเน้นเรื่องเกียรติภูมิของประเทศ เกรีติศัดท์
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ของการปกครองภายใต้ คสช. นานาประเทศให้ความสนใจอยู่ตลอดว่า เมื่อไหร่ คสช. จะนำประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตย นั้นคือการมีการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคสช. และนายกรัฐมนตรี ได้ไปพูดในเวทีระหว่างประเทศ รวมถึงสื่อต่างชาติ จำนวนทั้งสิ้นถึง 8 ครั้งด้วยกัน ถึงกำหนดการเลือกตั้ง
แต่ได้เลื่อนมาตลอด ก่อนจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ให้คำมั่นสัญญาต่อตัวแทนของประเทศต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นประเทศสำคัญในเวทีโลก แต่ไม่ได้ทำตามคำมั่นสัญญา
น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า การเลือกตั้งส.ส.และเราเป็นเสียงข้างมากไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ เรื่องส.ว. เลือกนายกฯเป็นบทบัญญัติรธน. ที่ซึ่งประชาชนเป็นผู้ลงมติเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ อยากให้ผู้อภิปรายทำความเข้าใจด้วยว่า ส.ว.ชุดนี้เลือกนายกฯได้ถูกต้อง
ทั้งนี้เบื้องต้น ประธานสภาฯ ได้ประเมินเวลาว่า ราว 20.30 น. น่าจะเริ่มลงคะแนนโหวตนายกฯได้ คาดว่า จะใช้เวลากว่าจะทราบผลการโหวตนายกฯ จะอยู่ในช่วงเวลา 23.00 น. เนื่องจากจะเป็นการขานชื่อรายบุคคล จำนวน 748 คน ทั้ง ส.ส. และ ส.ว.