‘มองมุมต่าง ผ่านบทเพลง’ สะท้อนเรื่องราวประชาธิปไตย ในมุมที่ไม่เหมือนใครผ่านเนื้อเพลง
คงไม่แพ้เรื่องของ ไก่และไข่ อะไรเกิดก่อนกัน… เรื่องราวชวนหัวนี้พูดถึงเมื่อไหร่ ก็เถียงไม่ตก เรื่องของประชาธิปไตย ก็เช่นกัน
คนนั้นว่าดี คนนี้ว่าผิด พูดกันมาไม่รู้จบ ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ดีมาปกครองประเทศได้เสียที ทำให้นึกไปถึงเพลงต่าง ๆ ที่ต่างนำประชาธิปไตยในแบบของตนออกมาเล่า เขาเจอเหตุการณ์แบบไหน? แล้วประชาธิปไตยที่ว่านี่ให้อะไรกับเขา? การแสดงออกผ่านบทเพลง ย่อมดีกว่าการใช้กำลัง คิดหาวิธีล้มล้างใครเป็นแน่ บทเพลงที่ดี ที่ถูกถายทอดผ่านความจริง เสมือนพวกเค้ายกสายตาตรงหน้าในตอนนั้น มาให้กับเรา เพื่อฟังและรับรู้ถึงภาพเหล่านั้นไปด้วย
ไม่พูดพร่ำทำเพลง พร้อมบรรเลงเพลงประชาธิปไตย ให้หลายๆ คนเงี่ยหูฟัง หรือจะทำให้ใครบางคน ตื่นจากอำนาจในความฝัน พร้อมลงมือทำสิ่งที่ถูกต้องเสียที…
If God's on our side ,he'll stop the next war
Bob Dylan - With God on Our Side
จากนักร้อง นักแต่งเพลง มาจนถึงกวีนักประพันธ์ชาวอเมริกัน บ็อบ ดิลลัน เพลงนี้เล่าจากความใคร่รู้และสงสัยของบ็อบ ว่าทำไมในสงคราม เมื่อฝั่งใดชนะ จะพูดแต่ว่า ‘พระเจ้าสถิตกับเรา’
'The First World War, boys
It came and it went
The reason for fighting
I never did get
But I learned to accept it
Accept it with pride
For you don't count the dead
When God's on your side '
'
สงครามครั้งแรกผ่านไป
ไม่มีใครรู้ต้นเหตุของการเกิดสงคราม
ไม่รู้ว่าเราสู้กันไปทำไม
รู้แต่ว่าเราควรจะยอมรับมัน
และภูมิใจกับชัยชนะ
กี่ศพที่ตาย ถวายให้ประชาธิปไตย ก็อย่าได้สนใจ
เพราะตอนนี้พระเจ้าเข้าข้างเรา…
ในเนื้อเพลงพูดถึงสงครามหลายต่อหลายครั้ง ที่จุดจบคือคนเป็นล้านที่ตายไป แต่ไม่มีใครนึกถึงทุกชีวิตที่สูญเสีย มีเพียงคำพูดฮึกเหิมที่บอกกันว่า พระเจ้าได้อยู่ข้างของคนที่ชนะแล้ว เท่านั้น และประโยคปิดท้ายของเพลงนี้ได้กล่าวไว้ก่อนจะไปว่า
‘If God's on our side ,he'll stop the next war
แต่ถ้าพระเจ้าอยู่ข้างพวกท่านจริง บอกให้พระเจ้าหยุดสงครามในครั้งหน้าด้วยแล้วกัน’
อย่าแข่งกันด้วยการแย่งชิงอำนาจ แข่งกันด้วยสันติวิธีเถอะ…
‘เรามีเหตุ เรามีผล เราต่างคน ต่างเทียมเท่า’
คาราวาน – ตายสิบเกิดแสน
สำหรับเพลงนี้ เป็นเพลงช่วงเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ที่มีทำนองมาจากเพลง A Hard Rain Gonna Fall ของ Bob Dylan เรียกได้ว่าเพลงนี้เปิดขึ้นเมื่อไร ได้ปลุกใจฮึกเหิมกันไปตามๆกันในสมัยนั้น (อันนี้จากการเล่าของพ่อ)
*'มองดูความจริงซี พี่น้องผองเพื่อน *
มองดูความจริงซี ชั่วดีโปรดเตือน
มองเห็นผู้คนหลาย เห็นความตายความยาก
มองเห็นผู้ข่มเหง บรรเลงเพลงชื่อ กดขี่
มองเห็นผู้คนแค้นทั้งแดนดินดังแดนบาป
มองหาก็มองหาย ความจริงตายเลือดแดงอาบ
ถูกเขาปราบ เขาปราม เขาตาม เขาตาม
เขาตามหา เพื่อฆ่าเข่น'
ผ่านมุมมองของหงา คาราวาน ในช่วงนั้นเพลงในทำนองนี้ออกมาอย่างมาก
ทำให้นักศึกษา หนุ่มสาว ประชาชน ร่วมแสดงออกทางการเมืองกัน ผ่านการเดินขบวนและร้องเพลง
ที่สะท้อนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หวังจะเรียกสายตาจากผู้นำหรือผู้มีอำนาจให้หันมาร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
อาบน้ำร้อนมาก่อนใช่แปลว่าอาบมากกว่า
ภูมิจิต – ด้วยความเคารพ
ในมุมของการสะท้อนสังคมไทยในสมัยนี้ วงภูมิจิตก็แต่งเนื้อเพลงออกมาได้อย่างเข็ดฟันเช่นกัน
' หลายสิ่ง ที่เธอ ได้ทำ มาจากปัญญาที่มืดดำ ที่ทำก็ใช่ว่าทำเรื่องถูก
สืบทอด กันมาเป็นประเพณี บางอย่างก็ทำให้คนตายฟรี ประเพณีก็ใช่ว่าเป็นเรื่องถูก
.
และหากว่าเธอยังหลอกตัวเองคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่
ก็จะเป็นแค่นักปกครองที่ไม่เคยได้หัวใจ '
อำนาจในมือของเธอมันก็จะหลุดลอยไป’
ถ้าหลงระเริงไปกับอำนาจ จนลืมบางสิ่งที่สำคัญกว่าคือความสบายใจของประชาชน อำนาจที่มีอยู่ก็อาจจะหายไปในวันนึง
ด้วยความเคารพ…
‘ทุกคนขยัน ตอนเช้ามาก่อนเวลา แถมตอนเย็นยังมัวชักช้า กลับหลังเวลาที่ควร’
ไทร อำนาจ – ที่นี่เมือง พุทธ
ความนอกกระแสของเนื้อเพลงและการร้องของ ไทร - อำนาจ ศิระวงษ์ธรรมในอัลบั้ม มหรสพชีวิต (แค่ชื่ออัลบั้มก็กินขาดแล้ว) เนื้อร้องซื่อๆ การตีคอร์ดแบบง่ายๆ ทำให้เพลงดูสนุกและจริงมากๆ และด้วยความพิเศษของอัลบั้มนี้ที่ใช้เวลาอัดเสียงเพียง 26 นาที เท่ากับเวลาของการเล่นเพลงทั้งหมดในอัลบั้ม สะท้อนเนื้อเพลงที่ very ไทย ออกมาได้อย่างแสบๆ คันๆ และขำในเวลาเดียวกัน
‘ ถ้าคุณต่อแถว หรือเข้าคิวรอออะไรซักอย่าง
ถึงคนจะล้นหลาม เค้าก็ไม่แซงคิวคุณ
แท็กซี่บางคัน บูชาพระอยู่เต็มคันรถ
จิตใจจึงดีเสียจน ไม่คิดพาคุณไปวนที่ไหน
บทท้องถนน พวกรถทะเบียนสวยๆส่วนใหญ่
ขับรถมารยาทดี จนน่าชื่อใจ สมกับเลขเรียงๆ ที่ไปเสาะหามา’
.
เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ เรียนรู้จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วนำไปแก้ไข
ดีกว่านิ่งเฉยไม่รับรู้ และไม่คิดจะแก้ไขสิ่งใด แล้วชีวิตจะเกิดมาเพื่อทนอยู่กับสิ่งเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร?