ดัชนีใหม่ จับ "ชีพจร" ธุรกิจไทย เช็กสภาพคล่อง หนุนรัฐช่วยตรงจุด
“สภาพคล่อง” เปรียบเสมือน “ลมหายใจ” ที่ไม่สามารถขาดได้ของธุรกิจ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง เหมือนอย่างปัจจุบันที่วิกฤตโควิด-19 กำลังส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของธุรกิจต่าง ๆ ดังนั้นในการช่วยแก้ปัญหาอย่างถูกจุด หากภาครัฐมีเครื่องมือ “เตือนภัย” ในด้านสภาพคล่องของธุรกิจ ก็จะสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อย่างทันท่วงที
ล่าสุด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้จับมือกับ บริษัท ครีเดน เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำเรื่อง big data ของภาคธุรกิจ จัดทำ “ดัชนีชี้วัดสภาพคล่องทางการเงินของธุรกิจประเทศไทย” หรือ TBS Cash Conversion Cycle Index (TBS CCC Index) ขึ้นมา
โดย “รศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์” คณบดีคณะพาณิชย์ มธ. เปิดเผยว่า ได้รวบรวมข้อมูลธุรกิจกว่า 500,000 บริษัท จากฐานข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ นำมาจัดทำดัชนีดังกล่าว โดย TBS CCC Index จะเป็นดัชนีสะท้อนสภาพคล่องรายธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลกระแสเงินสด (cash flow) ของธุรกิจเอาไว้ใช้ติดตามวงจรการเงินของธุรกิจบริษัทที่มีอยู่ในประเทศไทย
เนื่องจากวงจรเงินสด (cash conversion cycle หรือ CCC) เป็นอัตราส่วนที่แสดงให้เห็นระยะเวลาตั้งแต่เริ่มผลิตสินค้าหรือบริการธุรกิจว่าใช้เวลากี่วัน ถึงจะได้รับเงินกลับมา จึงมีหน่วยนับเป็น “วัน” ดังนั้น ยิ่งค่า CCC มีจำนวนวันยิ่งต่ำก็จะยิ่งดี หรือในบางกรณีค่า CCC จะมีค่าติดลบ สะท้อนว่ากิจการมีสภาพคล่องที่สูง
“ทั้งนี้ จากผลการเก็บรวบรวมข้อมูลปี 2562 พบว่า ธุรกิจในประเทศไทยมีค่า CCC เฉลี่ย 14.8 วัน โดยมีค่าเบี่ยงเบนที่35.5 วัน โดยภาคใต้มีค่าเฉลี่ย CCC Index ต่ำสุดที่ 10.9 วัน ซึ่งเป็นไปได้ว่าอุตสาหกรรมเกษตรของภาคใต้ มีผู้จองซื้อตั้งแต่ยังไม่เก็บเกี่ยว เป็นต้น ส่วนภาคกลางมีค่าเฉลี่ยสภาพคล่องสูงสุดที่ 19.8 วัน สะท้อนว่าธุรกิจมีสภาพคล่องต่ำ”
เมื่อจำแนกตามภาคธุรกิจ พบว่า CCC ภาคอุตสาหกรรมมีค่าเฉลี่ย 13.6 วัน สูงที่สุด เมื่อเทียบกับภาคบริการ เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจมีรอบบัญชีที่จ่ายตามรอบการผลิต ส่วนภาคบริการ อยู่ที่ 4.2 วัน เพราะรอบเงินสั้นกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่รับชำระเป็นเงินสด ด้านภาคเกษตรอยู่ที่ 8.6 วัน
โดยข้อดีของฐานข้อมูล CCC Index คือ สามารถใช้ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ ที่สะท้อนหรือเปรียบเทียบธุรกิจได้ในทุกอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีการแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมตามขนาด ตามการนิยามของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้แก่ ธุรกิจขนาดเล็ก (S) ธุรกิจขนาดกลาง (M) และธุรกิจขนาดใหญ่ (L) รวมถึงแบ่งการประเมินตามภูมิภาคได้ด้วย
“ในช่วงแรกที่เราทำเป็นการเสนอข้อมูลของดัชนี แต่หลังจากนั้น คาดว่าจะใช้ฐานข้อมูลเหล่านี้วิเคราะห์สถิติเพื่อหาความสัมพันธ์ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงมหภาคที่จะบอกแก่รัฐบาลได้ว่าเซ็กเตอร์ไหนกำลังแบกรับภาระทางการเงิน เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป เช่น การให้สินเชื่อ เป็นต้น ส่วนประโยชน์ด้านจุลภาค คือ ผู้ประกอบการสามารถเปรียบเทียบตนเองกับคู่แข่งได้”
ทั้งนี้ “รศ.ดร.รุธิร์” ได้หยิบยกตัวอย่าง กรณีมีกระแสข่าวที่แสดงความกังวลว่า ดีลการซื้อขายห้างค้าปลีก “เทสโก้ โลตัส” จะส่งผลให้บริษัทที่เกี่ยวข้องมีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่ ซึ่งวิธีการพิจารณาอย่างหนึ่งคือ ดูจาก CCC Index โดยหากออกมาติดลบจะสะท้อนว่า บริษัทดังกล่าวมีการรับเงินจากลูกค้าก่อนจ่ายเงินให้ผู้ผลิต ซึ่งจะสะท้อนอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทานได้
ขณะที่ “นายธนิศร์ คุณีพงษ์” Business Data & Strategy บริษัทครีเดน เอเชีย กล่าวว่า ในอนาคตบริษัทมีแผนจัดทำข้อมูลต่อยอดจาก TBS CCC Index เพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดชั้นปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจ (credit scoring) นอกเหนือจากการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงการดำเนินนโยบายของรัฐ หรือการพิจารณาความสามารถการแข่งขันของธุรกิจอีกด้วย
สำหรับสถานการณ์สภาพคล่องธุรกิจในปี 2563 นั้น จากผลกระทบสถานการณ์โควิด-19 คาดว่า ค่าเฉลี่ยของ CCC Index ปีนี้จะค่อนข้างสูง หรือสะท้อนว่าภาวะสภาพคล่องของธุรกิจในประเทศไทยแย่ลง โดยข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีบริษัทที่ปิดตัวลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในภาคบริการ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยตรง
อย่างไรก็ดี ข้อมูล CCC Index ของปี 2563 จะแล้วเสร็จช่วงเดือน พ.ย. 2564 ตามข้อมูลที่ธุรกิจรายงานแก่กระทรวงพาณิชย์
แม้อาจจะยังต้องพัฒนาข้อมูลให้ทันต่อสถานการณ์มากขึ้น แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพื่อให้ภาครัฐมีเครื่องมือช่วย “จับชีพจร” ของผู้ประกอบการ โดยมอนิเตอร์วงจรการเงินของธุรกิจในประเทศไทย เพื่อจะได้นำไปใช้ออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้อย่างถูกจุดและทันการณ์ต่อไป