โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ฎีกา ยืนประหาร "บรรยิน" อุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 12 ก.ค. 2567 เวลา 11.05 น.

ฎีกายืนประหาร "บรรยิน" อุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา ชี้ จำนนต่อหลักฐาน ไม่มีเหตุลดโทษ

วันที่ 12 ก.ค. 2567 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 69/2563 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท 190/2563 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 โจทก์ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน เป็นจำเลย กรณีใช้กำลังประทุษร้ายเอาตัว นาย ว. ผู้ตาย พี่ชายของ นางสาว พ. ผู้เสียหาย ไปหน่วงเหนี่ยวกักขัง และใช้ความปลอดภัยในชีวิตของนาย ว. เป็นข้อต่อรองเรียกค่าไถ่ เพื่อข่มขืนใจผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่

ศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยถ่ายทอดภาพและเสียง ผ่านทางจอภาพระหว่างศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางกับเรือนจำกลางบางขวาง และเรือนจำกลางคลองเปรม โดยมีสักขีพยานอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง และเรือนจำกลางคลองเปรม

นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาวันนี้ โจทก์ โจทก์ร่วม ทนายจำเลยที่ 4-6 มาศาล จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง ส่วนจำเลยที่ 3-6 ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ส่วนทนายจำเลยที่ 3 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 รับในฎีกาว่าไม่พอใจโจทก์ร่วมอย่างรุนแรง โดยเชื่อว่าโจทก์ร่วมไม่เป็นกลาง จึงทึกทักคือเหมาเอาเป็นจริงเป็นจังว่า ถูกโจทก์ร่วมกลั่นแกล้ง จำเลยที่ 1 ได้ตัดสินใจกระทำการแก้แค้นโจทก์ร่วม แต่เปลี่ยนใจไปลักพาตัว นาย ว. ผู้ตายไปแทน แล้ววางแผนให้จำเลยที่ 2-3 สะกดรอยติดตามโจทก์ร่วมกับผู้ตายจนทราบที่พัก ประสงค์จะลักพาตัวผู้ตายไป เพื่อต่อรองให้โจทก์ร่วมพิพากษาคดีดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 เช่นนี้การที่จำเลยที่ 1 คิดวางแผน และไตร่ตรองเพื่อลักพาตัวผู้ตายไป แล้วจึงลงมือกระทำความผิดตามแผน โดยมิใช่กระทำไปโดยปัจจุบันทันด่วน บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้ตายอันเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน ประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 289 (4)

ส่วนจำเลยที่ 4-6 ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 บอกจำเลยที่ 6 ให้ส่งจำเลยที่ 4-5 ลูกน้องของจำเลยที่ 6 ไปช่วยงานทวงหนี้ หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 6 มอบเงินค่าตอบแทนการทำงานให้จำเลยที่ 4-5 คนละ 50,000 บาท และนำเสื้อผ้าที่จำเลยที่ 4-5 สวมใส่ในวันเกิดเหตุไปเผาทำลายหลักฐาน พฤติการณ์เหล่านี้ของจำเลยทั้งหก ย่อมเป็นอันรู้กันในกลุ่มจำเลยทั้งหกเป็นอย่างดีว่า การไปทวงหนี้มีความหมายถึงการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายแก่บุคคลอื่น ตั้งแต่การบังกับข่มขู่ อุ้มหายไปจนถึงการฆ่าเผานั่งยาง เพื่อทำลายพยานหลักฐาน

ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1 (13) บัญญัติว่า "ค่าไถ่" หมายความว่าทรัพย์สิน หรือประโยชน์ที่เรียกเอา หรือเพื่อให้แลกเปลี่ยนเสรีภาพของผู้ถูกเอาตัวไป ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขัง ฉะนั้นค่าไถ่จึงมิได้หมายความแต่เพียงว่าต้องเป็นทรัพย์สิน หรือเป็นเงินที่เรียกเอาเพื่อแลกเปลี่ยนเสรีภาพของผู้ถูกเอาตัวไป แต่หมายความรวมถึงประโยชน์อย่างอื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือเงินซึ่งผู้กระทำต้องการเรียกเอา เมื่อจำเลยที่ 1 ลักพาตัวผู้ตายไปเจรจาต่อรอง เพื่อให้โจทก์ร่วมพิพากษายกฟ้องและให้คืนเงินกับหุ้นของจำเลยที่ 1 ผลของคำพิพากษาที่ยกพ้อง และให้คืนเงินกับหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ถูกอายัดไว้ จึงถือว่าเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดที่จำเลยที่ 1 เรียกเอาจากโจทก์ร่วม เพื่อแลกตัวผู้ตาย และเป็นประโยชน์ซึ่งมีอยู่ในขณะกระทำการเรียกเอา โดยจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องได้ไปซึ่งประโยชน์ หรือแม้แต่โจทก์ร่วมจะไม่สามารถ หรือไม่อยู่ในฐานะที่จะให้ประโยชน์นี้ได้ก็อยู่ในความหมายของคำว่า "ค่าไถ่" ตามกฎหมายดังว่าแล้ว

เมื่อจำเลยที่ 4-6 รับรู้ความประสงค์ของจำเลยที่ 1 และที่ 6 มอบหมายให้จำเลยที่ 4-5 ไปช่วยกันลักพาผู้ตายโดยใช้รถยนต์คันก่อเหตุ จำเลยที่ 4-6 ย่อมเล็งเห็นได้ว่า แม้จะสวมกุญแจมือผู้ตายไขว้หลัง ใช้เทปกาวปิดปาก ใช้ถุงดำคลุมศีรษะแล้ว ผู้ตายต้องดิ้นรนต่อสู้ขัดขืน เมื่อจำเลยที่ 3 ทำร้ายผู้ตายชกบริเวณท้อง ลิ้นปี่และชายโครงผู้ตายหลายครั้ง หรือแม้เพียงครั้งเดียวจนผู้ตายนิ่งไป ซึ่งแสดงว่าจำเลยที่ 3 ชกผู้ตายบริเวณท้องซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญโดยแรง ขณะผู้ตายถูกจำเลยที่ 5 ใช้เทปกาวปิดปากและนำถุงผ้าคลุมศีรษะตกอยู่ในสภาพที่หายใจไม่สะดวก ดังนี้ พฤติการณ์เยี่ยงจำเลยที่ 4-6 ย่อมคาดหมายได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และอาจทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ นอกจากนี้ อุปกรณ์ที่จำเลยที่ 1 เตรียมไปในการลักพาตัว เช่น กุญแจมือ ถุงผ้า เพื่อคลุมศีรษะส่อแสดงว่าจำเลยที่ 1, ที่ 3-6 รู้อยู่แล้วว่าผู้ตายจะต้องขัดขืนไม่ให้การนำตัวไปโดยง่าย เมื่อผู้ตายขัดขืนใช้กำลังบังคับหรือประทุษร้ายผู้ตาย เพื่อให้ผู้ตายยินยอมให้จำเลยที่ 1 เอาตัวผู้ตายไป และแม้ชกเพียงครั้งเดียว อาจทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้

เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็นำผู้ตายไปเผาในสถานที่ที่เตรียมไว้สมดังเจตนาของจำเลยที่ 1 การตายของผู้ตายจึงเกิดจากการถูกจำเลยที่ 3 ชกที่ท้องอย่างรุนแรง มีผลถึงตายอันเป็นผลธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้จากการทำร้ายด้วยเจตนาฆ่าและเป็นผลโดยตรง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) และจำเลยที่ 1 กับ 3-5 มีความผิดฐานร่วมกันกระทำผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ หน่วงเหนี่ยว หรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ผู้ถูกเอาตัวไป ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขัง ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคสอง และ 313 (3) วรรคท้าย เมื่อความตายของผู้ตายเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้จากการทำร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 63 ทำให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3-5 ต้องรับโทษหนักขึ้น จำเลยที่ 6 ย่อมมีความผิดและต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และ 87 วรรคท้าย ด้วยดุจกัน ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาและวางโทษจำเลยที่ 1 และที่ 5-6 มานั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4-6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3-5 ข้อต่อไปว่ามีเหตุตามกฎหมายให้ลดโทษแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3-5 หรือไม่ คดีนี้จำเลยที่ 3-5 ให้การรับสารภาพตั้งแต่ชั้นจับกุมและสอบสวน โดยจำเลยที่ 3 นำพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนไปชี้สถานที่เกิดเหตุทั้งหมด เป็นผลให้พนักงานสอบสวนแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดทุกขั้นตอน ซึ่งศาลล่างทั้งสองก็นำคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 3 และรับข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 4-5 มาประกอบดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานในการรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นระยะตลอดทั้งเรื่อง คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3-5 จึงเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน และให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 7 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 3-5 ไปตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชอบแล้ว และถือเป็นเหตุลักษณะคดี จึงให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งแม้ให้การปฏิเสธแต่ยอมรับข้อเท็จจริงในส่วนที่อยู่ในความรู้เห็นของตนทั้งสิ้น และมิได้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การรับข้อเท็จจริงภายหลังทราบว่าจำเลยที่ 3-5 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน และหลังจากได้ตรวจดูและรับรู้พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมแล้ว เป็นการรับข้อเท็จจริงเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เคยรับราชการตำรวจในตำแหน่งพันตำรวจโท เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประกอบกับมีทนายความแก้ต่างให้ ย่อมทราบถึงขั้นตอนและกฎหมายวิธีพิจารณาความว่า สามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาต่อไปได้ การที่จำเลยที่ 1 ใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายบังคับผู้พิพากษาผู้พิจารณาคดี เพื่อให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ และร่วมกับพวกกระทำผิดในที่สาธารณะโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย จึงถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่เป็นภัยต่อสังคมโดยรวมและส่งผลกระทบกระเทือนต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรงจึงสมควรลงโทษสถานหนัก และไม่ลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ไม่ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3-5 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 2-5 และบังคับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จากที่แก้คงเป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ศาลออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด โดยจำเลยที่ 2 จำคุก 33 ปี 4 เดือน, จำเลยที่ 3-6 จำคุกตลอดชีวิต และจำเลยที่ 1 ให้ประหารชีวิต

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...