โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาหาร

จุดกำเนิดของหวานแสนอร่อย กว่าจะเป็น “วัฒนธรรมเครป” ในญี่ปุ่น!

conomi

อัพเดต 24 ก.ค. 2567 เวลา 13.17 น. • เผยแพร่ 28 ก.ค. 2567 เวลา 05.00 น. • conomi.co

เครปญี่ปุ่นใส่ไอศกรีม ครีมสด และผลไม้นานาชนิด น่าจะเป็นของหวานเมนูโปรดของใครหลาย ๆ คน เดินเล่นช็อปปิ้งพร้อมถือเครปน่ารัก ๆ ในมือมันช่างเก๋กู้ด แต่กว่าจะของหวานชนิดนี้จะฮิตจนกลายเป็น “วัฒนธรรมเครป” ในญี่ปุ่น จะมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง ไปย้อนรอยประวัติของหวานแสนอร่อยนี้กันเลย~

ต้นกำเนิดจากฝรั่งเศส

この投稿をInstagramで見る

Gluten Libre by Chloé(@gluten_libre)がシェアした投稿

ก่อนอื่นเรามาย้อนรอยจุดกำเนิดของเครปที่หลายคนชื่นชอบกันก่อน เครปญี่ปุ่นเป็นที่นิยมและชื่นชอบอย่างมากจนบางคนอาจจะคิดว่ามีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น แต่ความจริงแล้ว เครปมีต้นกำเนิดใน แคว้นบริตตานี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส เมนูดั้งเดิมก็คือ Galette มีลักษณะเป็นแพนเค้กบาง ๆ ทำจากแป้งบัควีท เนื่องจากเดิมทีบริตตานีมีสภาพดินไม่ดีนักรวมถึงสภาพอากาศค่อนข้างเย็นทำให้ปลูกข้าวสาลีได้ยาก ผู้คนจึงทานบัควีทเป็นอาหารหลัก ในสมัยก่อนนิยมทานเป็นโจ๊กบัควีท แต่เมื่อมีการเทโจ๊กบัควีทลงบนหินร้อน ตัวโจ๊กจึงกลายเป็นแผ่นคล้ายแป้งบาง ๆ กลายเป็นอาหารที่ชื่อว่า Galette ซึ่งผู้คนจะทานเป็นของคาว มีการสันนิษฐานว่าชื่อ Galette ตั้งมาจากคำว่าGalet ในภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า ก้อนกรวด เนื่องจากเป็นเมนูที่ถูกอบบนหินร้อน

この投稿をInstagramで見る

Werner | Healthy Living(@wernou)がシェアした投稿

แต่เรื่องราวหลังจากนั้นจะเป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมา เมื่อเจ้าหญิงอานน์ลูกสาวคนโตของพระเจ้าเฟลิเปที่ 3 แห่งสเปนและเป็นพระมเหสีในพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แห่งฝรั่งเศส เสด็จไปล่าสัตว์กับพระสวามีที่แคว้นบริตตานี เธอได้ทาน Galette และชื่นชอบอย่างมาก จากอาหารธรรมดาของชาวบ้านก็ได้กลายเป็น 1 ในอาหารของราชสำนัก

ต่อมา แป้งสำหรับทำ Galette ได้เปลี่ยนจากแป้งบัควีทเป็นแป้งสาลี ผสมน้ำกับเกลือ เมื่อได้ตัวแป้งแล้วก็เติมนม เนย ไข่ และน้ำตาลลงไป และได้ตั้งชื่ออาหารชนิดนี้ว่าCrispus ซึ่งในภาษาละตินแปลว่าผมหยิก เพราะลักษณะหลังจากอบแล้วจะดูย่นเป็นลอนชวนให้นึกถึงผมหยิก และนี่ก็คือจุดกำเนิดของเครปแสนอร่อย

2 ร้านเครปในตำนานของญี่ปุ่น

この投稿をInstagramで見る

Angelica(@foodyblogs)がシェアした投稿

Galette หรือ Crispus เป็นที่รู้จักในฝรั่งเศสมาช้านาน แต่อาหารชนิดนี้เพิ่งมีจำหน่ายในญี่ปุ่นเมื่อไม่นานมานี้เอง ในปี 1976 มีการเปิดร้านเครปเป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น ชื่อว่า Marion Crepe และได้วางรากฐานของ “วัฒนธรรมเครป” ให้ชาวญี่ปุ่นได้รู้จัก รวมไปถึงวิธีการทานโดยการ “ห่อเครปด้วยกระดาษและสามารถเดินทานได้ง่าย ๆ” จนกลายมาเป็นสไตล์การทานเครปที่เราคุ้นเคยกันในทุกวันนี้

ในปี 1977 Marion Crepe ได้เปิดสาขา ถนนทาเคชิตะในฮาราจูกุ ทำให้เกิดเทรนด์การช็อปปิ้งในฮาราจูกุพร้อมกับถือเครปในมือจนกลายเป็นกระแสนิยมในหมู่วัยรุ่นคนหนุ่มสาว และเป็นที่ฮอตฮิตอย่างมากในฐานะขนมตะวันตก

この投稿をInstagramで見る

マリオンクレープ【公式】(@marionjapan)がシェアした投稿

อีกร้านที่ถือเป็นตำนานของวัฒนธรรมเครปในญี่ปุ่นก็คือร้าน Blueberry House ซึ่งเปิดที่ถนนทาเคชิตะในปี 1977 เช่นกัน แต่ต่อมาในปี 1979 ร้าน Blueberry House ได้ใส่ไอศกรีมลงไปในเครป ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมาก จากนั้นจึงเริ่มเพิ่มส่วนผสมที่หลากหลายลงไปทั้งครีมสดและผลไม้ จนกลายเป็นเครปสไตล์ญี่ปุ่นอย่างในปัจจุบัน

สร้างสรรค์อย่างมีเอกลักษณ์

จากความเป็นมาที่กล่าวมา อาจกล่าวได้ว่าวัฒนธรรมเครปของญี่ปุ่นถือกำเนิดขึ้นที่ถนนทาเคชิตะ โดยร้านเครปที่เป็นกระแสในเวลานั้นคือ Marion Crepe และ Blueberry House อย่างไรก็ตาม เครปใส่ไอศกรีมที่ร้าน Blueberry House ทำขึ้นมาเป็นเจ้าแรกในญี่ปุ่นนั้น ในช่วงแรกก็ถูกมองว่าเป็นของแปลกเพราะเป็นการนำของร้อนกับของเย็นมาทานรวมกัน แต่เมื่อยิ่งเพิ่มความหลากหลายลงไปทั้งผลไม้และครีมสด ไอศกรีมก็กลายเป็นเพียงหนึ่งในท็อปปิ้งทั่วไปสำหรับเครป

この投稿をInstagramで見る

けーちゃん⌇群馬の魅力発信メディア(@keikochimi)がシェアした投稿

ทุกวันนี้เครปญี่ปุ่นถูกจัดว่าเป็นของหวานที่มีท็อปปิ้งมากมายหลายแบบจนเลือกไม่ถูก กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชาวต่างชาติเรียกกันว่า Japanese Crepe แต่ในทางกลับกัน ในฝรั่งเศสเองที่ถือเป็นบ้านเกิดของเครป จะมีท็อปปิ้งที่ค่อนข้างธรรมดา เช่น น้ำตาล เนย ซอสช็อกโกแลต

เครปญี่ปุ่น

บางมุมอาจจะมองว่าเป็นการทำให้อาหารชนิดนั้นผิดแปลกไปจากต้นฉบับ แต่มองในอีกมุมหนึ่งก็ถือเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นมาซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อมีการเผยแพร่วัฒนธรรมไปสู่ต่างแดน จนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เป็นที่ชื่นชอบไปทั่วโลก

สรุปเนื้อหาจาก mag.japaaan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...