โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

โควิด “Cicada” ไม่ได้มาจากจิ้งหรีด เป็นเพียงชื่อเรียก

Thai PBS

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 11.21 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 11.21 น. • Thai PBS
Thai PBS Verify พบโพสต์อ้าง โควิดสายพันธุ์ Cicada มาจากจิ้งหรีด แท้จริงเป็นชื่อเรียกเพราะมีวงจรคล้ายจักจั่น

Thai PBS Verify พบแหล่งข่าวปลอมจาก: Facebook

[caption id="attachment_10456" align="aligncenter" width="1056"]

ภาพเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ด่วน พบ โควิด สายพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า“Cicada”มาจากจิ้งหรีด ตรวจพบอย่างน้อย 23 ประเทศ”

ภาพเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ด่วน พบ โควิด สายพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า“Cicada”มาจากจิ้งหรีด ตรวจพบอย่างน้อย 23 ประเทศ”[/caption]

Thai PBS Verify พบโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

“ด่วน‼️พบ โควิด สายพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า“Cicada”มาจากจิ้งหรีด ตรวจพบอย่างน้อย 23 ประเทศ”

ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีการแสดงความรู้สึก12,000 ครั้ง และการแสดงความคิดเห็น 580 ข้อความ รวมถึงมีการแชร์ไปกว่า 2,600 ครั้ง

โควิดสายพันธุ์ Cicada มาจากจิ้งหรีดจริงหรือไม่ ?

Thai PBS Verify ใช้การค้นหาคำสำคัญ “Cicada” พบว่ามีการรายงาน Early Detection and Surveillance of the SARS-CoV-2 Variant BA.3.2 — Worldwide, November 2024–February 2026 ของ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 69

โดยมีเนื้อหาระบุว่า รายงานของ CDCระบุว่าไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.3.2 ซึ่งถูกตรวจพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 เป็นสายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์จำนวนมากในโปรตีนหนาม (spike protein) และมีศักยภาพในการหลบภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อหรือวัคซีนเดิมได้สูง โดยภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 พบการระบาดแล้วอย่างน้อย 23 ประเทศ และเริ่มเพิ่มขึ้นชัดเจนตั้งแต่ปลายปี 2025 แม้ยังไม่กลายเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลก

ทั้งนี้ ในสหรัฐฯ ตรวจพบทั้งจากผู้เดินทาง ผู้ป่วยจริง และการเฝ้าระวังน้ำเสีย ซึ่งช่วยเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าได้ดี ผลการศึกษาในห้องปฏิบัติการชี้ว่า วัคซีนสูตรปัจจุบันยังป้องกันสายพันธุ์หลักอื่นได้ แต่มีประสิทธิภาพลดลงต่อ BA.3.2 ขณะเดียวกัน ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า สายพันธุ์นี้ก่อให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การแพร่กระจายที่เพิ่มขึ้นและความสามารถในการหลบภูมิทำให้หน่วยงานสาธารณสุขต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบและปรับมาตรการรับมือในอนาคต

นอกจากนี้มีการแชรร์ผ่าน เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ของ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า รายงานจาก Centers for Disease Control and Preventionระบุถึงการปรากฏของโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.3.2 หรือ “ซิคาดา” ซึ่งมีการกลายพันธุ์จำนวนมากในโปรตีนหนาม ส่งผลให้สามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้ดี

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลับทำให้ความสามารถในการจับกับเซลล์ปอดลดลง จึงไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ไวรัสจะแพร่กระจายไปหลายประเทศแล้วก็ตาม ระบบเฝ้าระวังน้ำเสีย โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ได้พิสูจน์บทบาทสำคัญในการตรวจจับการระบาดล่วงหน้าก่อนพบผู้ป่วยจริงหลายสัปดาห์

ขณะที่ประเทศไทยยังไม่พบรายงานสายพันธุ์นี้ในฐานข้อมูล GISAID แต่การลดลงของการถอดรหัสพันธุกรรมอาจทำให้การตรวจจับล่าช้าได้ ทั้งนี้ แม้แอนติบอดีอาจมีประสิทธิภาพลดลง แต่ภูมิคุ้มกันระดับเซลล์ยังคงช่วยป้องกันอาการรุนแรงได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ดังนั้น แนวทางรับมือที่เหมาะสมคือการไม่ตื่นตระหนก รักษาภูมิคุ้มกัน และปฏิบัติตามสุขอนามัยพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ

[caption id="attachment_10458" align="aligncenter" width="996"]

เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ของ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึง การปรากฏของโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.3.2 หรือ “ซิคาดา”

เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ของ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึง การปรากฏของโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.3.2 หรือ “ซิคาดา”[/caption]

ขณะเดียวกันดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยาและผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค - BIOTEC)กล่าวว่า ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.3.2 หรือ “Cicada” เป็นสายพันธุ์ที่สืบเชื้อสายจากโอมิครอน BA.3 ซึ่งกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งหลังหายไปจากการเฝ้าระวังเป็นเวลาหลายปี พร้อมการกลายพันธุ์จำนวนมาก โดยเฉพาะในโปรตีนหนาม ส่งผลให้สามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อหรือวัคซีนเดิมได้ดีขึ้น

[caption id="attachment_10460" align="aligncenter" width="460"]

เพจเฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับ ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.3.2

เพจเฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับ ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.3.2[/caption]

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมบางส่วน เช่น การหายไปของ ORF7 และ ORF8 อาจทำให้ความรุนแรงของโรคลดลง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่พบว่าไวรัสไม่ได้ก่ออาการรุนแรงไปกว่าสายพันธุ์โอมิครอนอื่น แม้มีแนวโน้มติดเชื้อซ้ำได้ง่ายขึ้นก็ตาม สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการตามธรรมชาติของไวรัสที่ยังคงดำเนินต่อไป ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก แต่ควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและดูแลสุขภาพตนเองอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้จากเนื้อหามีกล่าวว่า “BA.3.2 มีชื่อเล่นอย่างไม่เป็นทางการว่า "ซิคาดา" (Cicada) หรือ "จักจั่น"เนื่องจากไวรัสมีพฤติกรรมการกลายพันธุ์ที่ซ่อนตัวอยู่พักใหญ่ก่อนจะกลับมาระบาด คล้ายกับวงจรชีวิตของจักจั่นที่อาศัยอยู่ใต้ดินเป็นเวลานาน

ตัวอย่างชื่อเรียกโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่:

BA.2.86: พิโรลา (Pirola)

XBB.1.5: คราเคน (Kraken)

EG.5: เอริส (Eris)

JN.1: จูโน (Juno)” ไม่ได้มีการกล่าวว่าไวรัสชนิดนี้เกิดจากจิ้งหรีดแต่อย่างใด

‘โควิดสายพันธุ์จั๊กจั่น’ ไม่ได้มาจากแมลง แพร่ง่ายแต่อาการไม่รุนแรง

ศ. ดร. วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี กล่าวกับ Thai PBS Verify เกี่ยวกับไวรัส BA.3.2 ว่า ไวรัสที่ถูกเรียกกันว่า “จั๊กจั่น” แท้จริงแล้วไม่ได้มีที่มาจากจิ้งหรีดหรือจั๊กจั่นตามความเข้าใจผิด แต่เป็นโควิด-19 สายพันธุ์ย่อยหนึ่ง (รหัส B.3.2) โดยชื่อเล่นดังกล่าวมาจากลักษณะการกลับมาระบาดอีกครั้งหลังเคยพบเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน สำหรับลักษณะทางชีววิทยา ไวรัสสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์จำนวนมากราว 70–80 ตำแหน่ง ส่งผลให้โปรตีนหนามมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ไวรัสสามารถจับกับเซลล์ในระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้ดี จึงแพร่เชื้อได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันกลับจับกับเซลล์ปอดได้ไม่ดีนัก

ด้วยเหตุนี้ อาการของผู้ติดเชื้อจึงมักไม่รุนแรง โดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะคล้ายไข้หวัด เช่น มีน้ำมูก เจ็บคอ และไม่ค่อยพบอาการปอดอักเสบรุนแรงเหมือนโควิดสายพันธุ์ก่อนหน้า แนวทางการรักษายังคงใช้รูปแบบเดียวกับสายพันธุ์โอมิครอนก่อนหน้านี้ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่หนัก ขณะที่การป้องกันยังคงยึดหลักเดิม เช่น การรักษาสุขอนามัย กินร้อน ใช้ช้อนกลาง และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการรับเชื้อ

[caption id="attachment_10462" align="aligncenter" width="1467"]

ศ. ดร. วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี

ศ. ดร. วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี[/caption]

ในด้านสถานการณ์ แม้ทั่วโลกจะยังไม่ตื่นตระหนกกับสายพันธุ์นี้มากนัก แต่ยังคงต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมีความสามารถในการแพร่เชื้อสูง สำหรับประเทศไทย การเฝ้าระวังอาจมีข้อจำกัด เนื่องจากการสุ่มตรวจและถอดรหัสพันธุกรรมลดลง ทำให้การใช้ชุดตรวจทั่วไปสามารถบอกได้เพียงว่าติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ แต่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ย่อยได้ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากมีการเพิ่มความถี่ในการถอดรหัสพันธุกรรม ก็มีโอกาสที่จะตรวจพบสายพันธุ์นี้ในประเทศได้เช่นกัน ดังนั้น ความร่วมมือในการติดตามและเฝ้าระวังของทุกประเทศยังคงมีความสำคัญ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการกลายพันธุ์เพิ่มเติมที่อาจทำให้ไวรัสกลับมาส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบทางเดินหายใจส่วนลึกอีกครั้ง

ประเทศไทย ควรรับมืออย่างไร ?

เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ของศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า แม้ว่าสายพันธุ์ย่อย BA.3.2 จะมีความสามารถในการหลบหลีกแอนติบอดี ซึ่งเปรียบเสมือนด่านป้องกันแรกของร่างกายได้ดีขึ้น แต่ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์มิได้มีเพียงกลไกเดียวเท่านั้น

ร่างกายยังมี T-cells ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนกลไกป้องกันภายใน โดยสามารถจดจำและทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ T-cells อาจไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด ผู้ติดเชื้ออาจยังคงมีอาการในระดับไม่รุนแรง เช่น อาการคล้ายไข้หวัดหรือเจ็บคอ แต่กลไกดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการลดความรุนแรงของโรค และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

ข้อมูลจากปี 2024–2025 ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่ามีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากโรคโควิด-19 ประมาณ 390,000–550,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตกว่า 45,000–64,000 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโรคดังกล่าวยังคงมีความรุนแรงสูงกว่าไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นจากยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่น ซึ่งมีรายงานการพบสายพันธุ์ดังกล่าวแล้ว ดังนั้น การแพร่เข้ามาของสายพันธุ์ย่อย BA.3.2 หรือสายพันธุ์อื่นในอนาคตจึงเป็นสิ่งที่อาจหลีกเลี่ยงได้ยาก

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลในฐานข้อมูลรหัสพันธุกรรมระดับโลก GISAID ปัจจุบันยังไม่พบรายงานการตรวจพบสายพันธุ์ย่อยนี้ในประเทศไทย

ทั้งนี้ การที่ยังไม่พบข้อมูลดังกล่าว มิได้หมายความว่าสายพันธุ์ดังกล่าวยังไม่ปรากฏในประเทศ แต่อาจเป็นผลมาจากการที่ในช่วงหลังมีการสุ่มตรวจและถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อลดลง ส่งผลให้ความสามารถในการตรวจจับสายพันธุ์ใหม่ลดลงตามไปด้วย

แนวทางการรับมือ

  • ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าสายพันธุ์ BA.3.2 ก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ควรรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้เหมาะสมโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรับวัคซีนเข็มกระตุ้นตามความเหมาะสม
  • ปฏิบัติตามสุขอนามัยพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอการสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่แออัด หรือเมื่อมีอาการป่วย ยังคงเป็นมาตรการที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพในการลดการแพร่กระจายของเชื้อ

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?

Thai PBS Verify ตรวจสอบพบว่า โพสต์ที่อ้างว่า Cicada มาจากจิ้งหรีด เมื่อตรวจสอบด้วยการใช้คำสำคัญแล้ว พบว่าเป็นชื่อเล่นของ BA.3.2 ว่า "ซิคาดา" (Cicada) หรือ "จักจั่น"เนื่องจากไวรัสมีพฤติกรรมการกลายพันธุ์ที่ซ่อนตัวอยู่พักใหญ่ก่อนจะกลับมาระบาด คล้ายกับวงจรชีวิตของจักจั่นที่อาศัยอยู่ใต้ดินเป็นเวลานาน ไม่ได้เกิดจาก จิ้งหรีด แต่เป็นไวรัสโควิด - 19 ที่มีการกลายพันธุ์ ซึ่งในประเทศไทยยังไม่พบการแพร่ระบาดในตอนนี้แต่อย่างใด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

อินโดนีเซียจัดพิธีรับร่าง 3 จนท.รักษาสันติภาพ เสียชีวิตในเลบานอน

57 นาทีที่แล้ว

นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ 3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"ทรัมป์" เผยสหรัฐฯ พบนักบินเครื่อง F-15E ที่สูญหายในอิหร่านแล้ว ยันปลอดภัย

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พบศพ "ฐิตินันท์" อดีต สส.เสียชีวิตที่ริมบึงแก่นนคร คาดสาเหตุปัญหาสุขภาพ-เครียดสะสม

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว สังคม อื่น ๆ

ดีเซลพุ่ง 50 บาทฉุด GDP ไทยเหลือ 1% ผวาแตะ 60 บาทเสี่ยงเศรษฐกิจติดลบ

ฐานเศรษฐกิจ

หนี้สินรุมเร้าไร้ทางออก! แม่เลือกจบชีวิต ลูกชายเฝ้าร่างลำพัง หลังเสียชีวิตมาแล้ว 3 วัน เผยฐานะยากจน ไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียวนำแม่ไปบำเพ็ญกุศล

สยามนิวส์

"ศรชล." แหกซ้ำเพจ CSI LA ปล่อยข้อมูล Fake ยันภาพไอคอน แสดงแท่นผลิตพลังงานกลางทะเล ไม่ใช่ฝูงเรือบรรทุกน้ำมัน!

TOP NEWS ONLINE

เคลียร์ชัด! ศรชล. แจงภาพ AIS ไม่ใช่สถานีเติมน้ำมัน เป็นข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้เป็นแท่นผลิตพลังงานกลางทะเล

THE ROOM 44 CHANNEL

เลือกตั้ง ส.อ.ท.ยื้อ สอบโปร่งใส 30 วัน ส่ง กกร.-ต้านคอรัปชันตรวจซ้ำ จับตาส่อโมฆะ

ฐานเศรษฐกิจ
วิดีโอ

นทท.จีน เหิมเกริม! สูบบุหรี่กลางร้านสะดวกซื้อ

THE ROOM 44 CHANNEL
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...