โควิด “Cicada” ไม่ได้มาจากจิ้งหรีด เป็นเพียงชื่อเรียก
Thai PBS Verify พบแหล่งข่าวปลอมจาก: Facebook
[caption id="attachment_10456" align="aligncenter" width="1056"]
ภาพเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ด่วน พบ โควิด สายพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า“Cicada”มาจากจิ้งหรีด ตรวจพบอย่างน้อย 23 ประเทศ”[/caption]
Thai PBS Verify พบโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
“ด่วน‼️พบ โควิด สายพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า“Cicada”มาจากจิ้งหรีด ตรวจพบอย่างน้อย 23 ประเทศ”
ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีการแสดงความรู้สึก12,000 ครั้ง และการแสดงความคิดเห็น 580 ข้อความ รวมถึงมีการแชร์ไปกว่า 2,600 ครั้ง
โควิดสายพันธุ์ Cicada มาจากจิ้งหรีดจริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify ใช้การค้นหาคำสำคัญ “Cicada” พบว่ามีการรายงาน Early Detection and Surveillance of the SARS-CoV-2 Variant BA.3.2 — Worldwide, November 2024–February 2026 ของ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 69
โดยมีเนื้อหาระบุว่า รายงานของ CDCระบุว่าไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.3.2 ซึ่งถูกตรวจพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 เป็นสายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์จำนวนมากในโปรตีนหนาม (spike protein) และมีศักยภาพในการหลบภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อหรือวัคซีนเดิมได้สูง โดยภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 พบการระบาดแล้วอย่างน้อย 23 ประเทศ และเริ่มเพิ่มขึ้นชัดเจนตั้งแต่ปลายปี 2025 แม้ยังไม่กลายเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลก
ทั้งนี้ ในสหรัฐฯ ตรวจพบทั้งจากผู้เดินทาง ผู้ป่วยจริง และการเฝ้าระวังน้ำเสีย ซึ่งช่วยเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าได้ดี ผลการศึกษาในห้องปฏิบัติการชี้ว่า วัคซีนสูตรปัจจุบันยังป้องกันสายพันธุ์หลักอื่นได้ แต่มีประสิทธิภาพลดลงต่อ BA.3.2 ขณะเดียวกัน ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า สายพันธุ์นี้ก่อให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การแพร่กระจายที่เพิ่มขึ้นและความสามารถในการหลบภูมิทำให้หน่วยงานสาธารณสุขต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบและปรับมาตรการรับมือในอนาคต
นอกจากนี้มีการแชรร์ผ่าน เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ของ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า รายงานจาก Centers for Disease Control and Preventionระบุถึงการปรากฏของโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.3.2 หรือ “ซิคาดา” ซึ่งมีการกลายพันธุ์จำนวนมากในโปรตีนหนาม ส่งผลให้สามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้ดี
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลับทำให้ความสามารถในการจับกับเซลล์ปอดลดลง จึงไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ไวรัสจะแพร่กระจายไปหลายประเทศแล้วก็ตาม ระบบเฝ้าระวังน้ำเสีย โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ได้พิสูจน์บทบาทสำคัญในการตรวจจับการระบาดล่วงหน้าก่อนพบผู้ป่วยจริงหลายสัปดาห์
ขณะที่ประเทศไทยยังไม่พบรายงานสายพันธุ์นี้ในฐานข้อมูล GISAID แต่การลดลงของการถอดรหัสพันธุกรรมอาจทำให้การตรวจจับล่าช้าได้ ทั้งนี้ แม้แอนติบอดีอาจมีประสิทธิภาพลดลง แต่ภูมิคุ้มกันระดับเซลล์ยังคงช่วยป้องกันอาการรุนแรงได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ดังนั้น แนวทางรับมือที่เหมาะสมคือการไม่ตื่นตระหนก รักษาภูมิคุ้มกัน และปฏิบัติตามสุขอนามัยพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ
[caption id="attachment_10458" align="aligncenter" width="996"]
เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ของ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึง การปรากฏของโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.3.2 หรือ “ซิคาดา”[/caption]
ขณะเดียวกันดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยาและผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค - BIOTEC)กล่าวว่า ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.3.2 หรือ “Cicada” เป็นสายพันธุ์ที่สืบเชื้อสายจากโอมิครอน BA.3 ซึ่งกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งหลังหายไปจากการเฝ้าระวังเป็นเวลาหลายปี พร้อมการกลายพันธุ์จำนวนมาก โดยเฉพาะในโปรตีนหนาม ส่งผลให้สามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อหรือวัคซีนเดิมได้ดีขึ้น
[caption id="attachment_10460" align="aligncenter" width="460"]
เพจเฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับ ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.3.2[/caption]
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมบางส่วน เช่น การหายไปของ ORF7 และ ORF8 อาจทำให้ความรุนแรงของโรคลดลง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่พบว่าไวรัสไม่ได้ก่ออาการรุนแรงไปกว่าสายพันธุ์โอมิครอนอื่น แม้มีแนวโน้มติดเชื้อซ้ำได้ง่ายขึ้นก็ตาม สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการตามธรรมชาติของไวรัสที่ยังคงดำเนินต่อไป ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก แต่ควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและดูแลสุขภาพตนเองอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้จากเนื้อหามีกล่าวว่า “BA.3.2 มีชื่อเล่นอย่างไม่เป็นทางการว่า "ซิคาดา" (Cicada) หรือ "จักจั่น"เนื่องจากไวรัสมีพฤติกรรมการกลายพันธุ์ที่ซ่อนตัวอยู่พักใหญ่ก่อนจะกลับมาระบาด คล้ายกับวงจรชีวิตของจักจั่นที่อาศัยอยู่ใต้ดินเป็นเวลานาน
ตัวอย่างชื่อเรียกโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่:
BA.2.86: พิโรลา (Pirola)
XBB.1.5: คราเคน (Kraken)
EG.5: เอริส (Eris)
JN.1: จูโน (Juno)” ไม่ได้มีการกล่าวว่าไวรัสชนิดนี้เกิดจากจิ้งหรีดแต่อย่างใด
‘โควิดสายพันธุ์จั๊กจั่น’ ไม่ได้มาจากแมลง แพร่ง่ายแต่อาการไม่รุนแรง
ศ. ดร. วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี กล่าวกับ Thai PBS Verify เกี่ยวกับไวรัส BA.3.2 ว่า ไวรัสที่ถูกเรียกกันว่า “จั๊กจั่น” แท้จริงแล้วไม่ได้มีที่มาจากจิ้งหรีดหรือจั๊กจั่นตามความเข้าใจผิด แต่เป็นโควิด-19 สายพันธุ์ย่อยหนึ่ง (รหัส B.3.2) โดยชื่อเล่นดังกล่าวมาจากลักษณะการกลับมาระบาดอีกครั้งหลังเคยพบเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน สำหรับลักษณะทางชีววิทยา ไวรัสสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์จำนวนมากราว 70–80 ตำแหน่ง ส่งผลให้โปรตีนหนามมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ไวรัสสามารถจับกับเซลล์ในระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้ดี จึงแพร่เชื้อได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันกลับจับกับเซลล์ปอดได้ไม่ดีนัก
ด้วยเหตุนี้ อาการของผู้ติดเชื้อจึงมักไม่รุนแรง โดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะคล้ายไข้หวัด เช่น มีน้ำมูก เจ็บคอ และไม่ค่อยพบอาการปอดอักเสบรุนแรงเหมือนโควิดสายพันธุ์ก่อนหน้า แนวทางการรักษายังคงใช้รูปแบบเดียวกับสายพันธุ์โอมิครอนก่อนหน้านี้ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่หนัก ขณะที่การป้องกันยังคงยึดหลักเดิม เช่น การรักษาสุขอนามัย กินร้อน ใช้ช้อนกลาง และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการรับเชื้อ
[caption id="attachment_10462" align="aligncenter" width="1467"]
ศ. ดร. วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี[/caption]
ในด้านสถานการณ์ แม้ทั่วโลกจะยังไม่ตื่นตระหนกกับสายพันธุ์นี้มากนัก แต่ยังคงต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมีความสามารถในการแพร่เชื้อสูง สำหรับประเทศไทย การเฝ้าระวังอาจมีข้อจำกัด เนื่องจากการสุ่มตรวจและถอดรหัสพันธุกรรมลดลง ทำให้การใช้ชุดตรวจทั่วไปสามารถบอกได้เพียงว่าติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ แต่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ย่อยได้ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากมีการเพิ่มความถี่ในการถอดรหัสพันธุกรรม ก็มีโอกาสที่จะตรวจพบสายพันธุ์นี้ในประเทศได้เช่นกัน ดังนั้น ความร่วมมือในการติดตามและเฝ้าระวังของทุกประเทศยังคงมีความสำคัญ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการกลายพันธุ์เพิ่มเติมที่อาจทำให้ไวรัสกลับมาส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบทางเดินหายใจส่วนลึกอีกครั้ง
ประเทศไทย ควรรับมืออย่างไร ?
เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ของศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า แม้ว่าสายพันธุ์ย่อย BA.3.2 จะมีความสามารถในการหลบหลีกแอนติบอดี ซึ่งเปรียบเสมือนด่านป้องกันแรกของร่างกายได้ดีขึ้น แต่ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์มิได้มีเพียงกลไกเดียวเท่านั้น
ร่างกายยังมี T-cells ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนกลไกป้องกันภายใน โดยสามารถจดจำและทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ T-cells อาจไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด ผู้ติดเชื้ออาจยังคงมีอาการในระดับไม่รุนแรง เช่น อาการคล้ายไข้หวัดหรือเจ็บคอ แต่กลไกดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการลดความรุนแรงของโรค และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ข้อมูลจากปี 2024–2025 ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่ามีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากโรคโควิด-19 ประมาณ 390,000–550,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตกว่า 45,000–64,000 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโรคดังกล่าวยังคงมีความรุนแรงสูงกว่าไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล
ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นจากยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่น ซึ่งมีรายงานการพบสายพันธุ์ดังกล่าวแล้ว ดังนั้น การแพร่เข้ามาของสายพันธุ์ย่อย BA.3.2 หรือสายพันธุ์อื่นในอนาคตจึงเป็นสิ่งที่อาจหลีกเลี่ยงได้ยาก
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลในฐานข้อมูลรหัสพันธุกรรมระดับโลก GISAID ปัจจุบันยังไม่พบรายงานการตรวจพบสายพันธุ์ย่อยนี้ในประเทศไทย
ทั้งนี้ การที่ยังไม่พบข้อมูลดังกล่าว มิได้หมายความว่าสายพันธุ์ดังกล่าวยังไม่ปรากฏในประเทศ แต่อาจเป็นผลมาจากการที่ในช่วงหลังมีการสุ่มตรวจและถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อลดลง ส่งผลให้ความสามารถในการตรวจจับสายพันธุ์ใหม่ลดลงตามไปด้วย
แนวทางการรับมือ
- ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าสายพันธุ์ BA.3.2 ก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ควรรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้เหมาะสมโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรับวัคซีนเข็มกระตุ้นตามความเหมาะสม
- ปฏิบัติตามสุขอนามัยพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอการสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่แออัด หรือเมื่อมีอาการป่วย ยังคงเป็นมาตรการที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพในการลดการแพร่กระจายของเชื้อ
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
Thai PBS Verify ตรวจสอบพบว่า โพสต์ที่อ้างว่า Cicada มาจากจิ้งหรีด เมื่อตรวจสอบด้วยการใช้คำสำคัญแล้ว พบว่าเป็นชื่อเล่นของ BA.3.2 ว่า "ซิคาดา" (Cicada) หรือ "จักจั่น"เนื่องจากไวรัสมีพฤติกรรมการกลายพันธุ์ที่ซ่อนตัวอยู่พักใหญ่ก่อนจะกลับมาระบาด คล้ายกับวงจรชีวิตของจักจั่นที่อาศัยอยู่ใต้ดินเป็นเวลานาน ไม่ได้เกิดจาก จิ้งหรีด แต่เป็นไวรัสโควิด - 19 ที่มีการกลายพันธุ์ ซึ่งในประเทศไทยยังไม่พบการแพร่ระบาดในตอนนี้แต่อย่างใด