โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เลือกตั้ง ส.อ.ท.ยื้อ สอบโปร่งใส 30 วัน ส่ง กกร.-ต้านคอรัปชันตรวจซ้ำ จับตาส่อโมฆะ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศึกเลือกตั้งกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยังเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับตา เมื่อข้อร้องเรียนด้านความโปร่งใสถูกยกระดับสู่การตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสัญญาณความเสี่ยงที่อาจทำให้ผลการเลือกตั้งสะดุดหรือถึงขั้น “โมฆะ” และส่งแรงกระเพื่อมต่อการเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท.ในลำดับถัดไป

ความคืบหน้ากรณีการร้องเรียนความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) วาระปี 2569-2570 ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ที่มี ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี รองประธาน ส.อ.ท. เป็นประธานดำเนินการเลือกตั้งฯ ซึ่งในวันดังกล่าวนางสาวเพชรรัตน์ เอกแสงกุล และนายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ รองประธาน ส.อ.ท. ได้ลุกขึ้นมาอภิปราย พร้อมยื่นจดหมายถึงประธานการเลือกตั้ง แสดงถึงข้อกังวลการซื้อเสียงซึ่งจะส่งผลต่อการไม่สุจริตของการเลือกตั้ง และขอให้มีการการเลื่อนการเลือกตั้ง หรือให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และขอให้มีการตรวจสอบเชิงลึกอย่างละเอียด ซึ่งประธานดำเนินการเลือกตั้งได้รับเรื่องไว้พิจารณา อย่างไรก็ดีบทบาทของประธานฯในวันดังกล่าวถือว่าได้สิ้นสุดลง

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 นายวิวรรธน์ ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. และในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อขอให้มีการตรวจสอบ/สอบสวน เรื่องการปลอมแปลงเอกสาร เพื่อเปลี่ยนชื่อผู้แทนใช้สิทธิ์เลือกตั้งกรรมการที่มีผลได้-ผลเสียต่อการเลือกตั้งกรรมการฯ และตรวจสอบขบวนการทุจริตซื้อเสียง การใช้นอมินี และเส้นทางการเงินของการชำระค่าสมาชิก

ล่าสุดได้มีการแต่งตั้งนายอรินทร์ จิรา รองประธาน ส.อ.ท.เป็นประธานคณะทำงานสอบสวนข้อเท็จจริงในครั้งนี้ โดยกระบวนการตรวจสอบได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการภายใต้กรอบเวลาที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ท. เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งมีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยเริ่มเห็นรายละเอียดเชิงลึกมากขึ้นเป็นลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความจำเป็นในการใช้เวลาเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่รอบด้านและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

สาระสำคัญของข้อร้องเรียน มุ่งไปที่ความผิดปกติในกระบวนการเลือกตั้ง อาทิ การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่อาจเชื่อมโยงกับการจูงใจในการลงคะแนน การใช้บุคคลอื่นถือสิทธิ์แทน (นอมินี) และการเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่ในช่วงใกล้วันเลือกตั้งมากกว่า 1,000 รายอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่อาจกระทบต่อความโปร่งใสและความชอบธรรมของผลการเลือกตั้ง

แหล่งข่าวระบุว่า หนึ่งในประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคือรูปแบบที่ถูกเรียกว่า “การจัดตั้งเชิงระบบ” โดยพบพฤติกรรมการสนับสนุนให้บุคคลหรือบริษัทในห่วงโซ่อุปทานเข้ามาสมัครสมาชิกจำนวนมากในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน พร้อมกับมีการมอบสิทธิ์ลงคะแนนให้บุคคลที่สาม ซึ่งต้องตรวจสอบว่าเป็นไปตามระเบียบหรือมีเจตนาแฝงหรือไม่

“เรายอมช้าเพื่อเก็บกวาดบ้านใหม่ ดีกว่าเร่งรับรองผลบนความคลางแคลง ซึ่งผลการเลือกตั้งออกมาในเบื้องต้น อย่าเพิ่งเฉลิมฉลองบนผลเลือกตั้งที่ยังไม่ผ่านการรับรอง เพราะอาจเปลี่ยนแปลงได้”

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในวันเลือกตั้งหลายประเด็น เช่น จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเมื่อเทียบกับกับการเลือกตั้งคณะกรรมการครั้งที่เข้มข้นที่สุดในสมัยที่นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.แข่งกับนายสมโภชน์ อาหุนัย มีผู้มาเลือกตั้งกรรมการประมาณ 3,000 คน แต่ครั้งนี้พุ่งสูงถึง 4,500 คน อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

รวมถึงมีการการเสนอชื่อกรรมการเพิ่มเติมจากข้างล่างเวที (Floor)จำนวนมากเป็นหลักร้อยคน จากเดิมมีเพียงหลักสิบ และมีการเปลี่ยนตัวผู้ชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.ในครั้งนี้ในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง โดยที่ไม่เคยแสดงเจตจำนงค์ แสดงตน หรือแสดงวิสัยทัศน์มาก่อน และไม่มีการเดินหาเสียงกับสมาชิกทั่วประเทศเป็นปี ๆ ก่อนการเลือกตั้งเหมือนที่เคยมีมา ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายผิดระเบียบหรือไม่

“ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ ผลการตรวจสอบอาจส่งผลโดยตรงต่อสถานะของการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยหากพบข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญ อาจนำไปสู่การพิจารณาให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งจะส่งผลให้ต้องจัดกระบวนการเลือกตั้งใหม่ และจะกระทบต่อไทม์ไลน์การเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท. ที่เดิมกำหนดไว้ภายในปลายเดือนเมษายน”

ขณะเดียวกัน ประเด็นดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในองค์กร แต่ได้ถูกยกระดับไปสู่เวทีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แล้ว โดยล่าสุดมีการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อที่ประชุม กกร. ซึ่งได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นและเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของภาคีเครือข่ายต่อต้านคอรัปชัน ที่มีหน่วยงานพันธมิตรกว่า 20 แห่งร่วมกันพิจารณา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานธรรมาภิบาลขององค์กรภาคเอกชนต่อไป

แหล่งข่าวย้ำว่า การดำเนินการในขั้นตอนนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงความรอบคอบและความเป็นธรรมเป็นหลัก แม้จะทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปบ้าง แต่ถือเป็นการลงทุนเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กรในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่บทบาทของ ส.อ.ท. มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมไทย

ทั้งนี้ ยังมีการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มผู้ที่คาดว่าจะได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ไม่ควรเร่งแสดงความยินดีหรือยึดถือผลคะแนนในขณะนี้ เนื่องจากกระบวนการรับรองผลยังไม่แล้วเสร็จ และยังมีความไม่แน่นอนจากผลการตรวจสอบที่อาจเปลี่ยนแปลงข้อสรุปได้

ขณะที่ในมุมมองของภาคเอกชน การรักษามาตรฐานธรรมาภิบาลถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร โดยเฉพาะองค์กรตัวแทนภาคอุตสาหกรรมระดับประเทศที่ต้องได้รับความเชื่อมั่นจากทั้งสมาชิก ภาครัฐ และนานาชาติ

ดังนั้น การ “ยอมช้า” เพื่อจัดระเบียบและตรวจสอบให้ชัดเจน จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่าการเดินหน้าโดยมีข้อกังขา ทั้งนี้สถานการณ์จากนี้จึงยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลการตรวจสอบภายในกรอบ 30 วัน ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดทิศทางว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะได้รับการรับรอง หรือจะต้องเริ่มต้นใหม่ภายใต้กติกาที่เข้มงวดขึ้น เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กรในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...