SCC เสียโอกาส.!?
ต้องยอมรับว่า สงครามในตะวันออกกลางสะเทือนคนทั้งโลก จากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ราคาก๊าชธรรมชาติ รวมถึงสเปรด (Spread) ปิโตรเคมี..!!
ที่จริงธุรกิจปิโตรเคมีซบเซามานานหลายปีแล้ว อันเป็นผลมาจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกซบเซา ส่งผลให้อุปสงค์ (Demand) ของเม็ดพลาสติกและปิโตรเคมีลดลง ทำให้สเปรดแคบลง มิหนำซ้ำยังเผชิญกับปัญหาโอเวอร์ซัพพลายจากกำลังการผลิตใหม่ในจีนซ้ำเติมอีก
ทำให้ที่ผ่านมาผู้ประกอบการปิโตรเคมีตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่..!!
พอเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้สเปรดปิโตรเคมีปรับสูงขึ้น เลยถูกหมายมั่นปั้นมือว่าธุรกิจปิโตรเคมีจะลืมตาอ้าปากได้เสียที..!?
แต่น่าเสียดาย สำหรับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ซึ่งมีขาหลักเป็นธุรกิจเคมีคอลส์ ถูกคาดหมายว่าจะดีขึ้น แต่ดันไปเจอกับดักซัพพลายเชน ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบอย่างแนฟทา (Naphtha) และโพรเพน (Propane) เข้าสู่โรงงานโอเลฟินส์ผลิตในจังหวัดระยอง และประเทศเวียดนามได้
เลยเป็นที่มาเมื่อต้นเดือน มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา มีการประกาศปิดโรงงานโอเลฟินส์ชั่วคราวของบริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) ซึ่งเป็นโรงงานที่มีประสิทธิภาพสูง (Highly Efficiency) ด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติในการดำเนินงาน (Automation & Digitalization) ทำให้มีผลกระทบต่อต้นทุนประมาณ 150 ล้านบาทต่อเดือน
เพื่อรอวัตถุดิบกลับมา ซึ่งตอนแรกสถานการณ์เริ่มดูดีขึ้น มีข่าวว่าเรือของ SCC สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ 1 ลำ เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา
อ้าว…ล่าสุด SCC ปิดโรงงานเพิ่มอีกแล้ว…คราวนี้เป็นโรงงาน Long Son Petrochemicals Co., Ltd. ประเทศเวียดนาม หรือ LSP เป็นการชั่วคราว ในช่วงประมาณกลางเดือน พ.ค. 2569 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนประมาณ 250 ล้านบาทต่อเดือน
ส่วนเหตุผลที่ต้องปิดโรงงานนั้น SCC ระบุชัดสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอนสูง และไม่มีสัญญาณที่จะคลี่คลายได้ในระยะเวลาอันใกล้ โดยในช่วงที่ผ่านมาเอสซีจี ได้จัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น นอกช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แล้วเพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่า…LSP จะใช้จังหวะนี้ทำการปิดซ่อมบำรุงและเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ประเทศเวียดนาม (โครงการ LSPE) เพื่อให้โรงงานและเครื่องจักรมีความพร้อมในการดำเนินงาน และสนับสนุนแผนการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวให้เป็นไปตามกำหนดการ
ทว่าการปิดโรงงานชั่วคราวทั้ง 2 แห่ง ก็เท่ากับ SCC เสียโอกาสทางธุรกิจไปโดยปริยาย…
อย่าลืมว่า ROC มีกำลังการผลิตประมาณ 1.35 ล้านตันต่อปี ส่วน LSP ก็มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1.35 ล้านตันต่อปีเชียวหนา
ทั้ง ๆ ที่สเปรดปิโตรเคมีกำลังเป็นขาขึ้นแท้ ๆ แต่ไม่มีของส่งให้ลูกค้าซะงั้น..!?
แหม…เสียดายจัง เฮ่อ เสียดายจัง..!!
ขณะที่ บล.กสิกรไทยระบุว่า สงครามทำให้กำลังการผลิตทั่วโลกหายไปประมาณ 40 ล้านตัน และจากเดิมที่คาดว่าจะเกิดภาวะของล้นตลาด (เอทิลีนส่วนเกิน 48 ล้านตันในปี 2569) กลับเข้าสู่สภาวะสมดุล หรือขาดแคลนแทน ซึ่งเป็นผลบวกต่อธุรกิจช่วยหนุนให้ส่วนต่างราคา (Spread) ดีขี้น และดันอัตราการใช้กำลังการผลิตให้สูงขึ้น ขณะที่การซ่อมแซมโรงงานที่เสียหายอาจใช้เวลานานถึง 3 ปี ส่งผลให้แนวโน้มตลาดปิโตรเคมีภัณฑ์ในกระยะกลางตึงตัวมากขึ้นในเชิงโครงสร้าง
ด้าน บล.ทิสโก้ระบุแม้คาดว่าผลกระทบต่อกำไรสุทธิจะจำกัด (เนื่องจาก LSP ดำเนินงานใกล้จุดคุ้มทุนเงินสด) แต่ถือเป็นโอกาสที่พลาดไป เพราะในช่วงที่มาร์จิ้นเคมีภัณฑ์ฟื้นตัว LSP มีโอกาสลดขาดทุน หรืออาจถึงจุดคุ้มทุนทางบัญชีได้ โดยก่อนหน้านี้ SCCเคยให้ guidance ว่าการขาดทุนของ LSP อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งประกอบด้วยต้นทุนคงที่ 250 ล้านบาท ดอกเบี้ย 300 ล้านบาท และค่าเสื่อม/ตัดจำหน่าย 450 ล้านบาท
เอาเถอะ…แม้การปิดโรงงานชั่วคราวทั้ง 2 แห่ง จะกระทบต่อรายได้ของ SCC อย่างมีนัยสำคัญ แต่สถานะทางการเงินยังแข็งแกร่งอยู่นะ มีเงินสดในมือเพียงพอหากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยในปี 2568 บริษัทฯ มี Adjusted EBITDA รวม 55,012 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนจากกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ ประมาณ 4,000 ล้านบาท
ส่วนวานนี้ (23 เม.ย. 2569) ที่เห็นหุ้น SCC ทรุดหนัก 8.15% ปิดตลาดที่ 214.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายกว่า 3,322.83 ล้านบาท เป็นจังหวะให้เก็บของก็ได้นะออเจ้า…
…อิ อิ อิ…