เจ็บป่วยก็ต้องรอ นั่งรถไปหาหมอพร้อมกัน! ผลพวงวิกฤตน้ำมัน ในวันที่ชาติพันธุ์ยังต้องปรับตัว
“เดิมไปโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านท่าลำใย ห่างจากชุมชนเกือบ 40 กิโลเมตร ไปกลับเติมน้ำมันประมาณ 300 บาท ตอนนี้เท่าตัว 500-600 บาท ไปกันเองคงไม่ไหว”
ส่วนหนึ่งจากเสียงสะท้อนความเดือดร้อนจากปากชาวบ้าน ชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโผล่ว บ้านตีนตก อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ที่บอกกับ The Active ในช่วงที่ลงพื้นที่ติดตามผลกระทบ วิกฤตพลังงาน ที่เกิดขึ้นกับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งตรงกับจังหวะที่ผู้นำชุมชน นำโดย สิทธิพงษ์ บ้านกลางสมภพ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านตีนตก, สมชาย บ้านกลางสมภพ รองนายกเทศมนตรี เทศาลตำบลเขาโจด, ตัวแทน อสม. และตัวแทนชาวบ้าน ประชุมหารือถึงปัญหา ผลกระทบวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นกับชุมชน
บ้านตีนตก มีประชากรกว่า 1,400 คน กว่า 400 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ทำการเกษตร ทั้ง ไร่หมุนเวียน, นาข้าว, ปลูกพืชผักเศรษฐกิจ ซึ่งวิกฤตพลังงานครั้งนี้กระทบการมารับซื้อพืชผลการเกษตรที่น้อยลง ทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ ในขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ข้าวของ ค่าครองชีพก็แพงขึ้น อีกส่วนสำคัญที่กระทบหนักคือ ด้านสุขภาพ
กมล ภูพนาสวัสดิ์ อสม.หมู่1 บ้านตีนตก เปิดเผยกับ The Active ว่า ที่นี่มีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ไขมัน ความดัน ที่ต้องนัดตรวจสุขภาพและรับยา ที่ รพ.สต.บ้านท่าลำใย ซึ่งอยู่ห่างจากชุมชนเกือบ 40 กิโลเมตร รวมถึงโรงพยาบาลประจำจังหวัด ที่อยู่ห่างจากชุมชนเกือบ 200 กิโลเมตร นอกจากนั้นในชุมชนยังมีผู้ป่วยติดเตียง อีก 15 คน และโรคอื่น ๆ ที่ป่วยสะสมอีก 36 คน
“โรคอื่น ๆ เช่น ทางเดินหายใจ หอบหืด หรืออาการป่วยไข้ตามฤดูกาล หลายคนมีอาการป่วยสะสม ถ้าปวดเมื่อยแขนขา ทั้งจากการทำไร่ทำเกษตร หรือยังไม่ทราบสาเหตุ มีบาดแผล หายใจติดขัด ต้องอดทนกินยาที่พอจะหาได้เพื่อบรรเทาอาการไปก่อน เพราะไม่กล้าเดินทางไปหาหมอ กลัวเรื่องค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันสูง”
กมล ภูพนาสวัสดิ์
“ชุมชนเห็นร่วมกันในการปรับตัว ด้วยการวางแผนการเดินทางไปหาหมอ หรือมีธุระจำเป็นเข้าไปในตัวอำเภอ จะต้องแจ้งมาที่ผู้นำชุมชน เพื่อจะได้นัดพี่น้องให้เดินทางไปด้วยกัน”
สิทธิพงษ์ บ้านกลางสมภพ
The Active ยังมีโอกาสได้ติดตามชาวบ้านตีนตก ที่นัดรวมตัวกันเดินทางไปหาหมอ ที่ รพ.สต.บ้านท่าลำใย พบว่า บางคนมีอาการไอเรื้อรัง หอบหืด หายใจติดขัด ปวดหัวสะสม ขณะที่บางคนถึงรอบรับยาตามที่หมอนัด
พวกเขาบอกตรงกันว่า ตอนที่น้ำมันยังไม่ขึ้นราคา ถ้าเจ็บป่วยก็จะรีบไปหามอทันที ใครมีรถจักรยานยนต์ มีรถกระบะ ต่างคนต่างรีบไป ไม่ต้องอดทนกับอาการเจ็บป่วยจนสะสม แต่เมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ราคาน้ำมันแพงขึ้นมาก เวลาเจ็บป่วยก็ต้องทนก่อน จะได้รอนั่งรถไปหาหมอพร้อม ๆ กัน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าน้ำมัน
“ต้องนั่งกระบะหลังแบบนี้ ทั้งร้อน ทั้งลม ทั้งฝุ่น ก็ต้องทน บางคนอายุเยอะนั่งรถทางโค้งตลอดเส้นทางแบบนี้ก็เมารถ อาศัยยาดม หรือกินหมากประทังไป วิกฤตพลังงานครั้งนี้กระทบหนัก แต่เราก็ต้องพยายามปรับตัวกันไป”
สมพิศ บ้านกลางเจริญ ชาวบ้านบ้านตีนตก อธิบาย
ชาวบ้านยังบอกอีกว่า เมื่อก่อนการเดินทางจากชุมชนไป รพ.สต.บ้านท่าลำใย ไปกลับเติมน้ำมันประมาณ 300 บาท ตอนนี้ค่าน้ำมันเพิ่มเป็นราว ๆ 500 บาท ถ้าเดินทางมาด้วยกันก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ วันนี้ก็ให้เจ้าของรถคนขับคนละ 100 บาท
“เราพยายามปรับตัวแล้ว หวังว่ารัฐบาลจะช่วยประชาชนปรับลดราคาน้ำมันลง เพราะตอนนี้เดือดร้อนกันหนักมาก โดยเฉพาะดีเซลแพงมาก บ้านเราส่วนใหญ่เป็นรถขนผัก ทำการเกษตร เติมดีเซลแบกรับภาระกันหนักจริง ๆ”
ชาวบ้านสะท้อนความเดือดร้อน
จิราวรรณ จิตต์สูง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านท่าลำใย ระบุว่า แนวทางการรักษาเพื่อรับสถานการณ์วิกฤตพลังงาน โดยทาง รพ.สต.มีการทำงานร่วมกับ อสม.เพื่อติดตามอาการผู้ป่วยต่อเนื่อง สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หากตรวจแล้วอาการอยู่ในเกณฑ์ดี หรือความดันเป็นปกติ อาการดีขึ้นต่อเนื่องก็จะนัดมาพบแพทย์ห่างขึ้น จากทุกเดือน เป็น 3 เดือน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
นอกจากนี้ยังมีบริการออกหน่วยตรวจสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน เพื่อฉีดวัคซีนเด็ก 0-4 ปี คุมกำเนิด ทำแผล รวมทั้งตรวจรักษาโรคเบื้องต้น ให้กับ 8 ชุมชน ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ รพ.สต. ส่วนผู้ป่วยติดเตียงมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง โดย อสม. และการให้ความรู้ผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือ Caregiver
ก่อนกลับชาวบ้านยังต้องแวะปั๊มเติมน้ำมันก่อน เพราะจาก รพ.สต. กลับบ้านมีปั๊มน้ำมันแค่ 2 แห่ง ซึ่ง ณ วันที่The Active ลงพื้นที่เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 47.99 บาท ชาวบ้านเติม 600 บาท ได้แค่ 12 ลิตรกว่า ๆ เท่านั้น
ระหว่างเดินทางกลับ ชาวบ้านยังคุยกันถึงข้อห่วงกังวลต่อสถานการณ์น้ำมัน ที่กระทบค่าใช้จ่าย อย่างในฐานะผู้ปกครองหากน้ำมันยังไม่ลดราคาลง ก็เป็นไปได้ที่รถรับส่งนักเรียนจะปรับราคาจากเดิม 700 บาท เป็น 1,000 บาท ต่อเดือนต่อคน หากบ้านไหนมีลูกอยู่ในวัยเรียนหลายคน แน่นอนว่ารับภาระหนักแน่นอน นี่คือสิ่งที่ชาวบ้าน หวังเห็นมาตรการเร่งด่วนที่จะเข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อน
“หมู่บ้านเรา แทบทุกหลังคาเรือนมีเด็กที่อยู่ในวัยเรียน ทั้งโรงเรียนที่อยู่ใกล้ และโรงเรียนที่อยู่ใกล้หมู่บ้าน มีเด็กที่อยู่หอพัก และรับส่งทุกวัน น้ำมันแพงส่งผลกระทบต่อผู้ปกครอง บางครอบครัวน้ำมันราคาแพงขึ้นทำให้การจับจ่ายใช้สอยในบ้านเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังต้องเก็บเงินเอาไว้ส่งค่ารถค่าเรียนให้กับลูกที่ต้องไปเรียนโรงเรียนในที่ห่างไกล บางบ้านอาจมีคนเดียว แต่บางบ้านมี 2-4 คน ก็แบกรับภาระมากขึ้น ด้วยน้ำมันที่มันแพงขึ้น จากเดิมแรก ๆ ค่ารถ 500 ต่อเดือน จนตอนนี้ 750 แล้ว และค่าน้ำมันแพงยาวไปอีก ก็อาจจะเป็น 1,000 บาท เปิดเทอมนี้หนักแน่”
จรทร รชสรณ์ เยาวชนกะเหรี่ยงโผล่ว บ้านตีนตก
สมบัติ ชูมา ผู้อำนวยการสถาบันธรรมชาติพัฒนา เปิดเผยว่า ชุมชนชาติพันธุ์ ชุมชนคนอยู่กับป่าในหลายชุมชน ในหลายพื้นที่ในผืนป่าตะวันตก ล้วนเผชิญปัญหาวิกฤตพลังงานซ้ำเติมวิกฤตสุขภาพเช่นเดียวกับชุมชนกะเหรี่ยงโผล่บ้านตีนตก จึงอยากให้รัฐมีกองทุนพลังงาน เข้ามาช่วยเหลือในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เช่น การเพื่อเดินทางไปหาหมอ รวมทั้งเรื่องการแพทย์เชิงรุก โดยโรงพยาบาลเองถือว่าเป็นรัฐที่จะสามารถเข้าถึงกองทุนน้ำมัน ก็ต้องใช้มาตรการเชิงรุกเข้าหาชุมชน ซึ่งชุมชนในป่าเองไม่สามารถที่จะออกไปได้สะดวกเหมือนเดิม รวมถึงเรื่องกระจายอำนาจต่าง ๆ แน่นอนว่ากรณีแพทย์เชิงรุกท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น อบต.หรือ เทศบาลสามารถที่จะอุดหนุนงบประมาณเพื่อที่จะจัดการเรื่องพลังงาน เช่น น้ำมันให้กับชุมชน หรือให้กับ รพสต. เพื่อที่จะเข้ามาหาชุมชนมากขึ้นในช่วงวิกฤตนี้
นอกจากนี้ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือว่าอุทยานฯ จะต้องผ่อนปรนการปิดกั้นชุมชนในการเดินทางเข้า-ออก เรื่องนี้สำคัญมากเพื่อช่วยเหลือประชาชนช่วงวิกฤตพลังงานที่กระทบต่อสุขภาพ
“พอเกิดวิกฤตเรื่องน้ำมัน ตัวชุมชนเองมีการรวมตัวกัน ความเจ็บป่วยซึ่งต้องอดทนรอไปพร้อมกัน ตรงนี้ทางอุทยานฯ จะต้องไม่ปิดกั้น เพราะตอนนี้ชุมชนจำเป็นต้องออกไปพร้อมกัน คือเมื่อรวมตัวครบต้องออกไปเลยเพราะว่าเขาป่วยสะสมอยู่แล้ว ควรผ่อนปรน ไม่ต้องทำหนังสือหรือขออนุญาตใช้เส้นทาง ที่โซนทุ่งใหญ่นเรศวรยังมีปัญหานี้ เช่น ที่บ้านน้ำพุ ก็แจ้งมาเรื่องการขออนุญาตเข้าออกพื้นที่ ดังนั้นด่านไม่ควรใส่กุญแจไว้ ต้องช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤติความเดือดร้อนนี้”
วิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบคนทุกกลุ่มทุกหย่อมหญ้า ไม่ใช่เฉพาะแค่คนที่ดิ้นรนในเมืองใหญ่ แม้แต่กลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชนคนอยู่กับป่าในพื้นที่ห่างไกล ก็ได้รับผลกระทบหนักไม่ต่างกัน พวกเขาพยายามช่วยตัวเอง ปรับตัวรับสถานการณ์แล้ว จึงหวังว่าภาครัฐจะมีมาตรการเยียวยาช่วยเหลือที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหานี้ด้วย