โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[จบบริบูรณ์]Ultimate Earth การเดิมพันของสองโลก

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 24 ก.ค. 2567 เวลา 18.15 น. • PmoUnderscore
เมื่อนรกไม่ต้องการตัวจึงได้โอกาสกลับโลกเก่า แต่ดันมาพบเข้ากับเรื่องเศร้าเมื่อครอบครัวหายไป ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือการปรากฏของโลกอีกใบ ที่สามารถมอบทุกอย่างให้ได้และสามารถพรากทุกอย่างไปได้เช่นกัน

<h2 style='display: flex; justify-content: center;'>ข้อมูลเบื้องต้น</h2><p class="indent-a">รีฟส์ชายหนุ่มผู้ถูกดึงตัวไปยังโลกผู้บำเพ็ญเพียรโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาได้ใช้ชีวิตไปในกระแสการเข่นฆ่าจนเกือบจะครบ 1,000 ปีก่อนที่จะตกตายจากการต่อสู้กับสวรรค์เพื่อตามหาชีวิตนิรันดร์</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ทว่าเขากลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้งภายในหลุมศพของตนที่มีเอกสารและเสื้อผ้าเต็มไปหมด เมื่อพบว่าตนกลับมาที่โลกเดิมเขาจึงพยายามกลับบ้าน แต่ก็ต้องผิดหวังซ้ำซากเมื่อพบว่าบ้านเปลี่ยนไป นอกจากนั้นเขายังพบเรื่องที่น่าตกใจเมื่อรู้ว่ามีโลกอีกใบปรากฎขึ้นมา แล้วยังได้รู้อีกว่าโลกของตนกลายเป็นสิ่งเดิมพัน เมื่อคิดว่าชีวิตของตนต้องมาตกอยู่ในกระแสสงครามการเอาชีวิตรอดอีกครั้ง รีฟส์จึงขอใช้พลังจากโลกผู้บำเพ็ญเพียรปะทะกับสัตว์ประหลาดท่ามกลางผู้มีพลังพิเศษมากหน้าหลายตา</p><p class="indent-a"> </p><p><strong>ซึ่งนิยายจะลง จันทร์ - เสาร์ เวลา 07.00 น. จำนวน 4 ตอน</strong></p><p><strong>วันอาทิตย์ (งด) ผู้เขียนขอเวลานอน ^^</strong></p><p><strong>โดยนิยายที่ลงวันจันทร์ - เสาร์ วันละ 4 ตอนจะมีการติดเหรียญ 1 ตอนราคา 4 เหรียญ( 4 เหรียญ = 2 บาท) ส่วนอีก 3 ตอนจะเปิดให้อ่านฟรีเช่นเดิม  </strong></p><hr/><h2 style='display: flex; justify-content: center;'>1 พ่ายแพ้</h2><p class="indent-a">หมู่มวลก้อนเมฆเคลื่อนตัวเข้ามารวมกันบนท้องฟ้าเหนือตึกสูงร้อยชั้น  ลมมากมายมหาศาลถูกชักจูงมาด้วยพลังงานฟ้าดินเกิดเป็นพายุลูกใหญ่  </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ต้นไม้มากมายไม่ว่าจะต้นเล็กหรือต้นใหญ่ล้วนแล้วเอนตัวไปยังทิศทางที่พายุก่อตัวขึ้นมาจากแรงลมที่ถูกดูดไปยังตำแหน่งนั้น </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">บ้านเรือนหลายหลังที่ตั้งอยู่ล้อมรอบตึกสูงร้อยชั้นต่างสั่นไหวเมื่อต้องพบเข้ากับแรงลมที่พุ่งเข้าปะทะพวกมัน หากเหตุการณ์พายุหมุนไม่จบลงในอีกหนึ่งชั่วยามเหล่าศิษยานุศิษย์ของสำนักเอกระ(เอ-กระ)คิดว่าที่แห่งนี้คงถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองจากพายุที่เต็มไปด้วยพลังปราณ</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ท่ามกลางเหตุการณ์อันแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นบนยอดตึกสูง ชายชราสวมชุดคลุมสีขาวปล่อยผมสยายปลิวไปกับแรงลมพยายามผสานมือในรูปแบบต่างๆวาดอักขระเลขยันต์ผสานพลังฟ้าดินเข้าด้วยกันเพื่อต่อต้านอำนาจสวรรค์ที่กำลังก่อกำเนิดขึ้นมาจากรูปแบบค่ายกลที่เขาสร้างขึ้นเพื่อยืดอายุขัย </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">แม้บนใบหน้าเหี่ยวย่นไม่ได้แสดงออกถึงความรู้สึกใด ภายในใจของชายชรากลับรู้สึกวิตกเป็นอย่างยิ่ง มันรู้ดีว่าการแตะต้องสิ่งต้องห้ามของสวรรค์ไม่มีใครมีจุดจบที่ดีนัก </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ผู้บำเพ็ญทั้งหมดภายในดินแดนนับร้อยต่างรู้กันดีว่าสวรรค์ไม่เมตตาต่อผู้ที่ล่วงล้ำเข้าสู่พื้นที่ต้องห้าม  ผู้ใดก็ตามที่คิดบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ของสวรรค์จุดจบมักจะมาเร็วกว่ากำหนด </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">การที่มันต้องเปิดค่ายกลขนาดใหญ่โดยใช้โชควาสนาของสำนักที่ใช้เวลาสร้างมาหลายร้อยปีก็เพื่อจะลองก้าวข้ามขีดจำกัดที่ผู้บำเพ็ญทุกคนจะต้องเจอ สิ่งนั้นก็คืออายุขัย</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">บนดินแดนแห่งนี้ไม่ว่าจะกี่ร้อยดินแดนกี่พันทวีป ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่โดดเด่นมีตบะค้ำฟ้าหรือว่าจะเป็นเพียงชายชราบำเพ็ญเพียรไปวันๆพวกเขาล้วนแล้วมีอายุขัยเช่นเดียวกันนั่นคือ  1,000  ปี อีกไม่นานอายุขัยของมันก็จะหมดสิ้นจึงถือโอกาสพลิกฟ้าดินเปิดค่ายกลเปลี่ยนแปลงชะตาตนเอง</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ชายชราสวมชุดขาวที่พยายามผสานมือวาดอักขระมากมายค้ำยันต์ค่ายกลเริ่มหน้าถอดสี  ของวิเศษมากมายที่วางไว้ตามจุดต่างๆของค่ายกลแห่งนี้ค่อยๆถูกทำลายจากพลังฟ้าดินที่กดทับลงมา</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ชายชรากลับไม่คิดหยุดค่ายกล เขายังคงพยายามดึงปราณที่บำเพ็ญเพียรทั้งหมดออกมาจากจุดตันเถียนส่งไปยังนิ้วทั้ง 10 ที่พยายามผสานในรูปแบบต่างๆ </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">จนกระทั่งการผสานมือที่ใช้ระยะเวลายาวนานเสร็จสิ้นชายชราที่เตรียมการค่ายกลพร้อมแล้วก็ได้กระโจนออกจากหลังคาใช้เท้าทั้งสองเหยียบลงไปบนอากาศเดินต้านแรงลมขึ้นไปบนท้องฟ้าช้าๆพลางใช้สายตามองจ้องไปยังกลุ่มก้อนเมฆสีทองที่กำลังก่อตัวใจกลางพายุหมุน</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ศิษยานุศิษย์มากมายที่เห็นปรากฎการณ์ท้าทายสวรรค์ของท่านเจ้าสำนักล้วนอกสั่นขวัญแขวน สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรเรียกว่าสวรรค์กำลังปรากฎเค้าลางให้ได้เห็นเหนือน่านฟ้าสำนัก </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ชายชราสวมชุดขาวที่ได้เดินเหยียบอากาศขึ้นมาเสมอกับกลุ่มก้อนเมฆสีทองที่มีขนาดไม่ต่างจากเขาลูกย่อมๆเริ่มกัดฟันด้วยความเจ็บปวดทรมานจากบาดแผลที่เกิดทั่วร่าง เมื่อปราณมากมายมหาศาลจากก้อนเมฆกำลังไหลบ่าเข้ามาในร่างของเขาหวังฉีกกระชากให้ร่างแหลกสลาย หากเขายังคงฝืนทนเปิดใช้งานค่ายกลต่อไปจะต้องตายจากพลังงานของสวรรค์อย่างแน่นอน</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ชายชรากลับไม่คิดหยุดค่ายกลแต่อย่างใด เขาได้ผสานมือทั้งสองข้างอีกครั้งก่อให้เกิดรูปแบบยันต์มากมายที่ผสานเข้ากับค่ายกลที่เปิดทิ้งเอาไว้ก่อนจะกัดปลายนิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายป้ายเลือดลงไปบนหน้าผากเผยให้เห็นตราประทับวิญญาณสีแดงฉาน  ปราณมากมายมหาศาลจากตราประทับเริ่มไหลเข้าไปรวมตัวกันกับปราณที่มาจากตันเถียนก่อให้เกิดปราณสีทองอมแดงไหลเวียนไปทั่วร่างส่งผลให้ตบะของชายชราพุ่งสูงขึ้นไปอีกหลายขั้น</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ถึงอย่างนั้นมันกลับไม่เพียงพอจะต่อต้านอำนาจของสวรรค์ เพียงก้อนเมฆสีทองกวาดผ่านแสงไปยังส่วนหนึ่งของค่ายกลที่สร้างขึ้นด้วยความยากลำบากมันก็พังทะลายลงในทันที  </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ชายชราที่เห็นว่าการท้าทายครั้งนี้เขาแพ้แล้วจึงส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยเลือดให้กับหมู่มวลก้อนเมฆสีทองตรงหน้าแล้วหัวเราะดังๆพลางมองไปรอบๆเพื่อดูการทำลายค่ายกลที่ทุ่มทุกอย่างที่สะสมมาหลายร้อยปี </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">เพียงการพัดปลิวของกลุ่มปราณสีทองจากก้อนเมฆกระทบวัตถุวิเศษ พวกมันต่างก็ถูกทำลายจนหม่นแสงต้องใช้เวลาหลายร้อยปีถึงจะฟื้นตัวจากความเสียหายหรืออาจจะไม่สามารถฟื้นฟูได้อีก</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ของวิเศษแต่ละชิ้นที่ถูกทำลายลงไปนี้ล้วนแล้วเป็นหนึ่งในวัตถุวิเศษที่ผู้บำเพ็ญเพียรล้วนยกย่องว่ามันเป็นหนึ่งและจะไม่มีชิ้นที่สองในทวีปและดินแดนของตนเอง วันนี้พวกมันที่เป็นสุดยอดวัตถุวิเศษจากสถานที่ต่างๆล้วนถูกทำลายย่อยยับจนไม่เหลือชิ้นดี</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ชายชราสวมชุดขาวที่เห็นจุดจบของค่ายกลที่ใช้เวลาหลายร้อยปีก่อรูปร่างขึ้นมาพังเสียหายไปทั้งหมดทุกส่วน เขาที่มองจนพอใจแล้วจึงหันกลับมาที่หมู่มวลก้อนเมฆสีทองพลางถอนหายใจด้วยความรู้สึกโล่งอก </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ภายในใจของเขาไม่มีความรู้สึกโกรธแม้แต่น้อย ความรู้สึกเกลียดยิ่งไม่มีเพราะผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนที่คิดจะท้าทายสวรรค์พยายามยืดอายุขัยล้วนต้องมาหยุดที่ตรงนี้</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">เมื่อเห็นว่าความพยายามของตนเองต้องพบจุดจบเหมือนผู้บำเพ็ญก่อนหน้าชายชรากลับรู้สึกอิ่มเอมไปกับมัน  เพียงแต่ว่าจุดจบของเขากลับต่างจากผู้บำเพ็ญเพียรก่อนหน้านั้น นั่นเพราะเขาสามารถใช้ชีวิตได้อีกราว 5 ปี</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">หมู่มวลก้อนเมฆสีทองที่เป็นตัวแทนของสวรรค์ไม่สามารถฆ่าเขาได้ในที่แห่งนี้นั่นเพราะค่ายกลของเขาที่พังลงมาได้ดึงพลังงานส่วนสุดท้ายมาใช้ห่อหุ้มร่างของเขาจนต้านทานการโจมตีครั้งสุดท้ายจากก้อนเมฆสีทองที่ใช้ทำลายค่ายกล</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ถึงอย่างนั้นชายชรากลับคิดว่าตนคงไม่สามารถใช้ชีวิต 5 ปีที่เหลือได้เฉกเช่นคนธรรมดาทั่วไปที่ใกล้ตาย การยืนอยู่ท่ามกลางผู้บำเพ็ญเพียรแข็งแกร่งมากมายชีวิตของเขาก็เหมือนถูกแขวนเอาไว้บนเส้นด้าย เมื่อใดก็ตามที่ตบะจางหายเขาจะกลายเป็นเหมือนหนอนแมลงต่อหน้าผู้บำเพ็ญคนอื่นๆที่สามารถเหยียบย่ำเขาเมื่อใดก็ได้</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ภายใต้ปราณที่กำลังหลั่งไหลออกจากตันเถียนที่ถูกทำลายไม่ช้าก็เร็วเขาจะกลายเป็นเพียงคนธรรมดา </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ชายชราที่กำลังลอยลงมาบนหลังคาที่กระโจนขึ้นไปค่อยๆเก็บรอยยิ้มของตนที่มีต่อสวรรค์ สายตาที่ใช้มองจ้องหมู่มวลก้อนเมฆสีทองที่ค่อยๆสลายหายไปนั้นได้ใช้มองเหล่าศิษยานุศิษย์ที่ค่อยๆเหาะเหินเข้ามาหา</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">เพียงแต่ว่าเขากลับมองด้วยสายตาแข็งกร้าวไม่คิดปิดบังสายตา เนื่องจากว่าตอนนี้สายตาของศิษยานุศิษย์ที่มันฟูมฟักมาหลายปีกำลังมองจ้องมันด้วยความหิวกระหายในโชควาสนาที่จะได้ครอบครองของวิเศษที่อยู่กับตน</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ชายชราที่รู้อยู่ก่อนแล้วว่าถ้าตนเองพ่ายแพ้ต่อสวรรค์จนค่ายกลพังลงผลจะออกมาเป็นเช่นไรจึงส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา ดูเหมือนว่าศิษยานุศิษย์เหล่านี้จะภาวนาให้มันพ่ายแพ้ต่อสวรรค์</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">เมื่อเห็นว่าตนเองจะต้องพบเจอกับสิ่งใดชายชราจึงใช้ปลายเล็บกรีดลงไปบนหน้าผากแล้วลากปลายเล็บผ่านสันจมูกลงมาที่ปากลากผ่านคอมาที่กลางหน้าอกก่อนจะจิกปลายเล็บเข้าไปในเนื้อจนเลือดที่ไหลออกมาจากกลางหน้าผากไหลเข้าสู่หัวใจ </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ศิษยานุศิษย์มากมายที่เห็นท่านเจ้าสำนักคิดจะทำบางอย่างต่างคนต่างลนลานพยายามชักอาวุธของตนออกมาถือในมือหวังจะโจมตีท่านเจ้าสำนักที่กำลังเปิดใช้งานค่ายกลด้วยอายุขัยที่เหลืออีก 5 ปีของตน</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">บางคนพยายามตะโกนบอกให้ท่านเจ้าสำนักหยุดมือพวกเขาจะดูแลไปจนตาย บางคนหลอกล่อด้วยคำลวงคิดจะสร้างหลุมศพให้ยิ่งใหญ่ มีผู้คนมากมายเข้ามากราบไหว้จนควันธูปไม่ขาดสาย</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ชายชรากลับไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้น เขาพอใจในชีวิตนี้แล้ว เมื่อเห็นศิษย์มากมายกำลังจะฆ่าตนเองที่พลังถดถอยจนใกล้จะกลายเป็นปุถุชนทั่วไป ชายชราจึงทิ้งท้ายคำพูดบางอย่างเอาไว้ให้ อย่างน้อยมันก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาใช้เล่นงานศิษย์เลวๆของตน</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">“ ศิษย์เลวของข้า เดิมทีข้าคิดว่าจะค่อยๆมอบของวิเศษที่เหลือให้กับพวกเจ้าหลังจากนี้ เพียงแต่พวกเจ้ากลับทำให้ข้าเสียใจอย่างถึงที่สุด ข้าไม่คิดเลยว่าแท้จริงแล้วจิตใจของพวกเจ้าเลวระยำกล้าแม้กระทั่งเหยียบหัวผู้เป็นอาจารย์ กล้าเนรคุณแม้กระทั่งผู้ที่มอบชีวิตให้กับตนเอง  ”</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ใบหน้าของศิษย์จำนวนมากเริ่มซีดเซียวมองจ้องเจ้าสำนักที่กำลังหอบหายใจดึงพลังงานเฮือกสุดท้ายมาพูดกับตน พวกมันรู้ดีว่าท่านเจ้าสำนักคิดจะทำสิ่งใดต่อจากนี้  หากอาวุธเซียนมากมายที่พวกมันคิดว่าจะแบ่งกันคนละชิ้นถูกทำลายหมายความว่าโชควาสนาครั้งใหญ่ในครั้งนี้จะหายไปในทันที</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">เพียงแต่พวกมันกลับคิดผิด เจ้าสำนักของพวกมันไม่ได้คิดจะทำลายอาวุธวิเศษและวัตถุมงคล เขาคิดจะใช้ของเหล่านี้จ้างฆ่าพวกมันที่เป็นศิษย์</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">หลังจากชายชราเปิดใช้ตราประทับแลกด้วยอายุขัยทั้งหมดที่เหลืออยู่อีก 5 ปี เขาได้ดึงเอาขวดน้ำเต้าข้างเอวออกมาเทวัตถุวิเศษด้านในออกมาทั้งหมดเผยให้เห็นวัตถุหลายหมื่นชิ้นก่อนจะใช้ปราณที่ได้จากการเผาผลาญอายุขัยห่อหุ้มของวิเศษแต่ละชิ้นเอาไว้</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">“ ถึงอย่างไรเสียข้าก็ได้บอกไปแล้วว่าจะมอบมันให้พวกเจ้า ถ้าอย่างนั้นก็จงรับพวกมันไปเสีย เพียงแต่ว่าโชควาสนาของพวกเจ้าจะรับพวกมันเอาไว้ได้หรือเปล่าข้าไม่อาจรู้ได้”</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">มือข้างขวาของชายชราชูขึ้นไปบนท้องฟ้าก่อให้เกิดเสาสีทองพุ่งขึ้นไปบนก้อนเมฆหอบเอาของวิเศษมากมายลอยขึ้นไปบนฟ้าสูง เหล่าศิษย์สำนักเอกระที่เห็นว่าของวิเศษกำลังจะถูกส่งออกไปทิศทางต่างๆล้วนบินตามเพื่อคว้าจับพวกมัน เพียงแต่ความเร็วในการบินของวัตถุวิเศษกลับรวดเร็วมากจนยากจะคว้าจับทัน เพียงพริบตาพวกมันก็พุ่งกระจายกันไปทุกทิศทางไม่ทิ้งแม้แต่ร่องรอยเส้นแสงให้ตามไป</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">ชายชราสวมชุดขาวที่เห็นใบหน้าลูกศิษย์ของตนแต่ละคนที่ไม่สามารถคว้าจับสิ่งใดได้ เขาจึงฉีกยิ้มน้อยๆด้วยความพึงพอใจ พลางมองไปยังแขนของตนที่ด้านชาไร้ความรู้สึก </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">แขนที่เคยใช้วาดยันต์มากมายตอนนี้สลายกลายเป็นเถ้าถ่าน เมื่อเห็นว่าแขนทั้งสองสลายหายไปจากอายุขัยที่หมดลงไม่ช้าก็เร็วร่างของเขาก็จะสลายเป็นฝุ่นผงตามไป ชายชราจึงมองใบหน้าลูกศิษย์ทุกคนที่พยายามด่าทอเขาด้วยความโกรธพลางถาโถมการโจมตีเข้ามาหาตนจากทุกทิศทาง </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">หลังจากรู้ว่าช่วงเวลาสุดท้ายได้มาถึงแล้วชายชราจึงแหงนหน้ามองดูก้อนเมฆที่ถูกแหวกเป็นทางยาวด้วยใบหน้านิ่งสงบก่อนที่ทุกอย่างจะดับลงในพริบตาโดยไม่มีความรู้สึกใดๆอีก </p><p> </p><hr/>

2 หลุมฝังศพ

ณ สุสานแห่งที่ 17 ของภาคกลางประเทศไทย

ป้ายหลุมศพหินขนาดใหญ่สูง 1 เมตรมีสีขาวแตกต่างจากป้ายหลุมศพอื่นๆที่ตั้งอยู่รอบข้าง บ่งบอกได้ว่าผู้ที่เป็นเจ้าของป้ายมีฐานะทางสังคมที่สูงมากจนสามารถใช้หินล้ำค่าในการสร้างป้ายหลุมศพให้กับตนเอง

เพียงแต่ว่าป้ายหลุมศพสูง 1 เมตรกลับไม่ใช่ขนาดที่แท้จริงของมัน ส่วนบนของป้ายหลุมศพที่ประดับด้วยเงินสลักชื่อของผู้ที่ถูกฝังถูกตัดเหลือไว้เพียงแค่ส่วนฐานของป้ายจนไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ

ลึกลงไปใต้ดิน 2 เมตรปรากฎชายผู้หนึ่งนอนนิ่งด้วยท่าทางอ่อนเพลีย การตื่นขึ้นในครั้งนี้เขาไม่รู้เลยว่าตนเองอยู่ที่ใด สิ่งที่สัมผัสได้จากรอบข้างมีเพียงความเย็นจากโลหะที่ใช้ครอบทับร่างของเขาเอาไว้ นอกจากจะถูกขังเอาไว้ในที่แคบแล้วเขายังสัมผัสได้ว่าอากาศกำลังจะหมดลงในอีกไม่ช้าจำเป็นต้องรีบหาวิธีออกไปด้านนอกให้เร็ว

แม้ภายในใจจะปรากฎความรู้สึกงุนงงกับการตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ตาม เขากลับยังไม่คิดหาเหตุผลใดมาอธิบายความสงสัยของตน ในเมื่อเขาเป็นผู้ตามหาชีวิตนิรันดร์มาก่อนครั้งหนึ่ง การตื่นขึ้นมาหลังจากอายุขัยหมดลงแล้วพบว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่เขาจึงต้องคว้าโอกาสนี้เอาไว้ให้ได้

หลังจากใช้มือลูบคลำวัสดุรอบข้างที่สามารถเอื้อมมือไปถึง เขาจึงรู้ว่ามันเป็นโลหะชนิดหนึ่งที่มีความแข็งแรงเป็นพิเศษ

จากการสำรวจด้วยการใช้แขนสัมผัสรอบข้างแล้วใช้เท้ากระแทกบริเวณด้านล่างที่มีพื้นที่พอให้ขยับตัวได้เล็กน้อย ชายท่าทางอ่อนเพลียจึงรู้ได้ว่าเขาอยู่ภายในกล่องโลหะสักอย่าง คาดว่าน่าจะเป็นโลงศพ

เมื่อรู้ว่าตนถูกฝังเขาจึงพยายามออกแรงผลักส่วนบนของฝาปิดโลงศพพลางดึงปราณจากการบำเพ็ญเพียรของตนมาไว้ที่มือทั้งสองข้างหวังจะผลักฝาโลงออกไปให้พ้น เพียงแต่ว่าเขากลับไม่สามารถชักนำปราณมาไว้ที่มือทั้งสองข้างได้อย่างใจนึกจึงหลับตาสัมผัสปราณในจุดตันเถียนก่อนจะพบเข้ากับสิ่งที่น่าตกใจ

ไม่ใช่แค่ปราณที่หายไป จุดตันเถียนของผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่กับเขามานับพันปีหายไปเช่นเดียวกัน

ชายอ่อนเพลียที่เห็นว่าพลังที่จะทำให้ตนออกจากหลุมศพหายไปเขาจึงตัดสินใจใช้วิธีสังเวยเลือดของผู้บำเพ็ญเพียรนอกรีดที่คุ้นเคยทดแทนปราณที่หายไป

เพียงใช้ฟันกัดปลายนิ้วชี้ข้างขวาจนมีเลือดไหล ชายอ่อนเพลียก็เริ่มบริกรรมบทสวดด้วยภาษาที่ตนเองชำนาญพลางใช้ปลายนิ้ววาดยันต์อักขระลงไปบนแขนซ้ายจนเกิดเป็นลวดลายสีแดงเลือดดูน่าพิศวงปลดปล่อยออร่าสีแดงจางๆออกมาจากผิวหนังที่ถูกเลือดทาทับ

ถึงแม้จะไม่สามารถมองเห็นได้ในที่มืด การวาดยันต์ของเขากลับไม่มีท่าทีว่าจะผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย สำหรับเขามันไม่ต่างจากวิธีหายใจเข้าและออก

ทันทีที่ยันต์เพิ่มพละกำลังวาดทับลงไปบนผิวหนังสำเร็จมันก็เริ่มปลดปล่อยออร่าพลังอ่อนๆออกมาจากแขน ถึงแม้พลังที่แสดงออกมาจะลดน้อยลงไปมากจนเหลือไม่ถึง 1 ใน 100 ส่วน มันกลับเป็นพลังที่สามารถผลักฝาโลงศพเพื่อพาตนเองออกไปจากใต้ดินลึกแห่งนี้ได้

หลังจากชายอ่อนเพลียได้รับการเสริมพลังจากยันต์เพิ่มพละกำลังเขาจึงยื่นมือซ้ายไปด้านหน้าผลักฝาโลงที่ทับร่างของตน เพียงพริบตาที่เขาออกแรงผลักให้ถึงที่สุด ฝาโลงที่ถูกปิดทับด้วยดินก็เริ่มขยับจนเว้นที่ว่างราว 1 ไม้บรรทัด ชายอ่อนเพลียจึงออกแรงผลักอีกครั้งทำให้ตนเองสามารถลุกขึ้นนั่งได้สำเร็จ

เมื่อรู้ว่าตนเองยังไม่สามารถออกจากหลุมศพได้เขาจึงออกแรงผลักฝาโลงศพอีกครั้งหนึ่งจนดินถูกดันขึ้นไปด้านบน จนกระทั่งเขาสามารถลุกขึ้นยืนได้มั่นคง ชายอ่อนเพลียที่เห็นแสงเล็ดลอดเข้ามาในหลุมศพพร้อมกับอากาศหอบหนึ่งลอยเข้ามา เขาจึงใช้กำลังแขนที่เหลืออยู่ผลักฝาโลงจนมันกระเด็นออกไปจากหลุมเผยให้เห็นแสงสีเหลืองของพระอาทิตย์ในยามเช้าตรู่

ความชื้นในอากาศตอนเช้าสูดเข้าไปในปอดผ่านจมูกพร้อมกับความเย็นทำให้ร่างกายชายอ่อนเพลียรู้สึกสดชื่น หลังพบว่าตนเองสามารถรอดชีวิตจากหลุมศพได้แล้วนั้นเขาจึงใช้การสกัดจุดห้ามเลือดที่ปลายนิ้วมือก่อนจะเป็นลมล้มพับไปเสียก่อน

การที่คนธรรมดาใช้ความสามารถของผู้บำเพ็ญเพียรนอกรีตจำเป็นต้องใช้เลือดปริมาณมากในการวาดยันต์ ด้วยความรู้สึกอ่อนเพลียที่เกิดขึ้นนั้นเขาคาดว่าตนเองอาจจะใช้ยันต์ได้อีกเพียงหนึ่งครั้งก่อนจะล้มหมดสติจึงต้องรีบเก็บเลือดเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

หลังจากปีนป่ายขึ้นมาจากหลุมชายอ่อนเพลียจึงเริ่มกวาดตามองออกไปรอบข้างเผยให้เห็นป้ายหลุมศพมากมายตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ

จากภาพที่เห็นทำให้เขารู้สึกสงสัยมากยิ่งขึ้นว่าตนเองอยู่ที่ใด เขาพอจะรู้แล้วว่าตนเองอยู่หลุมฝังศพ เพียงแต่ว่าหลุมฝังศพเป็นของโลกใด

จากความทรงจำเขาเคยเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่กับความเรียบหรูเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย ชีวิตเต็มไปด้วยคนรับใช้มากมายเพราะทางบ้านมีธุรกิจขนาดใหญ่ บนโลกแห่งนี้ชีวิตของเขาไม่เคยทำสิ่งใดนอกจากเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจและวิชาการมากมายเพื่อนำมาใช้กับธุรกิจครอบครัวของตน เพียงแต่ชีวิตนี้กลับจบลงโดยที่เขาเองก็ไม่รู้สาเหตุ

ในอีกชีวิตหนึ่งเขาอาศัยอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความลึกลับและการบำเพ็ญเพียรของผู้วิเศษ การบริหารธุรกิจและวิชาการมากมายที่ร่ำเรียนมานั้นล้วนไม่มีโอกาสได้ใช้เพราะโลกแห่งนี้พึ่งความแข็งแกร่ง หากอ่อนแอก็เป็นได้เพียงแค่เหยื่อ ถ้าหากแข็งแกร่งเขาจะกลายเป็นผู้ล่าที่มีชีวิตยืนยาว ถึงอย่างนั้นชีวิตของเขาก็จบลงหลังจากใช้ชีวิตเกือบจะครบหนึ่งพันปี

ชายอ่อนเพลียที่รู้ว่าชีวิตนี้ที่ได้มาเหมือนชีวิตที่ 2 เพราะไม่ต้องเริ่มต้นในช่วงทารกเขาจึงสำรวจตนเองหลังจากยืนยันว่าตนเองอยู่ในสุสาน

มือทั้งสองข้างถูกสำรวจพบว่าผิวแห้งเหี่ยวยังคงเต่งตึงราวกับวัยหนุ่ม เมื่อสัมผัสใบหน้าพบว่าความเหี่ยวย่นหายไปเหลือไว้เพียงผิวเรียบเนียนไม่ต่างจากผู้หญิง หลังจากมองไปยังท่อนล่างเขาก็พบว่าน้องชายที่อยู่หว่างขายังคงอยู่จึงรู้สึกโล่งที่ตนเองไม่ได้เปลี่ยนเพศไป ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่าการมองเห็นน้องชายของตนได้ง่ายดายร่างกายจะต้องเปลือยเปล่า เขาจึงรีบกระโจนลงไปในหลุมศพกลัวว่าจะมีคนเข้ามาพบเห็นตนเอง

หลังจากกลับลงมาในหลุมอีกครั้งชายอ่อนเพลียก็พบเข้ากับเอกสารหลายอย่างถูกเก็บเอาไว้ในซองพลาสติกอย่างดี พวกมันสามารถอยู่ได้อีกหลายร้อยปีภายใต้ดินที่เต็มไปด้วยความชื้น

เมื่อรู้ว่าเอกสารเหล่านี้อาจจะบอกตัวตนของเขาได้ว่าเป็นใคร เขาจึงใช้สองมือเปิดอ่านเอกสารแต่ละแผ่น ทันทีที่เขาเปิดเอกสารเพื่อดูหน้าแรก ดวงตาก็เริ่มเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงเมื่อพบว่าเอกสารมีรูปใบหน้าของตนในชีวิตที่ 1 ปรากฎอยู่ นอกจากนั้นเขายังมีชื่อและวันเดือนปีเกิดเหมือนกัน กรุ๊ปเลือดรวมไปถึงข้อมูลทุกๆอย่างที่อยู่ภายในความทรงจำล้วนตรงกับเอกสารทั้งหมด

“ ฉันกลับมายังชีวิตที่ 1 อีกงั้นเหรอ ”

ชีวิตที่ 1 จบลงโดยที่เขาไม่รู้เช่นกันว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับตนเอง เขารู้เพียงแค่ว่าช่วงชีวิตที่ 2 ตนเองปรากฎตัวอยู่ภายในป่าข้างหมู่บ้านแห่งหนึ่งของทวีปที่มีผู้บำเพ็ญเพียรน้อยนิด เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับความอัศจรรย์จนผลักดันตนเองให้กลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสูงสุดเพื่อมีชีวิตยืนยาว

หลังจากรู้แล้วว่าตนเองกลับมาในช่วงชีวิตแรกเพื่อพบกับโลกที่เต็มไปด้วยธุรกิจและวิชาการ ไม่มีสัตว์ขี่แปลกประหลาด ไม่มีวิญญาณอาฆาต ไม่มีการเข่นฆ่าด้วยพลังปราณ เขาจึงถอนหายใจออกมาเบาๆเมื่อต้องกลับมาอยู่ในโลกที่ต้องใช้สมองมากกว่าใช้พละกำลังของตนเอง

ถึงอย่างนั้นเขากลับยังไม่รู้ว่าตนเองหายไปกี่ปี ธุรกิจของครอบครัวที่เป็นหนึ่งใน 10 ของธุรกิจใหญ่ระดับประเทศอาจไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว

หลังจากพลิกเอกสารทั้งหมดเขาก็พบว่าทุกอย่างเป็นเอกสารประจำตัวของตน หนังสือเดินทาง บัตรประจำตัวประชาชน หรือแม้แต่ใบเกิดทุกอย่างอยู่ที่นี่ทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีโฉนดที่ดินมรดกของตนพร้อมที่ดินอีกร้อยไร่ ชายอ่อนเพลียที่เห็นว่าตนเองควรจะกลับบ้านเป็นอันดับแรกเขาจึงมองไปยังด้านข้างกองเอกสารพบว่ามีเสื้อผ้าที่ถูกพับเก็บเอาไว้ในห่อพลาสติกกันชื้นมากมายจึงฉีกถุงแล้วนำมาสวมใส่ หากเขาเดินทางกลับบ้านด้วยสภาพเปลือยเปล่าคงถูกจับตัวก่อน

“ ต่อจากนี้ฉันจะต้องกลับมาใช้ชื่อ รีฟส์ งั้นสินะ”

รีฟส์มองไปยังกระเป๋าสะพายใบใหญ่ข้างกองเสื้อผ้า เขาจึงใช้มันเก็บทุกอย่างลงไปในกระเป๋าจากนั้นจึงเริ่มปีนออกมาจากหลุมฝังศพอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อขึ้นมาด้านบนเขาจึงมองไปยังป้ายหลุมศพของตนเพื่อดูว่าชื่อถูกเขียนให้ใคร เพียงแต่ว่าป้ายกลับหักครึ่งไม่รู้เลยว่าส่วนบนที่มีชื่อติดอยู่เป็นของใคร เขาจึงลงมือฝังหลุมศพง่ายๆเพราะไม่ต้องการให้ใครรู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างปีนป่ายขึ้นมาด้านบน

หลังจากใช้เวลาสักพักฝังกลบหลุมศพ รีฟส์จึงเดินมุ่งตรงไปยังประตูทางออกของสุสานพลางใช้สายตาสอดส่องมองดูถนนที่ไม่มีผู้คนสัญจรไปมา จนกระทั่งสายตามองไปตามทิศทางที่ถนนทอดยาวออกไปเขาก็พบเมืองใหญ่จึงรู้ได้ว่าสุสานแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองไปไกลมากหากต้องการเดินทางกลับเข้าไปในเมืองเขาจะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ด้วยสภาพร่างกายในตอนนี้คงไม่พร้อมเดินทางไกล

ทันใดนั้นบนถนนห่างไปไกลก็ได้มีรถคันหนึ่งวิ่งมาช้าๆด้วยความเร็วคงที่ รีฟส์จึงหันมองป้ายทางเข้าสุสานจากนั้นก็นั่งข้างประตูหวังขอติดรถเข้าไปในเมืองหลังจากที่ผู้คนบนรถไหว้หลุมศพเสร็จแล้ว

3 บ้าน

“ พ่อหนุ่ม ลุงมาได้แค่นี้หากเดินต่ออีกนิดจะมีรถโดยสารฟรีวิ่งทั่วเมือง ขอให้แกโชคดี ”

“ ขอบคุณครับลุง ขอให้ลุงโชคดีเช่นกันครับ ”

รีฟส์โบกมือลาลุงขับรถกระบะด้วยรอยยิ้ม นับเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปีที่เขายิ้มได้อย่างมีความสุขกับน้ำใจที่ผู้คนมอบให้โดยไม่หวังผลตอบแทน หลังจากที่รถกระบะวิ่งจากไปเขาก็เริ่มเดินไปยังป้ายรถประจำทางที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนักพลางมองจ้องทุกอย่างสองข้างทางด้วยความรู้สึกคุ้นเคย

จากการพูดคุยกับลุงขับกระบะทำให้เขารู้ว่าตนเองหายไปเพียง 5 ปีเท่านั้น รวมแล้วเขาในตอนนี้อายุเพียง 25 ปี ไม่นับว่าเด็กเกินไปหรือแก่จนเกินไป ทันใดนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความหิวที่กำลังเขย่าร่างกาย ทุกก้าวย่างล้วนมีรายชื่ออาหารมากมายที่อยากลิ้มลองผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด

การใช้ชีวิตในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร ในช่วงแรกเขาใช้ชีวิตไม่ต่างจากผู้คนธรรมดา แต่หลังจาก 50 ปีผ่านไปเขาไม่จำเป็นต้องดื่มและกินอาหารอีกต่อไป เพียงหยดน้ำค้าง 1 หยดทำให้เขาใช้ชีวิตได้นับปี ในตอนนี้เขาที่กลับมาเป็นคนปกติจึงไม่แปลกที่จะรู้สึกหิว

“ หวังว่าจะเข้าบ้านได้นะ ”

รถประจำทางสีเหลืองวิ่งเข้ามาจอดริมฟุตบาท รีฟส์จึงรีบก้าวเดินขึ้นไปด้วยความเร็วไวแล้วมองหาที่นั่ง ในระหว่างนี้เขาก็มองจ้องสำรวจท่าทางของผู้คนรอบข้างที่ก้มหน้าก้มตาอยู่กับโทรศัพท์ เมื่อเห็นว่าโทรศัพท์หลังจากเขาหายไปพัฒนาจนไม่มีปุ่มกดเขาก็เริ่มรู้สึกทึ่งกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

ในขณะมองสำรวจผู้คนบนรถโดยสารด้วยสายตาใคร่รู้จนเวลาเลยผ่านมาหลายนาทีรีฟส์จำเป็นต้องหยุดเพราะตอนนี้เขาจำเป็นต้องเปลี่ยนไปขึ้นรถอีกสายเพื่อไปให้ถึงบ้าน

โดยบ้านที่ทางครอบครัวของเขาซื้อไว้มีหลายหลัง เพียงแต่ว่ามีหลังเดียวเท่านั้นที่พวกเขาพักอาศัยอยู่ด้วยกัน บ้านหลังนั้นตั้งอยู่ชานเมืองห่างไกลความวุ่นวาย ถึงแม้ระยะทางจากบริษัทและบ้านจะไกลกันหลายสิบกิโลเมตรพวกเขากลับย่นระยะเวลาในการเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ประจำตัวจึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับรถติดภายในเมือง

หลังจากขึ้นรถอีกสายจนมาถึงสถานีที่ใกล้บ้านมากที่สุด รีฟส์จึงก้าวเดินด้วยความหวังมุ่งหน้ากลับบ้านพลางนึกในใจถึงสีหน้าของผู้คนภายในบ้านที่จะแสดงออกมา หลังจากพบเขาอีกครั้ง

ในระหว่างก้าวเดินท้องของเขาก็ยิ่งร้องจนเสียงดัง ด้วยความรู้สึกยินดีที่จะได้พบครอบครัวอีกครั้งรีฟส์จึงเมินมันไปครู่หนึ่งแล้วหันไปสนใจการเดินแทน

รั้วบ้านสีขาวขนาดใหญ่สูงสามเมตรปรากฎไกลสุดสายตา ด้านหลังกำแพงมีบ้านหลังใหญ่ตั้งเอาไว้ สภาพของมันไม่ต่างจากตอนที่เขาจากไป เพียงแต่ว่ายิ่งเข้าใกล้เขาก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติกับตัวของบ้าน

สีขาวของกำแพงที่มองจากระยะไกล เมื่อเข้าใกล้เขาก็พบเข้ากับรอยขีดเขียนและสีสเปรย์พ่นทับราวกับว่ากำแพงบ้านของเขาเป็นพื้นที่แสดงฝีมือของเด็กวัยรุ่นไม่เอาถ่าน

บ้านที่อยู่ด้านหลังกำแพงมีสีเขียวจากเถาวัลย์พันเกี่ยวราวกับว่ามันถูกทิ้งร้างเป็นเวลานาน ในความคิดของเขาบ้านของคนรวยไม่สมควรจะตกอยู่ในสภาพนี้

เมื่อมองออกไปรอบๆ เขาก็พบว่าที่แห่งนี้ยังคงเหมือนเมื่อ 5 ปีก่อน แม้บ้านหลายหลังจะมีการต่อเติมแต่ก็ยังคงเหลือเค้าโครงเดิมของพวกมันเอาไว้ ถึงแม้จะมีบ้านหลายหลังปลูกขึ้นมาใหม่ มันกลับยังมีพื้นที่ว่างอีกมากมายให้ผู้คนย้ายออกมาจากเมืองเพื่อจับจองพื้นที่ปลูกบ้านใช้ชีวิตธรรมดาๆห่างจากความวุ่นวายในบั้นปลายชีวิต

[ พื้นที่ส่วนบุคคล ห้ามบุกรุก ]

ป้ายสีแดงขนาดใหญ่ห้อยไว้ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน รีฟส์ที่เดินทางมาถึงประตูทางเข้าจึงมองลอดผ่านลูกกรงประตูเข้าไปดูด้านในจนพบเข้ากับบ้านที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์มากมายพันเกี่ยวราวกับบ้านร้าง ภายในสวนรอบบ้านที่เคยเต็มไปด้วยดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ตอนนี้ถูกแทนด้วยหญ้าสูงท่วมหัวไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้อีก

แต่อย่างน้อยโชคยังเข้าข้างเขาอยู่บ้าง เนื่องจากว่าประตูหน้าต่างที่เห็นถูกลงกลอนไว้อย่างดี จากที่ตาเห็นภายในบ้านจึงไม่ได้รับผลกระทบจากหญ้าและเถาวัลย์ คงมีเพียงฝุ่นเท่านั้นที่ฝังกลบทุกอย่างภายในบ้านให้จมอยู่กับเวลาที่ผ่านมายาวนาน

“ ไปอยู่ที่ไหนกันนะ ”

บ้านที่เคยเต็มไปด้วยเหล่าพ่อบ้านและแม่บ้านเหลือไว้เพียงแค่ความเงียบเหงา น้องสาว พ่อและแม่ล้วนไม่อยู่ เมื่อเห็นว่าตนจำเป็นต้องตามหาทั้งสามคนเป็นลำดับแรกจึงเปิดกระเป๋าสะพายแล้วนำกุญแจออกมาเปิดประตูเข้าไปในบ้าน ก่อนจะออกตามหาครอบครัวเขาจำเป็นต้องวางกระเป๋าด้านหลังลงก่อน

หลังจากเข้ามาในตัวบ้านผ่านกุญแจที่ฝังในหลุมฝังศพ รีฟส์ก็พบว่าภายในบ้านยังคงปกติเหมือนเดิม ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างถูกคลุมเอาไว้ด้วยผ้าสีขาว ไม่มีสิ่งใดถูกยกหามออกไป หากเขาทำความสะอาดก็สามารถกลับมาพักอาศัยได้เช่นเดิม

นับว่าเป็นเรื่องแปลกที่หัวขโมยไม่เข้ามาด้านใน ต่อให้พวกมันจะไม่มีกุญแจ การทุบทำลายกระจกเพื่อเข้ามาด้านในสามารถทำได้โดยง่าย การที่ภายในบ้านยังคงปลอดภัยจึงทำให้เขาเกิดความสงสัยคิดว่าพ่อและแม่อาจจะย้ายไปอยู่บ้านหลังอื่นแล้วทิ้งที่นี่เอาไว้เป็นบ้านในความทรงจำ

เมื่อสำรวจห้องโถงใหญ่ที่ใช้รับแขก รีฟส์จึงเดินไปยังห้องอาหารที่มีโต๊ะตัวใหญ่ถูกคลุมเอาไว้ด้วยผ้าขาว ของตกแต่งทุกอย่างยังอยู่ครบ จานชามที่ถูกทำด้วยเงินยังคงตั้งเรียงรายภายในตู้อย่างเป็นระเบียบ

ห้องที่อยู่ตามทางเดินยังคงปกติไม่มีสิ่งใดหายไป หลังจากขึ้นไปบนชั้นสองเขาก็พบว่าทุกอย่างยังคงเดิมจึงเดินไปยังห้องนอนของตนแล้ววางกระเป๋าสะพาย

“ น้ำและไฟถูกตัดไปแล้ว คงทำได้แค่นอน ถ้างั้นไปหาอะไรกินก่อน ไม่งั้นแย่แน่ๆ ”

รีฟส์สำรวจห้องนอนตนเองเล็กน้อยเพื่อดูว่ามีสิ่งอื่นใดเข้ามาอาศัยอยู่หรือเปล่า งู ตะขาบ สัตว์มีพิษเข้ามาอยู่อาศัยหรือไม่ หลังจากพลิกเตียงนอนและเปิดตู้มากมายเขาก็พบว่าห้องยังคงปกติไม่มีร่องรอยการอาศัยของสิ่งมีชีวิต

แต่แล้วเขาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งวางเอาไว้บนโต๊ะทำงานของตนเอง มันถูกเขียนเอาไว้ด้วยน้ำหมึกสีดำที่ค่อนข้างเลือนรางไปตามการเวลา จากลายมือที่เขียนบนกระดาษทำให้เขารู้ว่าสิ่งนี้เป็นลายมือของน้องสาวจึงใช้เวลาอ่านครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจด้วยความรู้สึกผิดหวัง ไม่นึกว่าความคิดของตนที่บอกว่าพ่อกับแม่ย้ายบ้านจะถูกทำลายลงเร็วขนาดนี้

การสูญเสียเกิดขึ้นกับเขาบ่อยครั้ง ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรมีเพื่อนฝูงและคนรู้ใจตกตายไปมากมายจนรู้สึกชินชาไปกับความสูญเสีย

การสูญเสียพ่อและแม่ที่ไม่ได้เจอกันเกือบพันปีจึงทำให้เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจมากนัก ส่วนมากเขารู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้เจอกันอีกครั้งเพียงเท่านั้น

อย่างไรก็ตามบนกระดาษกลับไม่ได้มีที่อยู่ของน้องสาวเขียนเอาไว้ เธอบอกเพียงแค่ว่าย้ายที่อยู่ใหม่ จากนี้ไปจะไปใช้ชีวิตให้ดีกว่าเดิมเพียงเท่านั้น

[ ถึงพี่ชาย หากพี่กลับมาแล้ว พ่อและแม่ไม่อยู่แล้วนะ พี่สามารถไปเยี่ยมพวกท่านได้ที่สุสานแห่งที่ 1 ส่วนหนูจะไปใช้ชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศ ถ้าพี่ยังมีชีวิตอยู่ขอให้พี่ใช้ชีวิตในแบบที่พี่ต้องการ บ้านหลังนี้จะเป็นของพี่ตลอดไป ส่วนบ้านหลังอื่นๆพ่อและแม่ยกให้หนู หนูจึงคิดจะขายมันเพื่อไปทำธุรกิจของตนเองที่ต่างประเทศ หนูหวังว่าพี่จะเห็นกระดาษแผ่นนี้และหวังอย่างยิ่งว่าพี่จะเห็นมัน สุดท้ายหวังว่าสักวันเราจะได้เจอกันอีก แด่พี่รีฟส์ผู้หายไป ]

รีฟส์อ่านจดหมายอีกหลายครั้งเผื่อตนเองจะเข้าใจเนื้อหาในจดหมายผิด จนกระทั่งเขารู้ว่าพ่อและแม่ของเขาเสียไปแล้วส่วนน้องสาวก็เดินทางไปต่างประเทศ เขาจึงเดินสำรวจห้องของทั้งสามคนก่อนจะเดินออกจากบ้านไปหาอะไรกิน

ประตูห้องนอนของพ่อและแม่ที่อยู่ห่างไปไม่กี่ห้องถูกเปิดอ้าออกเผยให้เห็นห้องนอนที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาว ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน กระดาษโน้ตบนโต๊ะทำงาน เตียงนอนสีขาวหรือจะเป็นตู้เสื้อผ้าที่ทำจากไม้สีน้ำตาลเข้มยังคงอยู่ในสภาพดี

เมื่อเปิดดูภายในตู้ก็พบเสื้อผ้าของพ่อและแม่ถูกพับเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างหายไปจากห้อง ถึงแม้หลายอย่างจะคงเดิมภายในลิ้นชักที่เต็มไปด้วยเอกสารสำคัญกลับไม่มีสิ่งใดอยู่ จากร่องรอยดูเหมือนว่ามันจะถูกแงะเข้าไปด้านในด้วยสว่านดอกใหญ่ รีฟส์จึงคิดว่ามันอาจจะเป็นฝีมือน้องสาวตนเองที่หากุญแจไม่เจอ

หลังจากสำรวจห้องพ่อและแม่เสร็จแล้วเขาจึงเดินไปยังห้องของน้องสาวก่อนจะพบว่าทุกอย่างภายในว่างเปล่า ตู้เสื้อผ้าสีครีมหายไป เตียงที่มีม่านสีขาวราวกับเจ้าหญิงถูกหามออกจากห้อง ภายในห้องนอนของน้องสาวจึงเหลือเพียงห้องสีขาวว่างเปล่าเพียงเท่านั้น

มีหลายอย่างยังคงค้างคาใจ สิ่งที่ทำให้เขาเกิดความสงสัยมากที่สุดคือเรื่องธุรกิจ ในจดหมายของน้องสาวไม่ได้พูดถึงมันเลยสักนิด เขาจึงเกิดความสงสัยว่ามันเกิดสิ่งใดขึ้น หลังจากพ่อและแม่เสียชีวิตทำไมมันถึงไม่ถูกโอนให้กับน้องสาวของเขาที่ยังคงมีชีวิตอยู่

นอกจากนั้นเขายังสงสัยด้วยว่าเหตุใดน้องสาวของเขาจึงต้องขายบ้านที่ซื้อเก็บไว้เพื่อไปเริ่มธุรกิจใหม่ที่ต่างประเทศ ทั้งๆที่ธุรกิจทางบ้านน่าจะมีเงินมากพอให้น้องของเขาสร้างธุระกิจของตนเองขึ้นมาใหม่ การจากไปของน้องสาวยังไม่ระบุประเทศที่จะลงหลักปักฐาน เบอร์ติดต่อต่างๆก็ไม่ถูกทิ้งเอาไว้ยิ่งทำให้เขาเกิดความสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีก

ภายในใจของเขาแอบคิดว่ากระดาษที่วางเอาไว้บนโต๊ะทำงานของตนอาจจะมีเนื้อหาที่ไม่สามารถเขียนลงไปได้ น้องสาวของเขาจึงเลือกใช้วิธีพูดที่ทำให้กระดาษแผ่นนี้วางอยู่บนโต๊ะต่อไปโดยไม่มีใครทำลายจึงทำให้เขาเห็นเพียงแค่เนื้อหาผิวเผินเท่านั้น

เมื่ออ่านจดหมายอีกครั้งแล้วโฟกัสไปยังประโยคที่ว่า หากพี่กลับมาแล้วและแค่พี่ชายที่หายไป รีฟส์จึงรู้ว่าชีวิตที่ 2 ของตนเป็นการพาร่างของเขาเดินทางไปยังโลกผู้บำเพ็ญเพียร หลังจากนึกย้อนกลับไปยังหลุมฝังศพ เสื้อผ้ามากมายและเอกสารที่ถูกใส่เอาไว้ในโลงศพตอกย้ำให้รู้ว่ามันเป็นหลุมฝังศพสิ่งของที่ใช้แทนร่างของเขาเท่านั้น

“ถ้าพี่ยังมีชีวิตอยู่ขอให้พี่ใช้ชีวิตในแบบที่พี่ต้องการ เหอะๆ แล้วฉันจะทำอะไรดีล่ะ”

รีฟส์เดินกลับไปยังห้องของตน จากเดิมคิดว่าจะเดินทางออกไปหาอะไรสักอย่างลงท้อง แม้เขาจะมีบัตร ATM เขากลับไม่มั่นใจว่ามันจะมีเงินเก็บอยู่ภายในนั้นจึงต้องเดินกลับห้องเพื่อหาเงินที่ซ่อนเอาไว้ก่อน ในระหว่างหาเงินที่ซ่อนตามจุดต่างๆเขาก็เริ่มวางแผนชีวิตว่าจะทำสิ่งใดเพื่อไม่ให้ชีวิตนี้ค้างคา

สิ่งแรกที่เขาจำเป็นต้องทำเลยก็คือการตามหาน้องสาวเพื่อขอให้เล่ารายละเอียดหลายๆอย่าง ธุรกิจของทางบ้านเป็นอย่างไร พ่อและแม่ตายด้วยสาเหตุใด หลังจากได้รู้เรื่องทุกอย่างแล้วเขาค่อยวางแผนใหม่อีกทีว่าจะหาเลี้ยงตนเองอย่างไรในชีวิตนี้ อย่างน้อยเขาควรจะลองมีครอบครัวของตนเองในโลกที่เต็มไปด้วยความสงบเช่นนี้ดู

“ โลกที่สงบสุขงั้นเหรอ หวังว่ามันจะสงบนะ ”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...