โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สงขลา ด.ช.วัย 9 ขวบไข้เลือดออกเสียชีวิต แม่อึ้งคำพูด ให้ชักเกร็ง ตาเหลือก จึงค่อยมาฉุกเฉิน

77kaoded

เผยแพร่ 12 ม.ค. 2568 เวลา 11.16 น. • 77 ข่าวเด็ด

สงขลา-สะเดา สลด เด็กชายวัย 9 ขวบ เสียชีวิตหลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ได้เพียง 2 วัน โดยถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ด้วยอาการวิกฤต ไตวาย น้ำท่วมปอด แม่เด็กบอกเสียใจมาก หากตอนแรกหมอใส่ใจสักนิดลูกคงไม่ถึงขั้นเสียชีวิต โร่แจ้งความหาความเป็นธรรม

12 มกราคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ว่าเกิดเหตุมีลูกชายของเพื่อนเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ใน อ.สะเดา ด้วยอาการมีไข้สูง หลังจากจ่ายยาก็ให้คนป่วยกลับบ้าน แต่อาการไม่ดีขึ้น ก็กลับไปที่โรงพยาบาลอีก สุดท้ายถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลหาดใหญ่ และเด็กได้เสียชีวิตลง ทางแม่และญาติๆมองว่าทางโรงพยาบาลต้นทาง ขาดความใส่ใจต่อคนป่วยจึงทำให้เกิดเหตุเศร้าขึ้น

น้องเจมส์ วัย 9 ขวบ

โดยผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับ นางสาวเจนจิรา เส็นเจริญ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18 เทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา เปิดเผยเหตุการณ์ว่า ลูกชายของตนเองคือ ด.ช.เจมส์ ( ชื่อเล่น ) อายุ 9 ขวบ ช่วงวันที่ 5 มกราคม มีอาการไข้สูง เวลาประมาณ 18.00 น.จึงได้พาลูกไปพบแพทย์ที่แผนกฉุกเฉิน ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน อ.สะเดา พร้อมกับแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าลูกชายมีความเสี่ยง ที่จะเป็นโรคไข้เลือดออกเนื่องจากมีเพื่อนในชั้นเรียนชั้น ป.3 มีเด็กเป็นโรคนี้อยู่เจ้าหน้าที่ก็ได้ตรวจอาการเบื้องต้น และได้จ่ายยาพาราเซตามอล เกลือแร่ และกลีเซอริลกวัวโคเลท ก่อนให้กลับไปรักาตัวที่บ้าน โดยนัดเจาะเลือดในวันที่ 6 มกราคม 68 ก่อนเวลา 08.30 น.

ต่อมาเวลาประมาณ 12.00 น.หลังจากที่ลูกได้รับการเจาะเลือดแล้ว แพทย์ก็แจ้งว่าผลเลือดปกติ และน้ำในเลือดก็ปกติ โดยขณะนั้นลูกได้มีอาการไข้ขึ้นสูง ก็มีพยาบาลนำตัวลูกไปทำการเช็ดตัวเพื่อลดไข้ หลังจากฟังผลเลือดเสร็จก็ได้รับยา พาราเซตามอล เกลือแร่ และกลับไปรักษาตัวที่บ้าน ซึ่งหลังจากกลับมาอาการก็ไม่ดีขึ้น มีอาการไข้สูงและอ่อนเพลีย และมีอาการเพ้อกลืนอาหารไม่ลงในวันที่ 7 มกราคม

วันที่ 8 มกราคม เวลาประมาณ 16.00 น.ลูกมีอาการอ่อนเพลีย ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงพาไปที่คลีนิคแห่งหนึ่งใกล้ๆบ้าน ซึ่งระหว่างนั้นลุกมีอาการชักเกร็ง จึงได้รีบพาลูกไปยังห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเดิมอีกครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลมาตรวจเบื้องต้น และแจ้งว่าลูกไม่มีไข้ ความดันปกติ ปอดโล่ง อาการที่พบคืออ่อนเพลีย อาจจะได้รับผลกระทบมาจากอาการไข้ก่อนหน้านี้ ตนเองจึงได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า ก่อนที่จะมาโรงพยาบาลลูกมีอาการชักเกร็ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตอบกลับมาว่าให้ลูกมีอาการชักเกร็ง หมดสติ ตาเหลือก ถึงจะมาห้องฉุกเฉิน ตนเองจึงบอกว่าขอให้ลูกรับน้ำเกลือที่โรงพยาบาลได้หรือไม่ เนื่องจากลูกมีอาการอ่อนเพลีย

แต่ได้รับคำตอบว่าให้ลูกกลับไปทานน้ำเกลือแร่ที่บ้าน เนื่องจากน้ำเกลือไม่ได้ช่วยให้หายจากอาการไข้ ตนเองจึงได้พาลูกกลับบ้านในเวลาประมาณ 20.00 น.

ต่อมาวันที่ 9 มกราคม ลูกมีอาการอ่อนเพลีย ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เช่นเดิม เวลาประมาณ 17.00 น.จึงพาลูกไปที่คลีนิคแห่งหนึ่งหลังจากทำการตรวจทางคลีนิคได้ทำหนังสือขอส่งตัวลูกไปตรวจอาการที่โรงพยาบาลเดิม

โดยเจ้าหน้าที่ได้นำลูกเข้าห้องฉุกเฉิน ซึ่งแพทย์แจ้งว่าลูก น้ำตาลต่ำ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อพยุงชีวิต และทางโรงพยาบาลบอกว่าจะต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เนื่องจากคาดว่าจะติดเชื้อในกระแสเลือด และส่งตัวถึงห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลหาดใหญ่ในเวลาประมาณ 20.30 น.และไปรักษาตัวต่อที่ห้องผู้ป่วยหนัก โดยแพทย์บอกว่าลูกมีอาการตับพัง ไตวาย น้ำท่วมปอด ต้องใช้ยานอกด่วน

ต่อมาวันที่ 10 มกราคม เวลาประมาณ 03.00 น.แพทย์ได้แจ้งว่าลูกมีเลือดออกในช่องท้องต้องใช้ยาด่วน และแพทย์แจ้งว่าลูกตอบสนองกับยาได้ดีแต่ต้องใช้ยาสลบ ซึ่งอยู่ในช่วงวิกฤตหนักโดยตนเองรออยู่หน้าห้องผู้ป่วยวิกฤตโดยตลอด

จนกระทั่งวันที่ 11 มกราคม เวลาประมาณ 08.00 น.แพทย์ได้บอกว่าชีพจรของลูกตก กำลังที่จะกู้ชีพ ต่อมาเวลาประมาณ 11.00 น.แพทย์บอกว่าให้ตนเองเข้าไปอยู่กับลูกเนื่องจากอาการไม่ดีขึ้น รูม่านตาไม่รับแสง ต่อมาเวลาประมาณ 13.16 น้องก็เสียชีวิต

“ถ้าเค้าดูแลให้มากกว่านี้อีกนิดลูกคงไม่เสียชีวิต โดยสาเหตุการเสียชีวิตทางโรงพยาบาลหาดใหญ่แจ้งว่าลูกเป็นไข้เลือดออกอย่างรุนแรง แต่ทางโรงพยาบาลในพื้นที่บอกว่าไม่มีเชื้อแต่แจ้งว่าน้องอาจติดเชื้อกระแสเลือดเท่านั้น มันสวนทางกัน”

ที่แจ้งความในวันนี้ก็ขอให้ใส่ใจนิดนึง ดูแลนิดนึง ว่าเหมือนคุณแม่ 5 วันไป 7 ครั้งมันก็ไม่ใช่ เราพยายามรักษาลูกทุกขั้นตอน รู้สึกว่าอาจจะเป็นแค่บุคคลเดียวที่ทำให้โรงพยาบาลดูไม่ดี ไม่ได้เหมารวมทั้งโรงพยาบาล แต่หากใส่ใจสักนิดอาจจะดีกว่านี้ค่ะ หากวันนั้นให้น้ำเกลือน้องหรือดูอาการน้อง คิดว่าน้องคงไม่แย่ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น

ทางด้านน้าชายของเด็ก ( สงวนชื่อและนามสกุล ) บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ทางครอบครัวเราติดใจถึงกระบวนการการรักษา คือเราไม่ได้ปล่อยปละละเลยในอาการไข้ของน้อง มีการสังเกตุอาการและติดตามอาการตลอด อีกอย่างการเข้าไปในสถานพยาบาลทางแม่ของน้องก็ได้แจ้งแล้วว่าน้องสัมผัสเสี่ยงในกลุ่มโรคที่เฝ้าระวัง ของการระบาดในพื้นที่

เพราะฉะนั้นหากเจ้าหน้าที่รับฟังข้อมูลตรงนี้ ซึ่งต้องแจ้งสาธารณสุขอยู่แล้วตามหลักการ แต่ถามว่าทำไมคุณถึงเพิกเฉยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำไมไม่รับน้องแอดมิทตั้งแต่แรก ทั้งๆที่เราแจ้งแล้วว่าน้องมีอาการเพลีย มีอาการชักเกร็ง แต่ทางเจ้าหน้าที่กลับยืนยันว่าน้องไม่มีอะไร ซึ่งญาติติดใจอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าผลการตรวจเลือดต้องมีอะไร ที่สามารถวินิจฉัยในเบื้องต้นได้ แต่นี่เป็นการปล่อยปละละเลย เป็นการปฎิเสธการรักษา

เราต้องการให้สถานพยาบาลปรับปรุงแก้ไข การทำงานและจรรยาบรรณวิชาชีพ ในการที่จะสื่อสารกับผู้ป่วย เพราะพ่อแม่ยามลูกไม่สบายจิตใจก็ไม่ดีอยู่แล้ว อย่างคำพูดที่ว่าหากไม่ชักตาเหลือก ไม่ต้องมาโรงพยาบาล ผมเชื่อว่าในทุกๆอาชีพต้องมีจรรยาบรรณ ก่อนที่คุณจะมีใบประกอบวิชาชีพ

เพราะฉะนั้นจรรยาบรรณข้อนี้ของคุณอาจตกหล่น ก็ขอให้ผู้ใหญ่ในทางสาธารณสุข ในทางแพทย์สภา หรือ สปสช.หรือหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องลงมาสอบสวนในเรื่องนี้ ไม่ควรปล่อยปละละเลย เพราะเคสของน้องๆได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ที่ยังต้องเข้าไปรักษาตามสิทธิ์ เราไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย น้าชายเด็กบอก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...