“เกาะกูด” เป็นของใคร ไทย or กัมพูชา
“เกาะกูด” เป็นของใคร ไทย or กัมพูชา
MOU 44 หรือ MOU 2544 คือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน
บันทึกความเข้าใจฉบับนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร โดยนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ซึ่งเป็น รมว.ต่างประเทศ ในขณะนั้น ลงนามใน MOU ดังกล่าวกับนายซก อัน รัฐมนตรีอาวุโสและประธานการปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2544
ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำพรรคร่วมรัฐบาลแถลงยืนยันเกาะกูดเป็นของไทย และเอ็มโอยูที่ลงนามเมื่อ 23 ปีที่แล้ว ไม่ได้มีผลทำให้ไทยเสียดินแดนเกาะกูด หลังพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เคลื่อนไหวเปิดประเด็นว่าไทยจะเสียดินแดนเกาะกูด จ.ตราด โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกบันทึกความเข้าใจพื้นที่ทับซ้อนของไหล่ทวีปหรือ "MOU 44" ที่ไทยลงนามร่วมกับกัมพูชาไว้เมื่อปี 2544
โดยหลังจากกัมพูชาประกาศเส้นเขตแดนทางทะเลในปี 2515 ไทยก็ประกาศเส้นของไทยเองเช่นกันในปี 2516 ซึ่งปรากฏในพระบรมราชโองการประกาศเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทยปี 2516 และตามด้วยการประกาศเขตไหล่ทวีปของเวียดนามในปี 2517 ทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนกันซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “พื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน” หรือ OCA ขนาด 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นอ้างสิทธิ์ที่แต่ละประเทศต่างประกาศออกมา ซึ่งอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระบุว่า "พื้นที่ดังกล่าวกว้างใหญ่กว่าพื้นที่ OCA ระหว่างไทยและกัมพูชา 4 เท่า"
แต่ประเด็นสำคัญคือหลายคนสงสัยว่าไทยเสียเกาะกูดให้กัมพูชาหรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้ว อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ยืนยันว่า MOU 44 ไม่ได้ทำให้ไทยเสียเกาะกูด เพราะในตัวสนธิสัญญากรุงสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 ระบุชัดเจนว่า เกาะกูดเป็นของไทย เป็นหลักฐานสำคัญในการยืนยันกรรมสิทธิ์เหนือตัวเกาะ ซึ่งไม่เคยเป็นประเด็นที่เกิดความสงสัย และสนธิสัญญาระบุชัดเจนว่าตัวเกาะ (กูด) เป็นของไทย อีกทั้งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเราก็ใช้อำนาจอธิปไตยเหนือเกาะ 100 เปอร์เซ็นต์
แม้หลายฝ่ายออกมายืนยันว่าเกาะกูดเป็นของไทย แต่หลายคนยังไม่ปักใจ และกังวลว่าไทยจะเสียเกาะกูดให้กัมพูชา เช่นเดียวกับ นายพิชิต ชัยมงคล แกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) ที่บอกว่า ก่อนหน้านี้ นายนพดล ปัทมะ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็เคยออกมายืนยันว่าเราจะไม่เสียเขาพระวิหารให้ใคร แต่ประวัติศาสตร์ก็ทำให้เห็นว่าเราเชื่อใจไม่ได้ อนาคตหากมีการแบ่งปันผลประโยชน์ก่อนก็อาจเป็นข้ออ้างและจุดเริ่มต้นในการที่จะนำมาสู่การเสียดินแดน จึงความห่วงใยว่าจะมีการซ้ำรอยเช่นเดียวกรณีของเขาพระวิหาร