โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ตลาดครีมซอง’ น่าสนใจแค่ไหน? ถึงเติบโตมีมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท

Positioningmag

อัพเดต 20 ม.ค. 2568 เวลา 08.45 น. • เผยแพร่ 20 ม.ค. 2568 เวลา 08.43 น.

หากถามว่า‘ตลาดครีมซอง’ ตอนนี้ร้อนแรงแค่ไหน ? คงหาคำตอบได้ง่าย ๆ แค่ลองเดินเข้าร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven หรือตามร้านค้าความสวยความงามต่าง ๆ เราจะเห็นครีมซองวางจำหน่ายเรียงราย แถมมีสินค้าหลากหลายให้เลือกทั้ง ‘แบรนด์’ และ ‘ประเภทสินค้า’ เรียกได้ว่า มีครีมซองให้เลือกตอบโจทย์‘ตั้งแต่หัวจรดเท้า’
‘สมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย’ ได้ประเมินภาพรวมตลาดความงามของไทยในปี 2567 จะมีมูลค่า 3.40 แสนล้านบาท แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) 46.8%, ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผม (Haircare) 18.3%, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย (Hygiene) 16.3%, ผลิตภัณฑ์ตกแต่งใบหน้า (Makeup) 13.5% และน้ำหอม (Fragrance) 5.1%
สำหรับตลาดครีมซอง ‘ภญ.ปิยวดี สอนสิงห์’ ผู้ก่อตั้งบริษัท โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ KISS หนึ่งในผู้เล่นในตลาดครีมซอง เล่าให้ Positioning ฟังว่า เริ่มต้นมาไม่ถึง 10 ปี และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยแต่ละปีโตไม่ต่ำกว่าตัวเลขสองหลัก โดยผู้บุกเบิกตลาดนี้ ก็คือ กลุ่มอินเตอร์แบรนด์ อาทิ ลอรีอัล, ยูนิลีเวอร์, เมย์เบลรีน ฯลฯ ด้วยการออกผลิตภัณฑ์แบบ ‘ซองฉีก’ ขนาด 2-10 กรัม จำหน่ายในราคา 10-49 บาท เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคตามพื้นที่รอบนอกและต่างจังหวัดที่อาจมีกำลังซื้อไม่มากนักได้ทดลองใช้สินค้า


แล้วอะไรถึงทำให้ตลาดนี้น่าสนใจ?

1. ‘ราคา’ ที่ง่ายต่อการตัดสินใจซื้อ โดยแต่ละแบรนด์จะมีสินค้าในปริมาณ 2- 50 กรัม วางราคาขายไว้ในหลักสิบตั้งแต่ 10-59 บาท ซึ่งเป็นราคาและขนาดที่ควักจ่ายได้แบบง่าย ๆ ช่วยเพิ่มการทดลองสินค้าได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังตอบโจทย์กำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงภาวะเศรษฐกิจไม่ดีได้อีกด้วย
2.‘ความสะดวกสบาย’ ด้วยการเป็นสินค้าในรูปแบบซองและมีขนาดเล็ก ทำให้ผู้บริโภคสามารถพกพาได้อย่างสะดวกสบายไม่ว่าจะไปที่ไหน เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเดินทางด้วยเครื่องบินที่ผู้บริโภคไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณของเหลวที่ถือขึ้นเครื่อง
3.ผู้บริโภคมี Brand loyalty หรือ ความจงรักภักดีต่อแบรนด์น้อยลง ส่งผลให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมเปิดรับและอยากลองใช้แบรนด์ใหม่มากขึ้น ซึ่งด้วยขนาดและราคาของครีมซอง ถือว่า ตอบโจทย์กับพฤติกรรมนี้มาก ๆ คือ ถ้าซื้อมาใช้แล้วชอบ จะ ‘ไปต่อ’ หากลองแล้วไม่ชอบ จะ ‘หยุด’ แบบไม่ต้องเสียดายเงิน
ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยที่เป็นโอกาสดีของแบรนด์ที่ต้องการขยายตลาดและฐานลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เดิมหรือแบรนด์ใหม่ ๆ ทำให้มีหลายแบรนด์เข้ามาช่วงชิงมาร์เก็ตแชร์ในตลาดครีมซองมากมาย
ขณะเดียวกันก็มีการขยายไลน์สินค้าครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคแบบ ‘ตั้งแต่หัวจรดเท้า’ จากเดิมจะมีแค่กลุ่ม Skincare ตอนนี้ขยายไปยังกลุ่มอื่น ๆ ทั้งกลุ่ม Haircare , Personal care , กลุ่ม Makeup ไม่ว่าจะเป็นมาสคาร่า, รองพื้น, ปกปิดร่องรอย, ลิปสติก ฯลฯ ไปจนถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเท้า


นอกจากนี้ แบรนด์ยังได้มีการพัฒนาแพ็กเกจให้มีฝาปิด เพิ่มความปลอดภัยและสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ รวมถึงมีการเพิ่มอุปกรณ์ในการใช้ ทำให้ครีมซองเป็นที่นิยมมากขึ้น และเป็นตลาดที่มีการเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยมากกว่า Double digit
โดยปัจจุบัน ภญ.ปิยวดี บอกว่า ตลาดครีมซองเฉพาะช่องทางของ 7-Eleven มีมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท แต่หากรวมห้าง ร้านสะดวกซื้ออื่น ๆ ร้านความสวยความงาม เช่น วัตสัน ฯลฯ และร้านโชว์ห่วย ตลาดครีมซองจะมีมูลค่ารวมแล้วกว่า 50,000 ล้านบาท

“ตอนนั้นพวกแบรนด์ใหญ่ใช้เรื่องไซส์ซิ่งแบบซองมาใช้ เพื่อขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มแมส ขายผ่านร้านโชว์ห่วย หรือตามรถขายของที่วิ่งไปตามพื้นที่รอบนอก ตอนหลังแบรนด์ไทยเห็นโอกาสจึงเข้ามา และแนวโน้มจะมีแบรนด์และสินค้าเข้ามาในตลาดครีมซองมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ครีมซองกลายเป็นตลาด Red Ocean ไปแล้ว”

ต้องหาช่องว่างให้เจอ

เมื่อการแข่งขันดุเดือดเป็นน่านน้ำทะเลเลือด จุดชี้ขาดว่า แบรนด์ใดจะรอดบนสนามแข่งขันนี้ จำเป็นต้องจับเทรนด์ของตลาดให้ถูกและทำความเข้าใจความต้องการผู้บริโภคให้ได้ เพราะปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แถมมี Brand loyalty ค่อนข้างต่ำ กล้าลองอะไรใหม่ ๆ และพร้อมสวิตช์แบรนด์ตลอดเวลา
ผู้ก่อตั้ง KISS บอกว่า เมื่อก่อนอินเตอร์แบรนด์อาจได้เปรียบเรื่องชื่อเสียง แต่ตอนนี้แบรนด์ไทยก็ได้รับการยอมรับไม่แพ้กัน และจุดได้เปรียบในความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้ดีกว่า และสามารถออกสินค้าได้เร็วกว่า อย่างอินเตอร์แบรนด์จะใช้เวลา 1-2 ปี ในการออกสินค้าใหม่ เพราะเขาจะลงเฉพาะตลาดที่มั่นใจ ขณะที่แบรนด์ไทยมีความหยืดหยุ่นมากกว่า อย่าง KISS เอง การพัฒนาสินค้าใหม่จะใช้เวลา 3-6 เดือน
แต่ประเด็นสำคัญ ก็คือ ต้องหาช่องว่างของตลาดแล้วนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ให้ได้ อย่างที่ผ่านมาโรจูคิส เป็นผู้บุกเบิกนำเซรั่มเข้ามาในตลาดเมืองไทย และมีการนำเสนอโปรดักท์สำหรับแก้ปัญหารูขุมขนกว้าง จากอดีตแบรนด์ส่วนใหญ่จะนำเสนอโปรดักท์ที่ตอบโจทย์เรื่องริ้วรอยและผิวกระจ่างใสเท่านั้น ทำให้ปัจจุบันโรจูคิส ในประเทศไทยมียอดขายในกลุ่มสกินแคร์เติบโต 3 เท่า โดยสัดส่วนการขายมาจาก Normal size 50% และในรูปแบบซอง 50%

“เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แต่ต้องหาให้เจอ เพราะการแข่งขันดุเดือดมาก และผู้บริโภคพร้อมเปลี่ยนใจตลอดเวลา ถือเป็นความท้าทายของแบรนด์ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะในตลาดครีมซอง หลายธุรกิจก็เจอเหมือนกัน”


ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...