โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

มอ.เจ๋ง ชู 5 นวตักรรมธนาคารเลือด เพิ่มศักยภาพจัดการโลหิตเพื่อผู้ป่วย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 29 มี.ค. 2565 เวลา 08.43 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. 2565 เวลา 08.43 น.

มอ.เจ๋ง ชู 5 นวตักรรมธนาคารเลือด เพิ่มศักยภาพจัดการโลหิตเพื่อผู้ป่วย

เมื่อเร็วๆนี้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ได้เปิดเผยเทคโนโลยี 5 นวัตกรรม ที่เพิ่มศักยภาพการทำงาน จัดเตรียม ส่งต่อเลือดไปยังผู้ป่วย และจัดการสต็อกเลือดในคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ผศ.นพ.คณุตม์ จารุธรรมโสภณ หัวหน้าหน่วยคลังเลือด และเวชศาสตร์บริการโลหิต สาขาวิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) กล่าวว่า หน่วยงานธนาคารเลือดเป็นหน่วยงานหนึ่งที่อยู่ภายใต้การดูแลของสาขาวิชาพยาธิวิทยา โรงพยาบาล (รพ.) สงขลานครินทร์ โดยมีหน้าที่รับบริจาคเลือดทั้งจากในและนอก รพ.นำมาเตรียมส่วนประกอบเลือดชนิดต่างๆ โดยทำการตรวจคัดกรองและทดสอบความเข้ากันได้กับผู้ป่วยตามมาตรฐานของสภากาชาดไทย เพื่อให้แพทย์สามารถใช้ในการรักษาคนไข้ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผศ.นพ.คณุตม์ กล่าวว่า ภารกิจดังกล่าว สอดคล้องกับความต้องการในการใช้บริการงานธนาคารเลือดที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ตามปริมาณคนไข้ที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน จนทำให้อาจเกิดปัญหาความล่าช้าในการจัดเตรียมผลิตภัณฑ์เลือด ปัญหาการจัดการงานที่มีปริมาณมากที่อาจส่งผลต่อคุณภาพในการนำเลือดไปใช้ ตลอดจนปัญหาการเกิดภาวะขาดแคลนเลือดในการรับบริจาค หรือไม่สามารถหาเลือดชนิดที่หายากมาให้ได้ ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลต่อการรักษาของผู้ป่วยทำให้ต้องรอเลือดเป็นเวลานาน หรือในบางกรณีอาจเกิดภาวะเลือดล้นทำให้ไม่สามารถใช้เลือดได้ทันวันหมดอายุ เป็นต้น จึงมีความพยายามยามนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการและพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริกาจัดเตรียมผลิตภัณฑ์เลือดและจัดการสต็อก

“เรามีการพัฒนาตั้งแต่การจัดหาเลือด การคัดกรองเลือด ขั้นตอนการเตรียมเลือด และขั้นตอนการนำเลือดไปใช้กับผู้ป่วย โดยมีการใช้นวัตกรรม ดังนี้ 1.โปรแกรมเก็บข้อมูล Minor blood group 2.ระบบห้องปฏิบัติการอัตโนมัติ (Total Lab Automation) ในการตรวจคัดกรองโรคติดชื้อของเลือด ทั้งการตรวจภูมิคุ้มกัน และแอนติเจนในเลือด (serology) และการตรวจสารพันธุกรรม ของตัวเชื้อไวรัส (NAT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพ และความปลอดภัยในการเตรียมเลือด พร้อมทั้งลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ 3.กระติกขนส่งเลือดอัจฉริยะเพื่อการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์เลือดขณะขนส่งให้สอดคล้องตามข้อกำหนดในระบบคุณภาพ และความปลอดภัยของผู้ป่วย 4.การทำนายการใช้เกล็ดเลือดด้วย Machine Learning และ 5.การจัดการสต็อกด้วยระบบ AI” ผศ.นพ.คณุตม์ กล่าว

ด้าน นายวรากร เพชรเกลี้ยง หัวหน้างานคลังเลือดและเวชศาสตร์บริการโลหิต สาขาวิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มอ. กล่าวว่า สำหรับนวัตกรรมต่างๆ เช่น โปรแกรมเก็บข้อมูล Minor blood group ระบบหมู่เลือดรอง ซึ่งต้องใช้น้ำยาพิเศษในการตรวจบางชนิดแพงมาก และเพิ่มขั้นตอนการทำงาน ซึ่งเดิมหลาย รพ.ต้องขอจากสภากาชาดไทย แต่สำหรับหน่วยคลังเลือด รพ.สงขลานครินทร์ มีการตรวจหมู่เลือดรองที่สำคัญให้กับผู้บริจาคประจำตั้งแต่ 10 ครั้งขึ้นไป โดยเก็บข้อมูลไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อผู้บริจาคไปบริจาคในครั้งถัดไป สามารถทราบหมู่เลือดรองได้ทันที ทำให้มีเลือดเพียงพอให้ผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและลดค่าใช้จ่ายให้ รพ.ได้

“ระบบสืบค้นหมู่เลือดรองที่ทางหน่วยจัดทำขึ้น สามารถแบ่งปันให้ รพ.อื่น ใช้แพลตฟอร์มเดียวกันได้ เพื่อใช้สืบค้นหมู่เลือดรองของผู้บริจาคโดยที่ไม่ต้องตรวจซ้ำ ลดระยะเวลาการรอคอยในกรณีที่ผู้ป่วยต้องรับหมู่เลือดพิเศษ ช่วยลดค่าใช้จ่าย และขั้นตอนในการทดสอบซ้ำได้ มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลด้วยระบบล็อกอิน ที่เข้าถึงได้เฉพาะเจ้าหน้าที่คลังเลือดและผู้บริจาครายนั้น เพื่อตรวจสอบข้อมูลตนเองเท่านั้น จึงอยากเชิญชวนหน่วยคลังเลือดอื่นๆ ร่วมกันแชร์ข้อมูลระบบหมู่เลือดรองในแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อขยายฐานข้อมูลผู้บริจาคในเขต ซึ่งปัจจุบันมีฐานข้อมูลผู้บริจาคอยู่ประมาณ 30,000 ราย และมี รพ.ข้างเคียงร่วมใช้โปรแกรมนี้แล้ว” นายวรากร กล่าว

หัวหน้าคลังเลือดฯ กล่าวว่า นอกจากนั้น ยังมีการนำระบบ Machine learning ทำนายการใช้เกล็ดเลือด เพื่อประมวลผลข้อมูลการใช้เกล็ดเลือดในอดีตมาวางแผน และดูแนวโน้มการใช้เกล็ดเลือดของผู้ป่วยแต่ละราย เนื่องจากเกล็ดเลือดมีอายุเพียงแค่ 5 วันเท่านั้น ที่ผ่านมา จึงต้องทิ้งเกล็ดเลือดที่หมดอายุเป็นจำนวนมาก ระบบ Machine learning จึงเป็นประโยชน์มากในการช่วยวิเคราะห์ ทำให้สามารถสำรองเกล็ดเลือดได้เหมาะสมกับการใช้จริง และยังช่วยลดต้นทุนจากการทิ้งลงได้กว่าร้อยละ 50

“สำหรับนวัตกรรมกระติกขนส่งเลือดอัจฉริยะ ยังถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการควบคุมการขนส่งโลหิต เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ควบคุมอุณหภูมิที่มีขายอยู่ในตลาด ไม่ตอบโจทย์การควบคุมคุณภาพตามที่หน่วยงานต้องการ จึงพัฒนากระติกขนส่งเลือดอัจฉริยะขึ้นมาเอง ซึ่งนอกจากจะควบคุมอุณภูมิได้แล้วยังสามารถตรวจสอบข้อมูลอุณหภูมิย้อนหลังโดยแสดงเป็นกราฟ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพิจารณาได้ง่ายว่าอุณหภูมิอยู่ในช่วงที่กำหนดหรือไม่ และพิจารณารับโลหิตที่ขนส่งอยู่ในอุณภูมิที่กำหนดเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ป้องกันอาการไม่พึงประสงค์จากการรับโลหิตที่เก็บในอุณหภูมิไม่เหมาะสม และยังสามารถส่งข้อมูลผ่านระบบ Wi-Fi ได้ ทำให้สามารถติดตาม และตรวจสอบสถานะของกระติกทั้งหมดได้ จนได้รับรางวัล ถึง 2 รางวัล คือ เหรียญทองแดง จาก Thailand Kaizen award ปี 2563 และรางวัลแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศระดับเหรียญทอง จากงานเวทีคุณภาพ ภายใต้โครงการ เรื่องของเลือด ขาดเหลือ ต้องเกื้อกูล และ มอ. และยังได้ไปนำเสนอผลงานในงานประชุม Thailand Quality Conference ปี 2564 อีกด้วย” นายวรากร กล่าว

ด้าน ทนพญ.สุวมิล บุญทองขาว นักเทคนิคการแพทย์ชำนาญการ หน่วยคลังเลือดและเวชศาสตร์บริการโลหิต สาขาวิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มอ. กล่าวว่า สำหรับระบบห้องปฏิบัติการอัตโนมัติ หรือ Total lab automation ช่วยแก้ปัญหาในการลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน ตั้งแต่ขั้นตอน การเตรียมตัวอย่าง และการแบ่งสิ่งส่งตรวจ (Aliquot) เพื่อการตรวจสอบภายหลัง โดยเครื่องจะเตรียมตัวอย่างและเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องตรวจวิเคราะห์ ทั้งการตรวจภูมิคุ้มกัน และแอนติเจนในเลือด (serology) และการตรวจสารพันธุกรรมของตัวเชื้อไวรัส (NAT) เข้าด้วยกัน เป็นระบบเดียวรวมถึงการเชื่อมต่อกับระบบ LIS ของโรงพยาบาล เพื่อลดการทำงานแบบ manual และ human error ทำให้ห้องปฏิบัติการ สามารถใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“จากเดิมการตรวจคดักรองเลือดเคยใช้เจ้าหน้าที่ 2 คน ก็สามารถลดเหลือ 1 คน ทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยลดการสัมผัสกับสิ่งส่งตรวจอีกทั้งการทำงานด้วย automation จะช่วยบันทึกการทำงานทุกขั้นตอน เพื่อประโยชน์ในการทวนสอบ และปรับปรุงขั้นตอนการทำงานตาม LEAN concept ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพของผลตรวจวิเคราะห์ จากระบบการทำงานของเครื่องตรวจ เช่น การใช้ tip แบบใช้ครั้งเดียวในการดูดตัวอย่างไปวิเคราะห์ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงจากการรายงานผลผิดพลาดที่เกิดจากปัญหาของสิ่งส่งตรวจที่ติดเชื้อ (sample contaminations) ได้ โดยมีระยะเวลาในการตรวจภูมิคุ้มกันและแอนติเจนในเลือด (serology) 18 นาที และความเร็วของเครื่องตรวจสารพันธุกรรมของตัวเชื้อไวรัส (NAT) ที่สามารถรองรับงานได้ 1,440 ตัวอย่างต่อวัน ทำให้ระยะเวลาในการรายงานผลของห้องปฏิบัติการสั้นลง เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้แล้วเสร็จตามเวลาและสามารถแบ่งเวลาไปดูแลงานด้านคุณภาพและอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม” ทนพญ.สุวมิล กล่าว

 

 

 

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...