โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เปิดเคล็ดลับ 4 นักเรียนไทยที่พิชิตทุนอาเซียน-เรียนฟรีมัธยมที่ "สิงคโปร์" (+รีวิวชีวิตหลังติดทุน)

Dek-D.com

อัพเดต 10 พ.ค. 2565 เวลา 12.59 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. 2565 เวลา 08.40 น. • DEK-D.com
ทุนรัฐบาลสิงคโปร์ ASEAN Scholarships ส่งใบสมัครได้ตั้งแต่ 15 มีนาคม - 13 พฤษภาคม 2565

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ช่วงมีนาคมของทุกปีจะเข้าสู่ช่วงเปิดรับสมัครชิงทุนเต็มจำนวน อย่าง ASEAN Scholarship จากกระทรวงศึกษาธิการของประเทศสิงคโปร์ (MOE) เป็นโอกาสให้ได้ไปเรียนต่อโรงเรียนรัฐบาลในประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความทันสมัยและคุณภาพการศึกษาดีติดอันดับโลก แต่แน่นอนว่าศึกนี้ไม่ธรรมดา เพราะการแข่งขันสูงและเป็นระดับภูมิภาค เฉือนกันตั้งแต่ขั้นตอนส่งใบสมัครทุน ตามด้วยด่านสอบข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์

และวันนี้เราจะพาไปคุยกับ 4 รุ่นพี่นักเรียนทุนอาเซียน มาเล่าให้ฟังตั้งแต่การเตรียมตัวและชีวิตในสิงคโปร์หลังติดทุน แม้รายละเอียดแต่ละปีจะแตกต่างกันบ้าง แต่น้องๆ สามารถจดทริคจากรุ่นพี่เพื่อเพิ่มโอกาสติดทุนนี้ได้นะคะ ถ้าพร้อมแล้วมาลุยกันเลยย!

พาไปทำความเข้าใจข้อแตกต่าง

ระบบการศึกษาไทย vs. สิงคโปร์

หลักสูตรสามัญของไทยและสิงคโปร์จะมี “การแบ่งช่วงชั้น” ต่างกัน ถ้าเป็นในไทยเราจะคุ้นเคยกันดีว่ามีระดับมัธยมต้น (ม.1-3) และมัธยมปลาย (ม.4-6) แต่สำหรับประเทศสิงคโปร์จะมีมัธยมเพียง 4 ปี เรียกว่าระดับ Secondary 1-4 (เทียบเท่า ม.1-4 ของไทย) ส่วนอีก 2 ปีการเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย เรียกว่าระดับ Pre-University 1-2 (เทียบเท่า ม.5-6 ของไทย) สรุปความแตกแตกต่างง่ายๆ ในตารางด้านล่างนี้

เทียบช่วงชั้นหลักสูตรสามัญสิงคโปร์ vs. ไทย

(เฉพาะช่วง Sec 1-4 ถึง Pre-U 1-2)ระดับการศึกษาที่สิงคโปร์ (เทียบกับของไทย) รูปแบบ รร.ในสิงคโปร์ วุฒิหลังเรียนจบ หมายเหตุ Secondary 1-4 (เทียบเท่า ม.1-4 ในไทย) Secondary School GCEO-Level หรือ Singapore-Cambridge GCE Ordinary Level นักเรียนทุนต้องสอบ O-Level เพื่อยื่นสมัครเรียนต่อ Junior College (ระดับ Pre-U 1-2) Pre-University 1-2 (เทียบเท่า ม.5-6 ในไทย) Junior College GCE A-Levelหรือ Singapore-Cambridge GCE Advanced Level นักเรียนทุนต้องสอบ A-Level เพื่อยื่นเรียนต่อมหาวิทยาลัยในระบบสิงคโปร์/UK ที่รับวุฒินี้ *ในบทสัมภาษณ์จะมีการใช้คำย่อต่อไปนี้; Secondary = Sec, Pre-University = Pre-U, Junior College = JC

คนในประเทศอาเซียนจะมีสิทธิ์สมัคร ASEAN Scholarship ได้ต่างกัน ถ้ากรณีคนไทยคือสมัครได้แบบใดแบบหนึ่งต่อไปนี้

  • ทุนระดับ Secondary 3 ระยะเวลารับทุน 4 ปี เทียบเท่า ม.3-6 ของไทย
  • ทุนระดับ Pre-University ระยะเวลารับทุน 2 ปี เทียบเท่า ม.5-6 ของไทย

*กำหนดการปี 2022 ส่งใบสมัครได้ตั้งแต่ 15 มีนาคม - 13 พฤษภาคม 2565ศึกษาเงื่อนไขเพิ่มเติมและช่องทางหลักของ ASEAN Scholarship for Thailand

และหลังจากนี้เราจะพาเข้าสู่ช่วง Q&A กับ 4 นักเรียนทุนรุ่น 2011, 2019 และ 2021 (รุ่นล่าสุด) ว่าด้วยเรื่องการกรอกใบสมัคร, การเตรียมสอบ, ความท้าทายเรื่องภาษา, บรรยากาศการเรียน รวมถึงเส้นทางการก้าวจากระดับมัธยมสู่เตรียมมหาวิทยาลัย (ขอขอบคุณเครือข่ายรุ่นพี่นักเรียนทุนอาเซียน @TSnxtgenสำหรับข้อมูลแน่นๆ และยังช่วยประสานให้เรามีโอกาสพูดคุยกับนักเรียนทุนในบทความนี้นะคะ ^^)


Q: So, tell me about yourself…

พี่กฤต:สวัสดีครับ “พี่กฤต-กรกฤต จงเจียมดี” เรียนจบภาคไทยจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ได้ทุนอาเซียนตอนปี 2011 ไปเรียนต่อระดับ Sec 3 จนจบ Pre-U 2 แล้วกลับไทยมาเรียนต่อ ป.ตรี ด้านการตลาด Mahidol University International College ทุกวันนี้พี่ทำงานอยู่ที่ธนาคาร UOB ซึ่งเป็นกลุ่มธนาคารของประเทศสิงคโปร์ครับ

พี่เคนนี่:สวัสดีครับ “เคนนี่-ภัทรภณ วงศ์แจ่มเจริญ” ก่อนมาสิงคโปร์ผมเรียนหลักสูตร English Program (EP) ที่โรงเรียนสาธิตปทุมวัน และได้ทุนอาเซียนปี 2019 ไปเรียนระดับ Sec 3 ส่วนตอนนี้อยู่ช่วงเรียน Pre-U และกำลังเตรียมตัวสมัครเรียน ม.ต่างประเทศครับ

พี่ไอซ์:สวัสดีค่ะ “ไอซ์-ณพิมพ์ กุลฤชากร” มาจากโรงเรียนสาธิตปทุมวัน (EP) ได้ทุนอาเซียนปี 2019 ไปเริ่มเรียน Sec 3 ตอนนี้กำลังเรียน Pre-U ช่วงนี้เริ่มเตรียมสมัครเรียนต่อต่างประเทศเหมือนกันค่ะ

พี่แพท:สวัสดีค่า ชื่อ “แพท-พิชญ์สินี นฤนาทวานิช” มาจากโรงเรียนสาธิตปทุมวัน (EP) เป็นนักเรียนทุนอาเซียนปี 2021 กำลังจะเปิดเทอม 2 ของระดับ Sec 3 ค่ะ *แพทสมัครปีที่เจอโควิด เลยมีบางกระบวนการที่ต่างกับรุ่นพี่ปีก่อนๆ เช่น วิชาที่สอบ, ขั้นตอนสัมภาษณ์, ระยะเวลา, มาตรการกักตัว, คอร์สปรับภาษา ฯลฯ เดี๋ยวแพทจะเล่าเสริมจากพี่ๆ ตอนหลังนะคะ ^^


Q: เริ่มต้นด้วยใบสมัครทุนที่เป็นเหมือน first impression ให้กรรมการรู้จักเรา แต่ละคนใช้โอกาสนี้นำเสนอโพรไฟล์และประสบการณ์อะไรบ้าง?

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไป Apply ในระบบรับสมัครออนไลน์โดยต้อง Register เพื่อสร้างแอ็กเคานต์ก่อนแล้วกรอกข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ *ทีมงานเคยรวบรวม Q&A คำถามยอดฮิตของทุน ASEAN 2019อาจลองเข้าไปศึกษาเป็นไกด์ควบคู่กับการศึกษาระเบียบการของปีล่าสุดได้นะคะ

ประวัติส่วนอื่นน้องๆ น่าจะไม่มีปัญหา แต่เราจะพาไปเจาะลึก 2 Sections ที่เป็นตัวชี้ชะตาสำคัญคือ

  • Outstanding Academic Achievementหรือ ผลงานด้านวิชาการ พวกเกียรติบัตร การประกวดแข่งขัน หรือว่ารางวัลเรียนดี
  • CCAs in School หรือ กิจกรรมนอกห้องเรียน เช่น ชุมนุม ชมรม ดนตรี กีฬา อาสาสมัคร หรือบำเพ็ญประโยชน์ อะไรที่ทำใน 2 ปีนี้กรอกให้ครบ แล้วอย่าลืมบอกระดับด้วย เช่น โรงเรียน (school) อำเภอ (district) จังหวัด (provincial) ระดับประเทศ (national) หรือ นานาชาติ (international) กับตำแหน่งว่าเป็น Leader, President, Member หรืออะไรก็ว่าไป แต่ถ้าไม่มีตำแหน่งจริงๆ ใส่เป็น Participant ก็ได้

พี่กฤต (รุ่น 2011):เขาจะมีกำหนดช่องมาให้เราลิสต์รายชื่อกิจกรรมที่เคยทำเรียงลงมา แนะนำว่าควรเขียนให้เต็มทุกช่อง เพราะสิงคโปร์จะมองหาเด็กที่เก่งและมีความสนใจรอบด้าน (well-rounded) ไหนๆ เขาก็เปิดโอกาสให้เราโชว์ของเต็มที่แล้ว ถ้าใครเคยทำจิตอาสาโรงเรียน แข่งกีฬา เก็บขยะในโอกาสต่างๆ แข่งคอร์สเวิร์ด ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นระดับห้อง โรงเรียน นานาชาติ ฯลฯ ระบุลงไปได้หมด แต่จะยิ่งดีถ้าเป็นตำแหน่ง Leader ของกิจกรรมนั้น เช่น หัวหน้าทีมโตวาที รองหัวหน้าชมรม หรือแม้แต่หัวหน้าหมู่ลูกเสือ ก็หยิบมาพรีเซนต์ได้นะ

พี่เคนนี่ (รุ่น 2019):นอกจากจิตอาสา ส่วนใหญ่ผมจะทำกิจกรรมแนววิชาการด้านวิทย์ เช่น เคยแข่งได้เหรียญเงินจากการแข่งขันคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศระดับประถมศึกษา แต่ตอนมัธยมจะเน้นไปลงโต้วาที (Debate) มากกว่าครับ ส่วนเกรดที่ยื่นตอนสมัครทุนคือ 4.00 // กิจกรรมที่ผมทำตอนอยู่ไทยมีประโยชน์ตอนสมัครเรียน Junior College ด้วย เพราะเราสามารถยื่น Portfolio ความสามารถได้ เดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มเติมตอนหลังนะครับ

พี่ไอซ์ (รุ่น 2019):ส่วนไอซ์ก็จะระบุว่าเคยแข่งกรีฑาโรงเรียน โต้วาที ละครเวที เป็นเชียร์ลีดเดอร์กีฬาสี หรือแข่งประวัติศาสตร์กับภาษาอังกฤษเพชรยอดมงกุฎสมัย ป.6 ส่วนเกรดที่ยื่นสมัครทุนคือ 3.97 ค่ะ

พี่แพท (รุ่น 2021):กรณีแพทคือยื่นคะแนน Cambridge IGCSE ปกติเด็กอินเตอร์จะได้สอบตอน ม.4-5 แล้วได้คะแนนมาเป็นเกรดคล้ายๆ O-Level ค่ะ แต่แพทติวไปสอบ IGSSE 6 วิชาเพราะตั้งใจจะสมัครเรียนต่อต่างประเทศอยู่แล้ว เนื้อหาวิชาวิทย์กับเลขจะเทียบเท่า ม.4 หลักสูตรอินเตอร์ของ Cambridge และวิชาภาษาอังกฤษจะเน้นฟัง-พูด-อ่าน-เขียน สุดท้ายแพทก็สมัครทุนอาเซียนโดยใช้ผลสอบนี้ 3 วิชาคือ English (เกรด A*), International Mathematics (เกรด A), Biology (เกรด A)

ตอนเรียนแพททำกิจกรรมเยอะ เช่น อยู่ชมรม Climate Club (เคยจัด Host Meeting กับนักวิทยาศาสตร์และ NASA), อยู่ชมรมแมกกาซีน และเคยมีผลงานลงแมกกาซีนของโรงเรียน 2 ฉบับ, อยู่ชมรมโต้วาทีตอนเรียน รร.สาธิตปทุมวันฯ หนึ่งในรางวัลที่เคยได้คือชนะเลิศในงาน TWSDO Thailand World Schools Debate Open Competition


Q: เตรียมตัวขอทุนตั้งแต่ตอนไหน?

พี่ไอซ์ (รุ่น 2019):ไอซ์เริ่มสมัครทุนตอน ม.4 เริ่มเตรียมตัวตอน ม.2 ค่ะเตรียมแบบเรื่อยๆ คอยทบทวนและทำข้อสอบ mock รวมแล้วใช้เวลาประมาณปีครึ่ง ถ้าเป็นวิชาภาษาอังกฤษไอซ์อ่านของ SAP Education ส่วนคณิตอ่านของ Shing Lee Publishersแหล่งที่เจอหนังสือเตรียมสอบ Sec 3 ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติค่ะ

พี่เคนนี่ (รุ่น 2019):ผมสมัครทุนตอน ม.3 เริ่มเตรียมตัวตอน ม.2 ใช้เวลาครึ่งปีกว่าๆเตรียมแบบไม่หักโหมแต่ก็ต้องบริหารเวลาให้ดี เพราะเป็นช่วงเวลาที่ต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน วันธรรมดารีบเคลียร์การบ้านที่โรงเรียนให้เสร็จ แล้วใช้เวลาวันเสาร์-อาทิตย์มาเตรียมตัวสอบทุน มีทั้งติวกับพี่กฤตและพี่อ๋อง TSnxtgen กับหาข้อสอบทางออนไลน์มานั่งทำ

จุดที่ต้องเน้นคือเสริมอังกฤษกับคณิตแบบหนักๆ เพราะสองวิชานี้ที่สิงคโปร์ยากมาก ผมคิดว่าข้อสอบทุนระดับ Sec 3 น่าจะใกล้เคียงข้อสอบ Sec 3 ของสิงคโปร์ครับ

พี่กฤต (รุ่น 2011):อาจลองเข้า Google ใช้คำค้นsecondary 3 english exam singapore / book / sap ประมาณนี้ก็ได้นะครับ จะมีเว็บให้ลองไปนั่งทำเยอะอยู่ เพราะเด็กสิงคโปร์ก็พยายามกับทุนนี้เหมือนกัน

พี่แพท (รุ่น 2021):ส่วนแพทจะเตรียมตัวค่อนข้างกระชั้น เพราะเพิ่งมาอ่านหนังสือและติวจริงจังตอนติดเข้าไปเป็นหนึ่งใน 50 shortlisted candidates คนที่เข้ารอบข้อเขียน ซึ่งตรงกับช่วงปิดเทอม ม.2 จนถึงเปิดเทอม ม.3 ช่วงต้นๆ *ปกติรุ่นพี่ปีก่อนๆ จะมีเวลา 1-2 สัปดาห์หลังประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบข้อเขียน แต่รุ่นแพทเว้น 2 เดือน เป็นผลกระทบจากสถานการณ์โควิด

ตอนนั้นแพทได้คำแนะนำและการช่วยเหลือจากรุ่นพี่ในโรงเรียน และติดต่อไปปรึกษาพี่ๆ เพจ TSnxtgen ค่ะ สำคัญคือเราจะได้ Pre-test มาทำฟรีเพื่อให้รู้ระดับตัวเอง และปรึกษาได้แบบไม่มีค่าใช้จ่าย จากนั้นก็เรียนคอร์สวิดีโอ (อันนี้เสียเงิน แต่ราคาไม่แพง)


Q: ชวนคุยข้อสอบวิชา English คิดว่าพาร์ตไหนยากที่สุด?

*ผู้ที่ได้รับคัดเลือกรอบเอกสารเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์สอบข้อเขียน ประกอบด้วยวิชา Mathematics และ English

Paper A

  • Error Identification (10 ข้อ 5 ตัวเลือก)
  • Vocab fill in the blank (15 ข้อ)
  • Preposition fill in the blank (10 -15 ข้อ)
  • Comprehension (2 passages)
  • MCQ + Short-structured questions

Paper B

  • Essay writing 300 คำ 30 นาที (คำศัพท์ระดับยาก)
  • Choose (1 from 2 questions)

*มีแยกเป็นวิชา General Ability วัด Aptitude (48 ข้อ 20 นาที) แต่สองปีที่ผ่านมาไม่มีสอบเนื่องด้วยสถานการณ์โควิด ทำให้ทางสิงคโปร์ต้องการลดเวลาที่เด็กต้องอยู่ในห้องสอบ

พี่กฤต (รุ่น 2011):พวก Vocab กับ Error ตรงตัวเลย แต่ Reading อาจจะท้าทายหน่อย ถ้าจะให้รู้ศัพท์ทั้งหมดใน passages เลยก็คงยาก พี่แนะนำว่าควรฝึกการเดาความหมายจากบริบท ตอนสอบอ่านคำถามดีๆ ว่าเขาต้องการอะไร คิดว่าคำศัพท์น่าจะเป็นระดับ CU-TEP ไม่ถึงขั้น IELTS หรือ SAT

พี่ไอซ์ (รุ่น 2019):ดังนั้นวิธีเช็กว่าเราพร้อมกับการสอบนี้มากแค่ไหน น่าจะเป็นการลองอ่านข่าวภาษาอังกฤษ ถ้าเข้าใจก็เป็นเกจวัดที่ดีว่าเราพอเดาศัพท์จากภาพรวมได้

พี่แพท (รุ่น 2021):พาร์ตที่แพทกังวลคือ Vocab ข้อสอบอาจให้คำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ แล้วให้เราเดาว่าเป็นศัพท์คำไหน ช่วงเตรียมสอบเลยพยายามเพิ่มคลังศัพท์ให้ตัวเองโดยการทำ Flash cards เขียนคำด้านนึง ความหมายด้านนึง แต่ไม่แนะนำให้จำความหมายเป็นภาษาไทย เพราะบางทีก็อธิบายได้ไม่ตรงกับความหมายของคำในภาษาต้นทาง


Q: พาร์ต Essay เราจำเป็นต้องใช้ศัพท์ยากมั้ย มีคำแนะนำอะไรเพิ่มเติมสำหรับน้องๆ บ้าง

พี่แพท (รุ่น 2021):โจทย์จะกำหนดให้เราเลือกทำ 1 จาก 2 ข้อ เราต้องเขียน Essay 250-300 คำภายใน 30 นาที ระยะเวลาสั้นและคาดเดาโจทย์ไม่ได้เลย เพราะแนวกว้างมากกกกเพื่อวัดภาษาและทักษะการวิเคราะห์ของเราค่ะ เช่น 2 ปีก่อนที่แพทสอบ เขาให้อธิบายบ้านในฝัน ส่วนอีกข้อเขากำหนดสถานการณ์สมมติให้เราใช้ไหวพริบและจินตนาการ ส่วนใหญ่จะพลาดเพราะเขียนไม่ทัน เราต้องแพลนในหัวแล้วเขียนไปด้วย ส่วนตัวถนัดอธิบายให้เข้าใจ แต่ไม่ได้เน้นใช้ศัพท์ยากๆ

คำแนะนำ

  • ก่อนสอบแพทฝึกเขียนวันละ 2 essays จากโจทย์ของรุ่นพี่ทุน แล้วจับเวลาเพื่อฝึกบริหารเวลา พอฝึกมากๆ ก็ได้รู้จักและคุ้นชินกับศัพท์ใหม่ๆ ถึงบางทีจะเป็น short-term memory แต่ก็มีคำหลักๆ ที่นำมาใช้ในงานเขียนปกติได้
  • พยายามหลากคำ ระวังไม่ให้เผลอใช้คำศัพท์เดิมซ้ำบ่อยๆ
  • ไม่ควรใช้คำที่กำกวม อย่างเช่น “It’s Interesting” คำนี้ไม่ได้บ่งบอกไปในทางดีหรือไม่ดี สื่อความรู้สึกจริงๆ ของเราไม่ได้ ควรใช้คำที่เจาะจงชัดเจนลงไปอีก

พี่ไอซ์ (รุ่น 2019):บางคนโฟกัสว่าจะต้องใช้ศัพท์ยากๆ หรูๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรารู้จักคำนี้ แต่ไอซ์แนะนำให้เลือกใช้คำที่มั่นใจ เขียนให้ลื่นไหลและถูกแกรมมาร์ ไอซ์ว่าเขาน่าจะโฟกัสแกรมมาร์มากกว่า ตอนสอบไอซ์เขียนเสร็จเหลือเวลา 3-4 นาทีสุดท้ายแล้วมาตรวจทาน

พี่เคนนี่ (รุ่น 2019): +1 ไอซ์ครับ ตอนนั้นผมก็เขียนศัพท์ที่มั่นใจ ไม่ได้ใช้ศัพท์ยากมาก แล้วตัวเองก็ไม่ได้ถนัดแนวพรรณนาด้วย เลยไม่ได้เลือกตอบข้อที่วัดจินตนาการ แนะนำให้เขียน Essay เสร็จก่อนหมดเวลาสัก 5 นาทีเพื่อมาตรวจเช็กว่าไวยากรณ์ถูก เอาให้ถูกมากที่สุด ถ้าสะกดผิดบ้างนิดหน่อยก็แก้ทัน

พี่กฤต (รุ่น 2011):คิดว่าเด็กที่เรียนภาคไทยอาจจะเจอความท้าทายเรื่องเวลาและแนวคำถาม แนะนำให้อ่านคำถามดีๆ ว่าเขาอยากรู้อะไร แล้วแพลนโครงเรื่องไว้คร่าวๆ เพราะปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอคือมีไอเดีย แต่พอเขียนสดมาถึงครึ่งทาง กำลังอินๆ เอ๊ะ เมื่อกี้เราคิดอะไรออกนะ ลืมไปแล้ว ทำให้รวนและใช้เวลามากขึ้นไปอีก การวางแผน และเขียนโครงเรื่องออกมาก่อนสำคัญมากครับ


Q: ข้อสอบ Aptitude Test ก็น่าจะเอาเรื่องเหมือนกัน อะไรคือจุดยากของพาร์ตนี้คะ?

พี่กฤต (รุ่น 2011):Aptitude Test เป็นข้อสอบแนววัด IQ หา pattern ของรูปภาพ อธิบายง่ายๆ คือทั้งหมดมี 9 ช่อง เราจะได้ดู 8 ข้อเพื่อหาคำตอบช่องสุดท้าย *ซึ่งช่วงโควิดที่ผ่านมาเขายกเลิกพาร์ตนี้ไป ปีนี้ต้องไปเช็กดูก่อนว่าจะให้กลับมาสอบมั้ย แต่ถ้ามีสอบ จุดที่ยากคือเรื่องเวลาทำข้อสอบมี 20 นาที / 60 ข้อ ข้อหลังจะยากขึ้นเรื่อยๆ อย่าชะล่าใจ รีบทำ ข้อไหนไหนไม่ชัวร์ใส่คำตอบไปก่อน ข้ามไปทำข้ออื่น แล้วถ้ามีเวลาค่อยกลับมาเช็กคำคอบอีกทีครับ เน้นทำจำนวนข้อให้มากที่สุด

พี่แพท (รุ่น 2021):แพทก็คือหนึ่งในรุ่นที่ไม่ได้สอบค่ะ เมื่อ 2 ปีก่อนเขาไม่ได้ให้สอบ Aptitude Test แต่แพทก็มีฝึกทำไปเหมือนกันนะ แล้วอย่างที่พี่กฤตบอกเลย ข้อแรกๆ จะง่าย ส่วนข้อหลังๆ คือยากมากกก ซึ่งเราจะคาดเดาไม่ได้ด้วยนะว่าข้อที่ยากให้คะแนนเยอะกว่ารึเปล่า เทคนิคที่ดีที่สุดคือเน้นจำนวน


Q: เล่าความรู้สึกหลังออกจากห้องสอบ

พี่ไอซ์ (รุ่น 2019):ภาษาอังกฤษไอซ์โอเค ส่วนคณิตทำทันประมาณ 70% แต่ข้อที่ทันก็มั่นใจนะ แนะนำให้น้องๆ ระวังเรื่องเวลาค่ะ และเท่าที่ลองคุยกับเพื่อนภาคไทยที่ไม่เคยเรียนเลขเป็นภาษาอังกฤษ ก็อาจเจอปัญหาเรื่องแปลโจทย์บ้าง อาจจะมีไม่เข้าใจบางจุด ไม่เคลียร์ 100% ลองฝึกทำข้อสอบเยอะๆ ให้คุ้นชิน

พี่เคนนี่ (รุ่น 2019):ส่วนตัวก็ทำคณิตไม่ทันไป 2-3 ข้อครับ ส่วน English กับ Aptitude Test ทันแบบมั่วบ้างนิดหน่อย

พี่กฤต (รุ่น 2011):อันนี้เรื่องจริงเลย ถึงพวกเราเป็นนักเรียนทุนแต่ก็ไม่ใช่จะไม่มั่วข้อสอบเลย 555 สำหรับพี่แนะนำให้พยายามพลิกข้อสอบดูทุกข้อก่อน แล้วลงมือทำข้อที่เราคิดว่าง่าย แต่ถ้าเจอข้อยากก็อย่าเพิ่งข้ามทันที อาจทำเท่าที่ไหว เช่น เขียนวิธีไปก่อนสัก 2 บรรทัด ถ้าไม่ชัวร์ก็ค้างไว้ เพราะบางข้อมี 3 คะแนน อย่างน้อยถ้าแสดงวิธีทำอาจได้สัก 1-2 คะแนนก็ได้ แต่ถ้าผ่านไป 2-3 นาทีแล้วยังคิดอะไรไม่ออก ก็ค่อยข้ามไปทำข้ออื่น

พี่แพท (รุ่น 2021):แพทก็คล้ายพี่ๆ คนอื่น คือทำเลขทันประมาณ 70-75% แต่ข้อที่ทำได้ก็ค่อนข้างมั่นใจ แล้วรู้สึกมีหวังขึ้นตอนสอบภาษาอังกฤษค่ะ ส่วนตัวเราเองไม่ใช่คนแข็งเลข และเขายังไม่ให้ใช้เครื่องคิดเลขด้วยนะ ดังนั้นความยากคือการทำข้อสอบ 30 ข้อให้ทันภายใน 1 ชั่วโมง แต่ละข้อก็มีแตกย่อยอีก 1a, 1b,… ทำให้กะยากว่าต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหน // พอได้ข้อสอบแล้วลองมาเช็กดูทั้งหมดก่อนค่อยลงมือทำ เพราะพวกข้อย่อยเยอะๆ อาจกระจุกอยู่ด้านหลัง


Q: ด่านแรกผ่านไป ด่านสองค่อยๆ ผ่านไป งั้นขอถามด่านสุดท้ายบ้าง พี่นักเรียนทุนเจอบรรยากาศตอนสัมภาษณ์ประมาณไหนกันคะ

พี่กฤต (รุ่น 2011):พี่ได้ไปสัมภาษณ์ที่สถานทูตสิงคโปร์ในไทยครับ บรรยากาศก็สบายๆ เหมือนนั่งคุยกัน กรรมการจะเริ่มจากชวนคุยเล็กๆ น้อยๆ ให้เราแนะนำตัวเอง แล้วค่อยๆ ยิงคำถามเกี่ยวกับทุนมากขึ้น จะมีช่วงท้ายๆที่คำถามจะเริ่มยากเพราะเขาต้องการดูวิธีรับมือกับความกดดัน และไหวพริบกับวิธีมองคำถามที่ถูกยิงมา

พี่เคนนี่ (รุ่น 2019):ตอนนั้นยังไม่มีโควิด ผมก็ได้ไปสัมภาษณ์ที่สถานทูตฯ หลังสอบเขียนเสร็จประมาณ 1 สัปดาห์ครับ ตอนนั้นผมเจอกรรมการ 3 คน และหนึ่งในนั้นคือนักจิตวิทยา บรรยากาศสบายๆ คำถามมีตั้งแต่เบสิกๆ อย่าง Please introduce yourself. ทำไมถึงอยากได้ทุน เรื่องการปรับตัวต่างๆ ที่ยากขึ้นมาก็คือคำถามวัดไหวพริบ มีอึ้งแป๊บนึงแต่โชคดีที่ไม่เจอยากเท่าไหร่

พี่ไอซ์ (รุ่น 2019):เขาอยากรู้จุดเด่นและทัศนคติของเรา ทริคคือพยายามนำเสนอจุดเด่นโดยที่ไม่กดคนอื่น นอกนั้นก็เรื่องมารยาททั่วไป เช่น ตอนเดินเข้าไปแล้วควรรอให้เขาบอกให้นั่งก่อน แล้วก็อาจทักทายกรรมการ // เขาจะดูเราทุกอย่างตั้งแต่เดินเข้าห้องแล้วค่ะ

ของไอซ์จะระทึกตรงที่วันสัมภาษณ์ทุนตรงกับช่วงสอบมิดเทอมของโรงเรียนไอซ์พอดี! พออ่านหนังสือเตรียมสอบมิดเทอมเสร็จ ก็กลับบ้านมาเตรียมสัมภาษณ์ แล้วพอเสร็จจากสอบมิดเทอมก็ไปสถานทูตต่อเลย เราเหมือนกับต้องโฟกัสและเผื่อใจในเวลาเดียวกัน จัดการกับอารมณ์ความรู้สึกและความคาดหวัง ระวังไม่ให้ตัวเองเครียดเกินไป

พี่แพท (รุ่น 2021):แพทเป็นรุ่นที่เจอโควิดพอดี เลยได้สัมภาษณ์ออนไลน์ผ่าน Video Call ค่ะ มีกรรมการจากกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ และครูใหญ่หนึ่งในโรงเรียนที่เรามีโอกาสถูกส่งไปค่ะ // ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากกก แต่ช่วงเวลาไม่ได้มีผลนะคะ ไม่ต้องกังวล ถ้าไม่ประหม่าเองจะพบว่าบรรยากาศค่อนข้างเป็นกันเอง


Q: ในที่สุดช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง! หลังจากเราติดหนึ่งในรายชื่อผู้ได้ทุน แต่ละคนทำอะไรกับช่วงเวลาที่เหลือในประเทศไทยบ้าง มีอะไรกังวลมั้ยคะ

พี่เคนนี่ (รุ่น 2019):เคนนี่ก็อาจจะกังวลเพราะเป็นครั้งแรกที่ต้องขึ้นเครื่องบินด้วยตัวเอง 555 รุ่นไอซ์กับเคนนี่ยังไม่มีโควิด แต่คิดว่ารุ่นหลังอาจต้องเจอกระบวนการที่เพิ่มเข้ามาเพื่อความปลอดภัยนะครับ

พี่กฤต (รุ่น 2011):ช่วงนั้นพี่พยายามตักตวงความสุขแหละ อยู่กับครอบครัวและใช้ชีวิตตรงนี้ให้เต็มที่ อยากกินอะไรกิน อยากทำอะไรทำ ก่อนจะต้องเดินทางไปเจอและปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ครับ

พี่แพท (รุ่น 2021):ทางทุนประกาศผล 26 ต.ค. แล้วแพทบิน 1 ม.ค. อีกปีนึง เป็นสองเดือนสุดท้ายก่อนจะมาเจอการเรียนที่เข้มข้นในสิงคโปร์ เลยใช้เวลาอยู่กับคนที่เรากำลังจะไม่ได้อยู่กับเขาเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว


Q: เริ่มชีวิตใหม่ในสิงคโปร์ อยากให้เล่าการปรับตัวเรื่องภาษาและวัฒนธรรม ต้องรับมือกับอะไรบ้าง

พี่ไอซ์ (รุ่น 2019):กรณีนักเรียนทุนอาเซียนจะได้ปรับภาษาก่อน 1-2 เดือน สมมติว่าเราไปโรงเรียนนึง ตอนปรับพื้นฐานก็จะได้เรียนกับเพื่อนทุนอาเซียนประเทศอื่นๆ ที่ถูกจัดไปโรงเรียนเดียวกัน กว่าจะเจอเพื่อนสิงคโปร์ก็คือตอนเปิดเทอมจริง

แล้วเราก็จะได้เจอความท้าทายครั้งใหญ่คือSinglish ค่ะ! เป็นภาษาอังกฤษสำเนียงสิงคโปร์ “Singlish” (Singapore English) ที่จะมีคำสแลงภาษาจีน ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง มาเลย์ มาปนกับภาษาอังกฤษ ส่วนไวยากรณ์จะไปคล้ายภาษาจีน ช่วงแรกเลยอาจงงว่าทำไมไม่เหมือนที่เรียนมาเนี่ยยย 555 ไอซ์ใช้เวลาปรับตัวเป็นปี อันนี้เล่าให้เตรียมรับมือแต่ไม่อยากให้กังวลมาก ตอนแรกเราพูดแบบที่ตัวเองชินเขาก็เข้าใจกัน เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศที่รวมคนหลายเชื้อชาติ มีทั้งเพื่อนอินเดีย เพื่อนจีน ฯลฯ เราแค่เป็นอีกสำเนียงนึงท่ามกลางความหลากหลายนั้น

พี่แพท (รุ่น 2021):แพทยังรีวิวไม่ได้เพราะยังไม่ได้ปรับพื้นฐานค่ะ >< รุ่นแพทจะต่างจากพี่ๆ เพราะเจอช่วงโควิดพอดี ไปถึงก็เริ่มเรียน Sec 3 เลย แต่เท่าที่ลองสอบถามครูที่โรงเรียน เขาบอกว่าจะมีให้เรียน English Intensive Course ตอนปิดเทอมแทน เหมือนสลับช่วงกัน


Q: พี่นักเรียนทุนทั้ง 4 คน ได้ทุน 4 ปีไปเรียนต่อ Sec 3-4 และ Pre-U 1-2 แต่ละคนเจอประสบการณ์เรียนและทำกิจกรรม (CCA) แบบไหนบ้าง?

Note:

  • ทางกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผู้จัดให้ว่านักเรียนทุนจะได้ไปอยู่ในโรงเรียนไหน (เป็นโรงเรียนที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ
  • นักเรียนทุนสามารถสมัครเข้า Junior College ได้ 2 วิธี ได้แก่ การยื่นคะแนน O-Levelใช้เกรดและวิชาเรียนที่ทางโรงเรียนกำหนด และ Direct School Admission (DSA)ด้วยการยื่น Portfolio โดยโฟกัสด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งแต่ละโรงเรียนจะรับต่างกัน เช่น DSA Debate หรืออย่าง DSA กีฬา ก็จะเจาะจงชนิด เช่น ฮอกกี้ เทนนิส ฯลฯ

พี่กฤต (รุ่น 2011):

Sec 3-4 : Commonwealth Secondary School

Pre-University 1-2 : Innova Junior College (IJC) *ปัจจุบันรวมกับโรงเรียนอื่นแล้ว

เกิดมาไม่เคยเจออะไรที่หนักขนาดนี้มาก่อน แต่รู้สึกมันส์ สนุก ยิ่งตอนก้าวจาก Sec 3-4 ไป Pre-Uni ก็ยิ่งยากไปอีก แต่ที่แน่ๆ เรามี freedom เราต้องจัดการเองทุกอย่าง แล้วเขาจะไม่ได้เน้นแค่เรียน แต่กระทรวงศึกษาของสิงคโปร์มีนโยบายให้นักเรียนทุกคนทำกิจกรรมนอกห้องเรียน หรือที่เรียกว่า Co-curricular activities (CCA) เพื่อให้ได้เปิดโลกและช่วยเหลือผู้อื่น เพราะบุคลากรคุณภาพคือคนที่มองรอบด้านและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง

ตอนนั้นพี่เลือกชมรมสภานักเรียน (Student Council) มิชชันคือการดูแลนักเรียนในโรงเรียนให้มีความสุข อะไรที่พัฒนาได้นอกเหนือจากที่โรงเรียนจัดสรร เด็กสามารถมาบอกเรา แล้วเราก็พิจารณาเพื่อเสนออาจารย์ใหญ่ เช่น พี่เคยขอ Game Room เราก็ต้องอธิบายว่าเป็นกิจกรรมนี้สร้างสรรค์และช่วยให้ผ่อนคลายจากการเรียนได้ยังไงบ้าง หรือโปรเจกต์ที่สนุกคือการทำ Care Tag เขียนข้อความกำลังใจน่ารักๆ ยื่นพร้อมกับขนมเล็กๆ น้อยๆ ให้เด็กที่กำลังเรียนหรืออ่านหนังสือ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าการเรียนที่สิงคโปร์เหนื่อยและมีการแข่งขันสูงมาก

สุดท้ายแล้วแม้เราจะเป็นเด็กทุน แต่ก็เป็นเด็กแหละ มีไปปาร์ตี้บาร์บีคิวริมชายหาด ร้องรำทำเพลงเหมือนกัน เป็นความทรงจำที่ดีและครบรสชาติจริงๆ ครับ

พี่เคนนี่ (รุ่น 2019):

Sec 3-4 : Commonwealth Secondary School

Pre-University 1-2 : National Junior College

ผมไปเรียน Commonwealth เหมือนพี่กฤตครับ เป็นโรงเรียนสหศึกษา ครูเอาใจใส่มากกกก ทุกวันนี้ยังมี keep contact ถ้าเรามีคำถามก็ขอคำปรึกษาจากครูได้ตลอด ช่วงที่เรียน Sec 3-4 ยังไม่เครียดเท่าไหร่เพราะเจอเนื้อหาที่ไทยมาแล้วส่วนนึง เก็ตไอเดียคร่าวๆ แล้วทำฝึกทำโจทย์เพิ่มนิดหน่อย

ส่วน CCA ผมอยู่ชมรมประสานเสียงของโรงเรียน ดังพอสมควร มีส่งเด็กไปแข่งต่างประเทศด้วย ผมพลาดโอกาสนี้ไปเพราะเจอสถานการณ์โควิด แต่ก็เคยไปแข่งระดับประเทศ นอกจากนี้ Commonwealth ยังมีจัดคอนเสิร์ตของตัวเองทุก 10 ปี โชคดีที่ตรงกับรุ่นผม เลยมีโอกาสไปร่วมโชว์ประสานเสียงที่โรงละครเอสพลานาด (Esplanade - Theatres on the Bay) หรือที่บางคนรู้จักกันชื่อ “โรงละครหนามทุเรียน” ตั้งอยู่ริมอ่าวมาริน่าเบย์ (Marina Bay) ครับ ^^

ปกติหลังเรียนจบ Sec 3 เด็กทุนจะต้องสอบ O-Level เพื่อนำคะแนนมายื่นสมัครเรียนต่อระดับ Junior College แต่จะมีอีกวิธีนึงคือการยื่น Portfolio ครับในเว็บของแต่ละโรงเรียนจะมีบอกว่าปีนี้มีรับ Portfolio ใน area ไหนบ้าง เช่น CCA Excellence (Sport, Performing Arts, Club & Societies) / Art Excellence / Music Excellence / Science Research Excellence / Language Elective Programme

(ตอนนั้นผมลองยื่นเป็น Portfolio ของ Debate ตอนอยู่ไทย และได้เข้ามาเรียนที่ National Junior College ตัวอย่างศิษย์เก่าดังๆ ก็อย่างเช่น Lee Hsien Loong นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์คนปัจจุบัน)

*ตัวอย่างประกาศรับสมัครของ National Junior College (Direct School Admission)

การเรียนที่ JC จะหนัก ไปเร็ว และสอบเยอะกว่า Sec School อย่างชัดเจนและมาพร้อมบรรยากาศความเป็น Independent Learning เพราะเป็นขั้นเตรียมพร้อมเข้าสู่มหาวิทยาลัยแล้ววิชานึงจะแบ่งเป็น Lecture คลาสใหญ่ 100 กว่าคน และจะแยกเป็นห้อง Tutorial อัตราส่วนประมาณ 10-15 คน ต่อครู 1 คน ทำให้มีความใกล้ชิด จุดประสงค์คือเพื่อเช็กความเข้าใจจากคลาส Lecture เพื่อนแต่ละคนก็ระดับหัวกะทิ เขาจะอ่านหนังสือหนักกว่าสมัย Sec 3 ทำให้เราต้องสปีดตัวเองตามไปด้วย

แต่แม้จะอ่านหนักกว่า Sec 3-4 แต่ยังมีช่วงวันหยุดและเวลาทำกิจกรรมเหมือนเดิม ช่วงนี้ผมก็กลับมาอยู่ชมรมดีเบต ทำกิจกรรมเยอะมาก และ JC จะมีการส่งนักเรียนไปแข่งขันทุกเดือนเลยครับ

พี่ไอซ์ (รุ่น 2019):

Sec 3-4 : Convent of the Holy Infant Jesus (CHIJ)

Pre-University 1-2 : St Andrew's Junior College

ไอซ์ได้เรียน Sec 3-4 ที่แคมปัสหลักค่ะ จะมีหลายแคมปัสและเด่นด้านภาษาเป็นพิเศษ นักเรียนส่วนใหญ่จะต้องเจอ Literature เป็นวิชาบังคับในขณะที่โรงเรียนอื่นอาจเป็นวิชาเลือก ในภาพรวมไอซ์ไม่มีปัญหาเลย มีแค่ช่วงสอบที่ต้องโฟกัสเยอะๆ และใช้คะแนน O-Level สอบเข้า St Andrew's Junior College

สำหรับกิจกรรม CCA สิงคโปร์จำกัดให้นักเรียนอยู่ได้แค่ 1 หรือ 2 ชมรมเท่านั้น เพราะถ้าเลือกชมรมไหนเขาก็คาดหวังให้เราโฟกัสและทุ่มเทสุดๆ อย่างตอน CHIJ ไอซ์เลือกเข้าชมรมสภานักเรียนกับชมรมประสานเสียงค่ะ เขาจริงจังถึงขั้นส่งเด็กไปแข่งนานาชาติ ต้องซ้อมสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง แบ่งเป็น 2 ครั้ง และยังมีซ้อมวิ่งนอกรอบเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของปอดด้วย

และด้วยความที่ตอนอยู่ไทยเคยเรียนกรีฑา อยากกลับไปทำกิจกรรมแนวนี้อีกครั้ง พอเข้า JC เราก็เปลี่ยนมู้ดมาอยู่ชมรมพายเรือแคนู (Canoeing) แทน ช่วงเรียน JC ต้องใช้เวลาซ้อมมากกว่าตอนอยู่ Sec School โดย 1 สัปดาห์ต้องซ้อมรวม 10 ชั่วโมง แบ่งออกเป็น 3 ครั้ง และจะมีซ้อมวิ่งกับทดสอบความแข็งแรงเหมือนกัน ในการแข่งขันแคนูระดับประเทศ ทีมเรือ K4 ของไอซ์ได้เหรียญทองเแดงด้วยค่ะ ก็ถือว่าจบซีซั่นไปได้ด้วยดี

พี่แพท (รุ่น 2021):

Sec 3-4 : Tanjong Katong Girls' School

ตอนนี้แพทกำลังเรียน Sec 3 (เทอม 2) ที่ Tanjong Katong Girls' School เป็นโรงเรียนหญิงล้วนค่ะ แพทรู้สึกว่าทุกโรงเรียนในสิงคโปร์จะสนับสนุนทุกด้านเท่าเทียมกัน อย่างเช่น มาตรฐานการเรียนใน Sec School จะเหมือนกันทั้งประเทศ ต่างแค่ว่าที่ไหนเด่นกิจกรรมอะไรมากกว่ากัน

เล่าประสบการณ์เรียนที่ Sec School เทอมที่ผ่านมาเขากำหนดให้เรียน 8 วิชา มีทั้งวิชาบังคับและ slot ที่ให้นักเรียนเลือกลงวิชาที่สนใจได้ แต่ละวันจะได้เรียนตั้งแต่ 7.30-14.45 น. จุดที่น่าสนใจคือมีวัน Home-based learning (HBL) ซึ่งก็คือการเรียนจากบ้านผ่าน Zoom ไม่ใช่มาตรการที่เพิ่งเกิดตอนมีโรคระบาด แต่เป็นรูปแบบที่มีอยู่แล้ว เพราะเขาต้องการผลักดันให้เด็กรู้ว่าเราสามารถเรียนด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่เรียนเพราะถูกบังคับ

สำหรับเรื่องภาษา เราคุ้นชินจากการเรียน EP แต่เนื้อหาจะยากขึ้นและมีศัพท์เฉพาะเยอะ ในการสอบแต่ละครั้งเป็นข้อเขียนเกือบทั้งหมด วิชาเลขเป็นการแสดงวิธีทำล้วนๆ ฟิสิกส์พอมีคำนวณบ้าง ไม่ต้องจำเยอะเท่าไหร่ แต่ที่ท้าทายมากก็อย่างวิชาเคมีกับชีวะค่ะ ข้อสอบเป็นปลายเปิดก็จริง แต่เราต้องเข้าใจแนวคิดและเขียนตอบด้วยแนวทางกับ keywords ที่เขาต้องการด้วย

แพทเชื่อเลยว่าเด็กทุกคนที่มาถึงจุดนี้จะต้องชอบวิทย์และการทดลองมากขึ้นแน่นอน เพราะเราจะได้ทำแล็บเจ๋งๆ ใหม่ๆ ทุกสัปดาห์! มีสิ่งที่สนุกละน่าสนใจรอให้เราค้นหา และช่วยให้เห็นภาพหลังจากที่เคยเรียนทฤษฎีจากไทยมาแล้วค่ะ

สำหรับวิชาเลือกเขาก็จะมีกรุ๊ปวิชามาให้เราเลือกเรียนหนึ่งในนั้น เช่น ภูมิศาสตร์ (Geography) / ประวัติศาสตร์ (History) / วรรณกรรม (Literature) แพทชอบอ่านงานเขียนและอยากเรียนอะไรใหม่ๆ เลยเลือกวรรณกรรม แม้เป็นตัวเลือกที่ไม่เซฟที่สุดในนี้ 555 เราจะได้เรียนวรรณกรรมเอกของโลกที่ไม่ใช่แค่แง่มุมประวัติศาสตร์หรือผู้แต่ง แต่ได้รู้ไปถึงกระบวนการเบื้องหลังผลงานชิ้นนี้ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง ผู้เขียนสื่อถึงอะไร ช่วยให้เราได้ Analyze ทำความเข้าใจงานเขียนชิ้นนึงอย่างลึกซึ้งเลยค่ะ เวลาอ่านหนังสือหรือเจอกลอนก็จะทำให้เราชอบวิเคราะห์ไปโดยอัตโนมัติ

ระบบเกรด O-Level ของสิงคโปร์

สำหรับกิจกรรม (CCA) ตอนแรกแพทแอบเสียดายที่จำกัดให้เข้าได้คนละ 1 ชมรม แต่พอมาเรียนจริงแล้วเข้าใจเลย เพราะชมรมของโรงเรียนในสิงคโปร์ต้องใช้ทุ่มเวลาและพลังเยอะมากกกก เขาจะเทรนเราอย่างจริงจังไปด้านใดด้านหนึ่ง ทุกคนต้องผ่านขั้นตอนการคัดเลือกด้วยวิธี Audition แสดงความสามารถให้ครูหรือโค้ชคัดเลือกเข้าชมรม ถ้าไม่ติดก็ต้องหาตัวเลือกอื่น"

ตอนนั้นแพทเข้าชมรม Debate ซ้อมวันจันทร์และวันศุกร์ ตั้งแต่ 15.00-18.00 น. พอดีมีพื้นฐานการโต้วาทีจากไทยเลยรู้สึกชิลๆ สนุกดี แต่เท่าที่สังเกตจากเพื่อนที่เขาเลือกชมรมแนวกีฬา จะซ้อมเยอะและเหนื่อย อาจหนักสำหรับคนที่ไม่เก่งกีฬาชนิดนั้นมาก่อน โดยทั่วไปซ้อมกัน 3 วัน ต้องระวังไม่ให้หลุดโฟกัสจากการเรียน


Q: เรียนโหด แต่เขาก็มีเตรียมอะไรไว้ฮีลใจเด็กเหมือนกัน?

พี่กฤต (รุ่น 2011):เขาให้ความสำคัญกับเรื่องสภาพจิตใจมากๆ มาตั้งแต่รุ่นผมแล้ว ถึงระบบเรียนแบบ Work hard, play hard แต่ในขณะเดียวกันก็ High expectations, high care ถ้าเกิดเราเครียด เขาจะจัด Teacher mentor เหมือนเป็นผู้ปกครองในโรงเรียนที่คอยดูแลเรื่องสุขภาพจิตของนักเรียน

พี่เคนนี่ (รุ่น 2019):หรือถ้าเป็น NJC ที่ผมเรียนก็จะมีทั้ง Student’s Counsellingให้นัดปรึกษาส่วนตัวได้ และยังมี Teacher Mentor อันนี้คือนอกจากคาบเรียนวิชาการ เขาจะมีประมาณ 2 คาบต่อสัปดาห์ที่ให้นักเรียนได้คุยกับครูประจำชั้นของตัวเอง และจะมีจัดเวลาให้ทุกคนคุยตัวต่อตัวด้วยนะ

พี่ไอซ์ (รุ่น 2019):ใช่ๆ ไอซ์คิดว่าตอนนี้ทุกโรงเรียนในสิงคโปร์น่าจะมีที่ปรึกษา (Counselor) ที่กระทรวงศึกษาธิการเทรนมาโดยเฉพาะ ให้นักเรียนสามารถจอง session เพื่อปรึกษาได้ทั้งเรื่องเรียน ครอบครัว เพื่อน ฯลฯ ได้หมดเลย

พี่แพท (รุ่น 2021):นอกจากนี้สิงคโปร์ยังเป็นประเทศที่มีอะไรให้ทำเพื่อ relax เยอะมากๆ เช่น อาจจะชวนกันไป Music Room เล่นดนตรีกับเพื่อนๆ ไปกินข้าว ไปสวนสาธารณะก็ได้ เพราะทุกพื้นที่ในสิงคโปร์จะประกอบด้วยสัดส่วนพื้นที่สีเขียว จะย่านไหนก็มีสวนหย่อมให้นั่งพัก เครียดตอนไหนก็นั่งรถไปได้เลยค่ะ เหมือนอย่างโรงเรียนแพทจะอยู่ใกล้ East Coast Park ไปนั่งเล่นตรงนั้นบ่อยๆ คือดีมาก!


Q: จบทุนแล้วไปไหนต่อได้บ้าง?

ระดับ (ระบบสิงคโปร์) เทียบเท่า (ระบบไทย) วุฒิที่ได้หลังเรียนจบ Secondary 3 ประมาณ ม.3-4 GCE O-Level หรือ Singapore-Cambridge General Certificate of Education Advanced Pre-University ประมาณ ม.5-6 GCE A-Level หรือ Singapore-Cambridge General Certificate of Education Advanced Level


Q: ก่อนปิดบทสัมภาษณ์ ขอชวนมาเล่าทิ้งท้ายเกี่ยวกับ TSnxtgen สั้นๆ

พี่กฤต (รุ่น 2011):ยินดีเลยครับ ชื่อเต็มๆ ของ TSnxtgenคือ “Thai Scholar Next Generation” เกิดจาก pain point ที่ว่าเมื่อก่อนไม่ค่อยมีข้อมูลและการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับทุน ASEAN Scholarship กลุ่มรุ่นพี่ทุนอาเซียนรุ่น 13 (ปี 2011-2014) พี่กฤต พี่อ๋อง พี่ชาช่า จึงตั้งใจก่อตั้งเพจ TSnxtgen ขึ้นมาเพื่อแบ่งปันข้อมูลและดันให้น้องๆ คนไทยได้ทุนนี้ไปเรียนต่อสิงคโปร์มากขึ้น

และนอกจากจัดอีเวนต์พิเศษอย่าง “งานพี่พบน้อง”ให้รุ่นพี่มาเล่าเรื่องทุนและเส้นทางการเรียนหลังจบทุน เรายังมีเตรียมความพร้อมโดยการทำคอร์ส หลักๆ ก็มี Intensive ติวเข้มครบ 3 วิชาหลักที่มีสอบ (อังกฤษ, คณิต, IQ Test) โดยหนังสือที่ใช้เรียนเราจะรวบรวมจากข้อสอบเก่า สอบถามรุ่นน้องที่เพิ่งเจอข้อสอบรุ่นล่าสุด และนำข้อสอบจากหนังสือสิงคโปร์มาดัดแปลงให้ใกล้เคียงกับแนวข้อสอบจริงมากที่สุด เช่น

  • วิชาคณิตศาสตร์ เน้นทำข้อสอบ โจทย์ภาษาอังกฤษสไตล์สิงคโปร์ (เน้นวิธีทำ)
  • วิชาภาษาอังกฤษ มีหลายพาร์ต อย่างเช่น “Reading Comprehension” เราจะสอนทริคว่าการคาดเดาคำตอบจากบริบทโดยที่อาจจะไม่ต้องรู้ศัพท์ทุกคำ หรือพาร์ต “Essay” จะสอนแก้ pain point ให้นักเรียนคุ้นชินกับตัวคำถาม และสามารถ generated ไอเดียออกมาได้เยอะ เรียบเรียงปะติดปะต่อให้เข้าใจง่ายและน่าสนใจ

ตั้งแต่พี่รุ่น 13 ก่อตั้งเพจขึ้นมา ปัจจุบันนี้มีนักเรียนไทยได้ทุนถึงรุ่น 24 แล้ว ถ้าใครอยากหาข้อมูลเกี่ยวกับทุนนี้ อยากชวนเข้ามาอ่านต่อหรือชมวิดีโอของ TSnxtgenกันได้เลย

พี่แพท (รุ่น 2021):อยากรีวิวว่าเพจนี้เป็นส่วนสำคัญให้แพทติดทุน การได้ก้าวเข้ามาติดต่อและปรึกษา = ก้าวเข้ามาในสังคมรุ่นพี่ทุนที่เขาซัพพอร์ตดีมากค่ะ พี่บางคนได้ทุนและเรียนจบมาจะสิบปี แล้วก็ยังคอยช่วยเหลือน้องๆ จนถึงตอนนี้ เพราะอย่างที่พี่กฤตเล่าคือเขาอยากให้มีคนไทยติดทุนนี้มากขึ้น (บางปีคนไทยได้คนเดียว ส่วนปีแพทได้ 12 คน)

นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์และโรงเรียนเขาดูแลเราดีมาก ตั้งแต่กักตัวจนถึงตอนเรียน และยังประทับใจทั้งแง่การเรียนและการใช้ชีวิตด้วย แพทเลยอยากขอส่งต่อแรงบันดาลใจนี้ให้ทุกคน หวังว่าน้องๆ ที่กำลังอ่านอยู่จะได้เข้ามาเป็นครอบครัวเด็กทุนด้วยกันค่ะ *ถ้าต้องการปรึกษาสามารถ DM มาที่ IG ส่วนตัวของแพท (@ppatpitsinee)ได้เลยค่ะ ยินดีมากกก ^^

พี่กฤต (รุ่น 2011):สุดท้ายนี้! เนื่องจากกระบวนการขอทุนนี้ค่อนข้างหนัก และอาจเป็นครั้งแรกสำหรับ ม.ต้น บางคนที่ได้มาเจอสถานการณ์ที่เข้มข้นและเคร่งเครียด ทั้งต้องเรียน ทำกิจกรรม บริหารเวลา เตรียมอ่านหนังสือสอบ วางแผนการเดินทาง ฯลฯ อาจกระทบสุขภาพกายและสภาพจิตใจของน้องๆ ได้ ถ้าเป็นไปได้ แนะนำว่าลองคุยกับผู้ปกครองว่าทุนนี้สำคัญกับเรายังไงบ้าง และอยากให้ครอบครัวก้าวเข้ามาช่วยดูแลหรือช่วยน้องๆ วางแผนตารางเวลาจากประสบการณ์ของผู้ใหญ่ครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เปิดรับสมัครแล้ว! ทุน “ASEAN Scholarships 2022” เรียนต่อมัธยมที่สิงคโปร์ (ฟรีทุกอย่าง)

https://www.dek-d.com/studyabroad/59933

ไขข้อข้องใจ ทุน ASEAN 2019 และขั้นตอนการสมัครอย่างละเอียด

https://www.dek-d.com/studyabroad/49254

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...