โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุฯ เปิดเวทีครั้งที่ 3 ถก”ลดอุบัติเหตุทางถนน” กรมทางหลวงชูปรับออกแบบรองรับกลุ่มเปราะบาง”ผู้สูงวัย-รถจยย.”

Manager Online

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุฯ เปิดเวทีประชุมความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 3 ชูประเด็นออกแบบถนนลดอุบัติเหตุ กรมทางหลวงมุ่งกลุ่มเปราะบาง”คนเดินเท้า-รถจักรยานยนต์-ผู้สูงอายุ”เพิ่มความเท่าเทียม

วันที่ 11 ก.พ. 69 นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เป็นประธานเปิดการประชุมด้านความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 3 (The 3rd Thailand Road Traffic Safety Forum) หัวข้อ : การพัฒนาสังคมและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ที่จัดขึ้นโดยศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย Thailand Accident Research Center (TARC) สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) โดยมีผู้บริหารกรมทางหลวง หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรสำคัญด้านอุบัติเหตุ เข้าร่วมงาน การประชุมฯ มีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานที่ปฏิบัติงานด้านอุบัติเหตุทางถนน ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ องค์ความรู้ งานวิจัย และแนวปฏิบัติที่ดีในด้านความปลอดภัยทางถนน ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสร้างสังคมแห่งความปลอดภัย และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งที่เอื้อต่อการลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการกำหนดแนวทางและมาตรฐานในการลดอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

นายปิยพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทย ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน คุณภาพชีวิตของประชาชน และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม การแก้ไขปัญหานี้ไม่สามารถอาศัยมาตรการด้านใดด้านหนึ่ง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในมิติของการพัฒนาสังคม การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่ปลอดภัย ที่สอดคล้อง กับทิศทางการดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนนในระดับสากล ซึ่งให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบคมนาคมที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ทางทุกกลุ่ม โดยนำข้อมูลและงานวิจัยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย ตลอดจนการสร้างความตระหนักรู้และความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม ซึ่ง กรมทางหลวง ในฐานะหน่วยงานด้านโครงสร้างพื้นฐานได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนน การนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ ก่อสร้าง บำรุงรักษา และปรับปรุงจุดเสี่ยงอันตราย รวมถึงการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบคมนาคมของประเทศมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ปีละกว่า 17,000 ราย ปัจจุบันลดลงมาที่ 15,000 รายต่อปี แนวโน้มดีขึ้นแต่ก็ยังต้องทำต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย ปัจจุบันการออกแบบถนนจะเน้นรองรับการจราจรให้สะดวกรวดเร็ว แต่มีคำถามว่า ถนนนั้นออกแบบเพื่อให้มีความปลอดภัยกับคนทุกกลุ่มแล้วหรือไม่ โดยเฉพาะ 3 กลุ่มเปราะบาง ที่มีแนวคิดจะทบทวนการออกแบบถนนเพื่อให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น

1.กลุ่มผู้เดินเท้า พบว่าช่วง 10 ปี อุบัติเหตุที่เกิดกับในการข้ามถนนสายรอง ในบริเวณที่ไม่ถูกจัดเป็นทางข้ามทำให้มีความรุนแรงสูง จึงต้องจัดการถนนให้มีพื้นที่ความปลอดภัย และแก้ปัญหาทางข้ามที่ไม่ปลอดภัย ต้องหาแนวทางการออกแบบและมาตรการ ทั้งเรื่องไฟฟ้า แสงสว่าง จุดบังสายตา เป็นต้น

2.รถจักรยานยนต์ สถิติช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุกว่า 20,000 กรณี ส่วนใหญ่เป็นถนน 4 ช่องจราจร เพราะใช้ความเร็วสูง และมีความรุนแรงสูงกว่ารถประเภทอื่นกว่า 3 เท่า ปัจจุบันมีรถจักรยานยนต์ จดทะเบียนกว่า 23.3 ล้านคันหรือ 50% ของรถทุกประเภทที่จดทะเบียนทั่วประเทศ ( 46 ล้านคัน) ซึ่งควรได้รับความเท่าเทียมในสิ่งอำนวยความสะดวก ของโครงสร้างพื้นฐานที่มีความปลอดภัย กรมทางหลวงเห็นว่า มีความจำเป็นที่ต้องทบทวนให้ความสำคัญกับการออกแบบ เช่น จัดช่องทางเฉพาะสำหรับรถจักรยานยนต์ มีการติดตั้งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย เพื่อลดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

“ช่องทางเฉพาะสำหรับรถจักรยานยนต์ ปัจจุบันมีหลายเส้นทางที่จัดทำไว้ เช่น ทล.402 จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น ส่วนจะมีการจัดทำเพิ่มเติมในพื้นที่ใดนั้น จะต้องมีข้อมูลเพื่อประเมินความเหมาะสม รวมถึงทำความเข้าใจสร้างการรับรู้กับชุมชนด้วย เพื่อให้เกิดการยอมรับและร่วมมือในการใช้ช่องทางเฉพาะดังกล่าว”

3. กลุ่มผู้สูงอายุ ปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนถึง 20% ของประชากร เทียบกับทั่วโลกมีค่าเฉลี่ยผู้สูงอายุในสัดส่วน 10% ขณะที่ตัวเลขเมื่อ 30 ปีก่อน ทั่วโลกมีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ 5% โดยผู้สูงอายุ มีข้อจำกัดในด้านการมองเห็น การจดจำ สกิลการขับขี่ที่ลดลง การตอบสนองและตัดสินใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงถือเป็นกลุ่มสำคัญ และมีสถิติการเสียชีวิตของกลุ่มนี้ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 51%

ดังนั้น ต้องเริ่มหาแนวทางการดำเนินการเพื่อเพิ่มความปลอดภัย จากปรัชญาการออกแบบถนน ในปัจจุบัน ใช้พารามิเตอร์ที่ใช้มาตั้งแต่ ค.ศ.1965 หรือเมื่อ 30 ปีมาแล้ว เป็นการกำหนดระยะเวลาในการรับรู้มองเห็นและตอบสนอง หรือ PIEV TIME ที่ 2.5 วินาที โดยตั้งสมมุติฐานว่า 1 วินาทีจะมีการตอบสนองในระยะเวลา 1.5 วินาที คำถามคือ พารามิเตอร์นี้ที่คิดว่าตั้งแต่ 30 ปีก่อน ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุ 5 % ยังเหมาะสมกับปัจจุบันหรือไม่ จะมีการปรับเพิ่มค่าหรือไม่ อย่างไร ซึ่งต้องมีการศึกษาวิจัยทางวิชาการ เช่น ขนาดป้าย ระยะเบรก ความเข้าใจ เป็นต้น

ประเด็นเหล่านี้จำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเริ่มคิด แต่ก็ท้าทายเพราะกรมทางหลวงในความดูแลทั่วประเทศกว่า 50,000 กม.ในเชิงนโยบายจะผลักดัน โดยเริ่มตั้งแต่มาตรฐานการออกแบบเน้นกลุ่มเปราะบาง มากขึ้น และต้องเชื่อมไปสู่การออกแบบมาตรฐานเพื่อเป็นหลักในการทำงานร่วมกันทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง และเพื่อทำให้การจัดงบประมาณในการปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความปลอดภัยที่เหมาะสม

ศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์อุบัติเหตุแห่งประเทศไทย หรือ TARC สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) กล่าวว่า การประชุมด้านความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ผ่านมามีการนำเสนอข้อมูลในภาพรวม ซึ่งในส่วนของกรมทางหลวงนำเสนอการวิเคราะห์จุดเสี่ยงและการแก้ไข เช่น การติดตั้งการ์เรล สามารถช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุอย่างชัดเจนแต่ยังมีข้อจำกัด ของรายงานที่จะนไปเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานอื่น

ส่วน TARC ได้นำเสนอผลสืบสวนข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ประมาณ 400 กรณี พบข้อมูลที่สำคัญว่าสาเหตุส่วนใฆญ่เกิดจากความผิดพลาดของผู้ขัขี่โดยเฉพาะกลุ่มเยาวนอายุ 15-24 ปี และพบว่าเกิดเหตุช่วงกลางคืนรุนแรงกว่ากลางวัน 1.7 เท่า และนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนาระบบการอบรมใบขับขี่

ส่วนครั้งที่ 2 พบว่าตัวเลขอุบัติเหตุปี 2566-2567 อยู่ที่ 17,000 รายต่อปี มีข้อมูลในเรื่อง ไม่สวมหมวกกันน็อค เมาไม่ขับ ไม่คาดเข็มขัดนีรภัย ซึ่งมีตัวเลขบ่งชี้ว่ามีถึง 50% มีการเสนอเรื่องปลูกฝังวินัยในเยาวชนเด็กเล็ก ฝึกทักษะการคาดการณ์อุบัติเหตุ เน้นเรียนรู้เพื่อสร้างความรับผิดชอบ ขณะที่กรมการขนส่งทางบก นำเสนอการปรับเกณฑ์สอบใบขับขี่ ตรวจสภาพรถ ตำรวจ การตัดแต้มใบขับขี่ โดยปีที่ 2 มีข้อเสนอให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น และเชื่อมโยงใบสั่งกับการต่อภาษีรถยนต์

ส่วนการประชุมปีนี้ ข้อมูลเรื่องอุบัติเหตุสถิติปี 2568 ลดเหลือ 15,000 ราย หรืออัตราส่วน 24 คนต่อแสนประชากร ซึ่งจะผลักดันในการเพิ่มทักษะการขับขี่ ผลักดันหลักสูตรการคาดการณ์อุบัติเหตุ ในกลุ่มเยาวชน อายุ 10-19 ปี มีการบูรณาการความร่วมมือ ศึกษาการป้องกันอุบัติเหตุเพื่อสร้างมาตรการเชิงลึก และมีความคืบหน้าการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีการเชื่อมโยงข้อมูล ระหว่างกรมการขนส่งทางบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องใบสั่ง กับการต่อภาษี และใบสั่งอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความแม่นยำเพื่อลดปัญหาการโต้แย้ง ในแง่ผู้ผลิตรถยนต์ มีการติดตั้งระบบช่วยเตือนเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น และมีจัดตั้งสถาบันวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ (TRADAR) เป็นหน่วยงานอิสระ ทำหน้าที่ เป็นศูนย์กลางข้อมูลและงานวิจัยเชิงลึกระดับภูมิภาคและนานาชาติ ล่าสุดได้ลงนามความร่วมมือการบูรณาการข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน ระหว่าง กรมขนส่ง, กรมทางหลวง บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด และ มูลนิธิไทยโรดส์

ภายในงาน มีการบรรยายและวิเคราะห์เกี่ยวกับอุบัติเหตุต่างๆ อย่างหลากหลาย และมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “มาตรการทางด้านวิศวกรรมเพื่อลดความเร็วและบรรเทาความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดจากการใช้ความเร็ว” เพื่อให้เห็นว่าในปัจจุบันประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านวิศวกรรมรูปแบบใดบ้างเพื่อความปลอดภัยทางถนน และจะสามารถขยายผลมาตรการเหล่านี้ได้อย่างไร

ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และประสบการณ์จากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางและมาตรการที่เหมาะสมในการยกระดับความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทยในระยะยาว โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมการใช้ถนนอย่างรับผิดชอบ อันจะช่วยลดการสูญเสียและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...