โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ภาษีทรัมป์ 15% เขย่าอุตสาหกรรม ส.อ.ท. แนะเร่งเจรจา 150 วัน พลิกไทยพ้น"คนป่วยเอเชีย"

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การแพ้คดีภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และการประกาศหันมาใช้มาตรา 122 เก็บภาษีการค้าในอัตรา 15% เท่ากันทุกประเทศ สร้างแรงกระเพื่อมต่อภูมิทัศน์การค้าโลกอีกระลอก แม้ในเชิงตัวเลขไทยจะถูกปรับลดจาก 19% เหลือ 15% แต่ภาคอุตสาหกรรมมองว่า “ความไม่แน่นอน” ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ต้องเกาะติดอย่างใกล้ชิด

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์ในงานครบรอบ 46 ปีฐานเศรษฐกิจ ว่า ในเชิงจิตวิทยาตลาด การจัดเก็บภาษีแบบเท่ากันหมดทั่วโลก (Across the board) ของสหรัฐฯ ที่ 15% ถือว่าดีกว่าระบบเดิมที่สามารถปรับขึ้น 40-50% ได้ทันทีตามดุลพินิจฝ่ายการเมืองสหรัฐฯ เพราะช่วยลดความผันผวนเฉียบพลันและแรงกระแทกจากการต่อรองรายประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความกังวลไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขภาษีเพียงอย่างเดียว แต่คือเสถียรภาพเชิงนโยบายของสหรัฐฯ ในระยะถัดไป เนื่องจากสหรัฐฯ ยังเผชิญปัญหาขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และภาระหนี้สูง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะออกมาตรการอื่นเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มรายได้เข้าประเทศ ซึ่งอาจกระทบคู่ค้าอีกระลอก

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับไทย กลุ่มสินค้าหลักที่ต้องจับตา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วน IC ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ สินค้าอุปโภคบริโภค เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า อาหารแช่แข็ง อาหารแปรรูป และอัญมณี ต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น 15% แม้จะเท่ากันทั่วโลก แต่ย่อมกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและอัตรากำไร โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มาร์จิ้นต่ำ

อีกประเด็นที่ไทยต้องระวังคือ การถูกจับตาเป็น 1 ใน 15 ประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่แรงกดดันทางการค้ารูปแบบอื่น ขณะเดียวกันกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ต่อจีน อาจทำให้สินค้าจีนไหลทะลักเข้าสู่ตลาดอาเซียน รวมถึงไทย เพื่อระบายสินค้า ส่งผลให้ SME ไทยเสี่ยงถูกดัมพ์ราคาจนแข่งขันไม่ได้

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องการสวมสิทธิ์สินค้า (Transshipment) หากประเทศที่ถูกเก็บภาษีสูงกว่าใช้ไทยเป็นฐานส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้ไทยถูกตรวจสอบเข้มข้นมากขึ้น ส.อ.ท.เสนอว่ารัฐบาลต้องเร่งเจรจากับสหรัฐฯ ให้ได้ข้อยุติภายในกรอบเวลา 150 วัน เพื่อสร้างความชัดเจนและลดแรงกดดัน

ในมุมประเมินเศรษฐกิจปี 2569 นายเกรียงไกรยอมรับว่าเป็นปีแห่งความท้าทาย สอดคล้องกับการคาดการณ์ของ IMF และ World Bank ที่มองว่า GDP ไทยอาจเติบโตเพียง 1.6% ขณะที่หน่วยงานเศรษฐกิจในประเทศและ กกร. ประเมินกรอบ 1.6-2% สะท้อนภาพการฟื้นตัวเปราะบาง

แม้ปี 2568 ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ขยายตัวได้ถึง 2.5% ส่งผลให้ทั้งปีโต 2.4% ดีกว่าคาด แต่แรงส่งดังกล่าวต้องอาศัยมาตรการที่แม่นยำและต่อเนื่อง โดยเฉพาะชุดนโยบาย “10 Plus” ที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะจุด หากดำเนินการได้ต่อเนื่อง อาจพยุงการเติบโตปี 2569 ให้แตะระดับ 2% กว่า

ปัจจัยเปราะบางสำคัญยังอยู่ที่ SME ซึ่งเผชิญปัญหาสินเชื่อลดลงต่อเนื่องกว่า 10 ไตรมาส สะท้อนสภาพคล่องตึงตัว หากไม่มีมาตรการเสริมสภาพคล่องหรือค้ำประกันความเสี่ยงเพิ่มเติม SME จำนวนมากอาจไปต่อไม่ได้ และจะซ้ำเติมฐานการผลิตในประเทศที่อ่อนแออยู่แล้ว ทั้งนี้แม้การส่งออกปี 2568 เติบโต 12.9% แต่ “ไส้ใน” ภาคการผลิตกลับติดลบ สะท้อนโครงสร้างที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้ามาแปรรูปหรือส่งออกต่อ ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างแท้จริง หากไม่เร่งปรับโครงสร้างการผลิต ไทยอาจสูญเสียความสามารถแข่งขันระยะยาว

ในด้านการลงทุน แม้ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (FDI) ปี 2568 สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท แต่บรรยากาศความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ อาจทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจแบบ Wait and See ดังนั้นหน่วยงานรัฐต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น 2-3 เท่า เพื่อรักษาโมเมนตัมการลงทุน

"สำหรับยุทธศาสตร์รับมือ ส.อ.ท.เสนอ 3 แนวทางหลัก ได้แก่ หนึ่ง เร่งเจรจากับสหรัฐฯ ให้ได้ข้อสรุปภายในกรอบเวลา สอง เร่งขยายตลาดใหม่ผ่านการเจรจา FTA ที่ค้างอยู่ และสาม ปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะ SME จากการไหลบ่าของสินค้าราคาถูก"

ในภาพใหญ่ นายเกรียงไกรมองว่าไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ในการหลุดพ้นภาพ “Sick Man of Asia” หรือคนป่วยแห่งเอเชียหลังสื่อระดับโลกอย่าง Financial Times เคยสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2% ต่อเนื่องเกือบทศวรรษ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 8%

ไทยเคยเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ในภูมิภาค รองจากอินโดนีเซีย แต่ปัจจุบันถูกหลายประเทศเร่งแซง หากไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ภายในปี 2030 ไทยอาจร่วงอันดับลงอีก การยกระดับผลิตภาพแรงงาน อุตสาหกรรมเป้าหมาย และนวัตกรรมจึงเป็นวาระเร่งด่วน

ดังนั้นเสนอว่ารัฐบาลใหม่ต้องให้ความสำคัญกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มีเอกภาพและทำงานเชิงรุก การผลักดันนโยบายต้องต่อเนื่อง ไม่สะดุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและภาคธุรกิจ หากทำได้ ไทยยังมีศักยภาพฟื้นตัว

สรุปแล้ว ปัจจัยบวกปี 2569 อยู่ที่ความต่อเนื่องของมาตรการรัฐ การเร่งเจรจาการค้า และการดึงดูดการลงทุนคุณภาพ ขณะที่ปัจจัยลบคือความไม่แน่นอนนโยบายการค้าสหรัฐฯ ความเปราะบางของ SME และโครงสร้างการผลิตที่อ่อนแรง

ภายใต้บริบทโลกที่ผันผวน การแพ้คดีภาษีของทรัมป์อาจลดแรงกดดันระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่จุดจบของสงครามการค้า ภารกิจสำคัญของไทยคือเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มความแข็งแกร่งภาคการผลิต และยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน เพื่อไม่ให้ถูกนิยามซ้ำว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ในทศวรรษหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...