โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TDRI:เมื่อสงครามภาษีเปลี่ยนโหมด จาก IEEPA สู่ Section 122 สำรวจความเสี่ยงผู้ส่งออกไทย

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ดร.สลิลธร ทองมีนสุข นักวิชาการอาวุโส ด้านกฎหมายดิจิทัลและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ทีดีอาร์ไอ

นักวิชาการอาวุโส ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ชี้ แม้ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาได้มีคำวินิจฉัยว่า การใช้อำนาจตาม International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ของฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดภาษีนำเข้าในวงกว้างเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่รัฐสภามอบให้ แต่ยังมีความเป็นไปได้ของการกำหนดภาษีในอนาคต ภายใต้เครื่องมือทางกฎหมายหลายชุดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งบริษัทไทยที่มีการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ต้องเตรียมรับมือ

ดร.สลิลธร ทองมีนสุข นักวิชาการอาวุโส ด้านกฎหมายดิจิทัลและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ทีดีอาร์ไอ วิเคราะห์กรณีที่ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยต่อการเก็บภาษีตอบโต้ ภายใต้กฎหมาย IEEPA ทั้งขั้นตอนของบริษัทนำเข้าสหรัฐฯในการเรียกภาษีคืน การเปลี่ยนโหมดสงครามภาษีจาก IEEPA สู่ Section 122 และสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องดำเนินการต่อไปตามการบังคับใช้ Section 122

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาได้มีคำวินิจฉัยสำคัญในคดี Learning Resources, Inc. v. Trump ซึ่งตัดสินว่าการใช้อำนาจตาม International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าในวงกว้างเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่รัฐสภามอบให้ ทำให้มาตรการภาษีหลายชุดที่ฝ่ายบริหารใช้ในช่วงปีที่ผ่านมา กลายเป็น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ในทันที

โดยศาลสูงสุดสหรัฐฯ ชี้ว่ากฎหมายฉบับนี้ “ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการตั้งภาษีนำเข้าโดยตรง” เพราะไม่ปรากฏคำว่า “tariffs” หรือ “duties” ในตัวบท และอำนาจการเก็บภาษีเป็นอำนาจของรัฐสภาที่ชัดเจนตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ1

คำวินิจฉัยนี้ออกมาด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 จากผู้พิพากษาศาลสูงสุด2 โดยศาลยืนยันว่าฝ่ายบริหารไม่สามารถอ้าง IEEPA เพื่อกำหนดภาษีในวงกว้างได้อีกต่อไป และยกคำสั่งภาษีส่วนใหญ่ที่อาศัยฐานอำนาจนี้ลงทันที พร้อมส่งเรื่องกลับให้ Court of International Trade (CIT) ซึ่งเป็นศาลล่างเฉพาะทางพิจารณา “เรื่องการเยียวยา/คืนเงินภาษี” ต่อไป3

การตัดสินครั้งนี้สะท้อนถึงแนวคิดว่าฝ่ายบริหารไม่สามารถอ้างอำนาจกว้างโดยไม่มีการมอบอำนาจอย่างชัดเจนจากรัฐสภา โดยศาลนำหลักการนี้มาใช้เน้นย้ำว่าการกำหนดภาษีศุลกากรเป็น “อำนาจที่สำคัญทางเศรษฐกิจและการเมือง” ซึ่งต้องได้รับอนุญาตชัดจากฝ่ายนิติบัญญัติ4

สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องเข้าใจอย่างรอบคอบคือ ศาลสูงสุดไม่ได้มีคำสั่งให้คืนเงินภาษีโดยอัตโนมัติแก่ผู้นำเข้าที่ชำระอากรไปก่อนหน้านี้ คำวินิจฉัยได้ส่งเรื่องกลับไปยัง Court of International Trade (CIT) เพื่อพิจารณาเรื่องการเยียวยาเป็นรายกรณี

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลสูงสุดชี้ว่ามาตรการนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กระบวนการคืนเงินยังต้องดำเนินตามขั้นตอนของกฎหมายศุลกากรสหรัฐฯ ซึ่งมีระบบการคัดค้าน การพิจารณา และการอุทธรณ์เป็นลำดับขั้น ดังนั้น การได้เงินคืนขึ้นอยู่กับสถานะของผู้นำเข้า การยื่น protest ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด และการต่อสู้คดีในศาลล่างตามกระบวนการปกติ ไม่ได้นำไปสู่กระแสเงินสดคืนในทันทีสำหรับภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลสูงสุดครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ “สงครามภาษี” ของสหรัฐฯยุติลง หากแต่เปลี่ยนรูปแบบและฐานอำนาจทางกฎหมาย เนื่องจากเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหลังคำวินิจฉัยออกมา ฝ่ายบริหารสหรัฐฯประกาศกำหนดภาษีนำเข้าแบบชั่วคราวในอัตรา 10% ทั่วโลกภายใต้ Section 122 ของ Trade Act of 1974 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศหรือภาวะขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง

หมายความว่า 10% จะถูกบวกเพิ่มจากอัตราภาษีพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว (เช่น MFN rate หรืออัตราที่กำหนดตามมาตรการอื่น ๆ ที่ยังคงบังคับใช้)

อย่างไรก็ดี มาตรการนี้มีลักษณะจำกัดในตัวเองอย่างชัดเจน กล่าวคือสามารถใช้อัตราได้ไม่เกินเพดานที่กฎหมายกำหนด (15%) และมีผลบังคับใช้ได้เพียง 150 วันเท่านั้น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในการขยายเวลาออกไป5

การเคลื่อนไหวนี้จึงสะท้อนว่าแม้ศาลจะจำกัดการใช้อำนาจภายใต้ IEEPA แต่ฝ่ายบริหารยังคงมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบที่แคบและตรวจสอบได้มากขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ดี ประกาศของฝ่ายบริหารสหรัฐฯเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ระบุไว้ชัดเจนว่า ภาษีชั่วคราว 10% ภายใต้ Section 122 จะไม่ซ้อนทับกับสินค้าบางประเภทที่อยู่ภายใต้มาตรการอื่นซึ่งบังคับใช้อยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะสินค้าที่ถูกจัดอยู่ภายใต้มาตรการด้านความมั่นคงแห่งชาติหรือมาตรการเฉพาะตามกฎหมายการค้าอื่น หากสินค้าของบริษัทอยู่ในกลุ่มดังกล่าว อัตราภาษีที่ใช้จะยังคงเป็นไปตามมาตรการเดิม และจะไม่ถูกบวกเพิ่มอีก 10% ในช่วงระยะเวลา 150 วันที่กำหนด6

แต่หากสินค้าของบริษัทไม่ได้อยู่ในรายการข้อยกเว้นที่ระบุไว้ในประกาศ หรือไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรการเฉพาะที่ได้รับการยกเว้นอย่างชัดแจ้ง สินค้านั้นจะถูกบวกภาษีเพิ่มเต็มจำนวน 10% ตาม Section 122 ตลอดช่วงเวลาบังคับใช้มาตรการ โดยภาษีดังกล่าวจะคำนวณเพิ่มจากอัตราพื้นฐานหรืออัตราที่ใช้บังคับอยู่ก่อนหน้า เป็นภาระต้นทุนที่ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกต้องนำไปคำนวณในโครงสร้างราคาและสัญญาทางการค้าในทันที

สรุปการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

1.ใช้อัตราภาษี 10% เท่ากันหมด (Flat Rate): ภายใต้ IEEPA เดิม อัตราภาษีนำเข้าจะแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ (ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรอง) แต่มาตรา 122 จะเปลี่ยนมาใช้วิธีเก็บภาษีส่วนเพิ่ม 10% ในอัตราเดียวสำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก

2.ระยะเวลาบังคับใช้: ภาษีภายใต้มาตรา 122 เป็นมาตรการชั่วคราว มีอายุเพียง 150 วัน (สิ้นสุด 24 กรกฎาคม 2026) เว้นแต่สภาคองเกรสจะอนุมัติให้ต่ออายุ (แต่มีความเป็นไปได้ที่ประธานาธิบดีอาจหาช่องทางประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใหม่เพื่อต่ออายุไปเรื่อยๆ)

3.ผลกระทบต่อข้อตกลงทวิภาคีเดิม: สิทธิพิเศษหรือส่วนลดทางภาษีที่สหรัฐฯ เคยเจรจาไว้กับประเทศคู่ค้าภายใต้กฎหมาย IEEPA ถือว่า “สิ้นผลทางกฎหมาย” ไปโดยปริยาย ทำให้ตอนนี้ทุกประเทศต้องกลับมาเผชิญหน้ากับกำแพงภาษี 10% เท่ากันหมด จนกว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมีคำสั่งประกาศบังคับใช้ข้อตกลงเหล่านั้นใหม่ด้วยกลไกอื่น

สิ่งที่ยังคงเดิม

  • ไม่เก็บซ้ำซ้อนกับมาตรา 232: หากสินค้าใดโดนเก็บภาษีภายใต้มาตรา 232 อยู่แล้ว (เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม) จะไม่ถูกนำมาคิดภาษีเพิ่ม 10% จากมาตรา 122 ซ้ำอีก
  • สินค้าที่ได้สิทธิประโยชน์จากกลุ่มการค้า USMCA (สหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา) และ ชิ้นส่วนอากาศยานพลเรือน ยังคงได้รับการยกเว้นภาษีตามเดิม
  • รายการสินค้ายกเว้นอื่นๆ (Annex II) กว่า 1,100 รายการ ยังคงเหมือนเดิมแทบทั้งหมด มีการถอดรายการสิ่งพิมพ์บางชนิดออกเพื่อจัดระเบียบใหม่เท่านั้น
  • มาตรการ De Minimis: สหรัฐฯ ยังคงระงับการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ (De Minimis) ต่อไปตามเดิม

เมื่อพิจารณาในเชิงปฏิบัติ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องดำเนินการ ดังนี้

1.เริ่มจากการตรวจสอบพิกัดสินค้าในระดับ HS 10 หลักอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าสินค้าแต่ละรายการอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นของ Section 122 หรือไม่ และมีภาระภาษีอื่นที่ยังคงใช้บังคับอยู่หรือไม่ การระบุพิกัดอย่างแม่นยำเป็นตัวกำหนดอัตราภาษีที่แท้จริงหรือ effective duty rate ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน

2.การจัดทำโมเดลคำนวณต้นทุนที่สะท้อนผลของมาตรการ 150 วันนี้อย่างชัดเจนก็มีความสำคัญ เพราะอาจกระทบต่อการตั้งราคา ตลอดจนการบริหารสัญญาคู่ค้า

3.อีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบคือวันนำเข้าสินค้า เนื่องจากมาตรการ Section 122 มีผลบังคับใช้กับสินค้าที่ “entered for consumption” ในสหรัฐฯหลังวันที่มีผลบังคับใช้7 ไม่ได้พิจารณาจากวันที่ออกจากประเทศไทยหรือวันที่ลงนามในสัญญา ดังนั้น สินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งอาจเข้าข่ายถูกเรียกเก็บ หากวันที่ CBP รับรายการนำเข้าอยู่ในช่วงเวลาบังคับใช้ 150 วันของมาตรการ

4.สุดท้ายบริษัทควรวางแผนทำงานร่วมกับผู้นำเข้าในสหรัฐฯเกี่ยวกับการคัดค้านและการขอคืนเงิน โดยจัดเตรียมข้อมูล sourcing และ production ที่ครบถ้วน การจัดประเภทสินค้าที่ถูกต้อง และเอกสารต้นทุนที่โปร่งใส เพื่อสนับสนุนการดำเนินคดีทั้งในขั้น CBP และในศาล

แม้คำตัดสินของศาลสูงสุดจะยุติการอ้าง IEEPA ในรูปแบบเดิม แต่ไม่ได้ยุติความเป็นไปได้ของการกำหนดภาษีในอนาคต ระบบการเก็บภาษีของสหรัฐฯยังดำเนินภายใต้เครื่องมือทางกฎหมายหลายชุดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และกระบวนการอนุมัติทางการเมืองอาจเข้ามามีบทบาทเด่นชัดกว่าเดิม ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจึงยังคงอยู่

นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุดยังสะท้อนทิศทางที่อาจเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม โดยในโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2026 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศชัดเจนว่าจะ “ยกระดับ” ภาษี 10% ทั่วโลกไปสู่ระดับสูงสุดที่กฎหมาย Section 122 อนุญาต คือ 15% และสำหรับบริษัทไทยที่มีการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มีสิ่งที่ต้องเตรียมการคือการรับมือกับอัตราภาษี 10% ในวันนี้ ตลอดจนการบริหารเวลา ความเสี่ยง และโครงสร้างข้อมูลภายในองค์กรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต

อ้างอิง

  • 1.Learning Resources, Inc. v. Trump, No. 24-1287, slip op. opinion of the Court at 8–12 (U.S. Feb. 20, 2026), https://www.supremecourt.gov/opinions/25pdf/24-1287_4gcj.pdf.
    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส, “ด่วน ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินคำสั่งขึ้นภาษีนำเข้าของ Trump ผิดกฎหมาย,” กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, 20 กุมภาพันธ์ 2569, https://files-website.ditp.go.th/uploads/TTCLA_US_News_Tariff_Supreme_Court_Feb2026_4cfadd3064.pdf. ↩︎
  • 2.Id., opinion of the Court at 1. ↩︎
  • 3.Id., opinion of the Court at 20-21. ↩︎
  • 4.Id., opinion of the Court at 12–15 ↩︎
  • 5.Lisa O’Carroll and Lauren Aratani, “What Will Happen to Trump’s Tariffs After Supreme Court Verdict?,” The Guardian, February 20, 2026, https://www.theguardian.com/us-news/2026/feb/20/what-will-happen-to-trump-tariffs-after-supreme-court-verdict. ↩︎
  • 6.Fiama Angeles and Johannes Fritz, “From IEEPA to Section 122: What Changed on 20 February 2026,” Global Trade Alert, February 21, 2026, https://globaltradealert.org/blog/from-ieepa-to-section-122. ↩︎
  • 7.”Supreme Court Strikes Down Trump’s IEEPA Tariffs — Now What for LSPs?,” TRADLINX Blogs, February 21, 2026, https://blogs.tradlinx.com/supreme-court-strikes-down-trumps-ieepa-tariffs-now-what-for-lsps/.
    “U.S. 10% Section 122 Tariff In Effect Feb. 24,” GHY International, February 21, 2026, https://www.ghy.com/trade-compliance/us-10-section-122-tariff-in-effect-feb-24-ieepa-tariffs-directed-to-wind-down-de-minimis-suspension-continues/.
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...