เปิดโมเดลใหม่ ‘ลัคกี้ มาร์เช่’ เจาะกลุ่มลูกค้าขยันเดิน ชอบเลือกเอง วางเป้าปีนี้จะเปิดครบ 10 สาขา หวังกลุ่มลูกค้าใหม่โตตามร้าน
มีคาดการณ์ว่าตลาดร้านอาหารประเภทสุกี้–ชาบูในประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 35,000–40,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ย 5-8% ต่อปี ขณะที่ในปีนี้สงครามสุกี้หม้อแดงน่าจะเพิ่มดีกรีความรุนแรงขึ้นอีก เพราะลัคกี้ สุกี้ และ ลัคกี้ บาร์บีคิว เปิดคอนเซปต์ใหม่ล่าสุด‘ลัคกี้ มาร์เช่’ (Lucky Marché) เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบเดินตัก และรักความหลากหลาย
[ ราคา-ความคุ้มค่า ยังเป็นตัวดึงลูกค้าเข้าร้าน ]
รสรินทร์ ติยะวราพรรณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด ได้กล่าวว่า ภาพรวมการแข่งขันในตลาดสุกี้ยังรุนแรง จากจำนวนผู้เล่นทั้งรายเดิมและรายใหม่ที่เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคเองก็มีการตัดสินใจที่รอบคอบมากขึ้น ‘ราคา’ ยังสำคัญ แต่ ‘ความคุ้มค่า’ ก็เพิ่มบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ ประสบการณ์ ความหลากหลายของเมนู มีส่วนต่อการตัดสินใจสำหรับกลุ่มคนรักบุฟเฟ่ต์เช่นกัน ดังนั้น โมเดลใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว ‘ลัคกี้ มาร์เช่’ จะเป็นคอนเซปต์ที่แยกออกจาก ลัคกี้ สุกี้ (ออริจินัล)
แล้วโมเดลใหม่ มีอะไรที่แตกต่างหรือเพิ่มใหม่บ้าง?
- ขนาดพื้นที่ใหญ่ขึ้น โดยจะเริ่มต้น 600 ตารางเมตรขึ้นไป เทียบกับตัวออริจินัลอยู่ที่ 400 ตารางเมตร
- รูปแบบของลัคกี้ มาร์เช่ จะไม่ใช่ร้านทรง ‘เชิงลึก’ หรือยาว แต่จะเป็นรูปทรงเกือยจะ ‘สี่เหลี่ยมจตุรัส’ สำหรับพื้นที่บาร์กลางของตัวร้าน
- เมนูของทอดจากเดิมมี 6 เมนู ลัคกี้ มาร์เช่ จะเพิ่มเป็น 9 เมนู และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่น บางวันมียำผักบุ้งกรอบ เป็นต้น
- เมนูน้ำ (สลัชชี่) จากเดิมมี 3 รายการ เพิ่มเป็น 6 โดยเพิ่ม สลัชชี่ชาปักษ์ใต้ และสลัชชี่โค้ก
ขณะเดียวกัน วิรัตน์ โรจยารุณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด กล่าวว่า “โมเดลนี้ส่วนหนึ่งเกิดจาก food waste ที่เกิดขึ้น บางครั้งลูกค้าสั่งมาเยอะเกินไปแล้วทานไม่หมด เช่น บางคนอยากตักลูกชิ้นแค่ 2 ลูก ก็เลือกที่จะเดินไปตักเองดีกว่า”
“ส่วนผู้เล่นรายอื่นในตลาด บางที่เลือกจะเพิ่มเวลาการทานบุฟเฟต์ ซึ่งสำหรับเราสถิติที่ลูกค้าทานจริงๆ แค่ 1.15 ชั่วโมง ไม่เกิน 1.30 ชั่วโมง ดังนั้น เราเลือกให้ในความหลากหลายมากกว่า อย่างเราเพิ่มเมนูแซลมอนซาชิมิ ก็คือการเพิ่มvalue ให้กับมื้ออาหารของลูกค้า”
[ เป้าขยายร้านโมเดลใหม่ปีนี้ 10 สาขา ]
สำหรับลัคกี้ สุกี้ และลัคกี้ บาร์บีคิว จุดที่ต้องปรับให้เร็วก็คือ ร้านสาขาที่ครอบคลุมตามความต้องการของตลาด เพราะจากปี 2568 กลุ่มลูกค้าใหม่ที่เข้ามาใช้บริการเติบโตถึง 100% จากการขยายสาขาใหม่เมื่อปีที่แล้ว
ดังนั้น โมเดลใหม่ ลัคกี้ มาร์เช่ ซึ่งเปิดสาขาแรกวันนี้ (20 ก.พ. 2569) ที่ตลาดอมรพันธุ์ หลังจากนี้และตลอดทั้งปี 2569 จะเห็นร้านสาขาขยายเพิ่มอีก 10 แห่ง โดยช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมจะมีทั้งหมด 4 สาขา
อย่างไรก็ตาม เฉพาะสาขานี้ใช้งบลงทุนอยู่ที่ 20 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนในสาขาต่อไปขึ้นอยู่ขนาดพื้นที่ของโลเคชั่น รวมถึงการปรับปรุง-ซ่อมแซม
ทางด้าน วิรัตน์ ได้กล่าวถึงภาพรวมการเติบโตของธุรกิจที่ผ่านมา โดยปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้อยู่ที่ 2,150 ล้านบาท เติบโตกว่า 110% จากปี 2567 ที่มีรายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท
ส่วนเป้าหมายของปี 2569 ได้วางเป้ายอดขายเกิน 3,500 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีร้านอาหารในเครือรวม 45 สาขา แบ่งเป็น ลัคกี้ สุกี้ 33 สาขา และ ลัคกี้ บาร์บีคิว 12 สาขา ซึ่งมีแผนจะขยายสาขาเพิ่มเติมอีกประมาณ 25-30 สาขา ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลักในต่างจังหวัด
“ปีนี้เราคิดว่าจะมีลัคกี้ฯ เปิดอยู่ในทุกภูมิภาคของไทย และเชื่อว่าตลาดสุกี้-ชาบู จะขยายตัวมากกว่านี้”
“เมื่อถามว่ากำไรธุรกิจมาจากไหน แบ่งเป็น 2 ส่วน ก็คือ ยอดจากการขาย (ลูกค้าเข้าร้าน) กับการบริหารต้นทุน ซึ่งธุรกิจอาหารที่เป็นบุฟเฟต์ต้องจัดการส่วนนี้ให้ดี ทำในสิ่งที่จำเป็น แต่ต้องไม่กระทบกับลูกค้า”
พร้อมกล่าวปิดท้ายว่า 4 ปี 45 สาขาที่ขยายมานั้นสะท้อนว่าธุรกิจมีการปรับตัวตลอด ปรับเปลี่ยนจากพฤติกรรมลูกค้า พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และไม่ใช่แค่การขยายสาขาแบบเดิมๆ “เรา learning by doing หลายๆ อย่างที่เพิ่มเข้ามา พัฒนาขึ้นมา เกิดจากพฤติกรรมลูกค้า”
จะเห็นว่า การที่จะยืนระยะให้นานขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ธุรกิจอาหารที่มีการแข่งขันสูงมากในปัจจุบัน กฎเหล็กเลยก็คือ ห้ามหยุดนิ่ง เพราะลูกค้าพร้อมจะเลือกในสิ่งที่ตอบโจทย์พวกเขาได้ดีที่สุด และให้ความคุ้มค่ามากที่สุด และนี่คือความคุ้มค่าในแบบลัคกี้ฯ