เมื่อปรากฏการณ์ Battle of Fates ไม่ใช่การฟื้นคืนของความงมงาย แต่คือรากเดิมของวัฒนธรรมถูกเล่าใหม่ ผ่านภาษาของโลกยุคดิจิทัล
ในฐานะของคนที่ติดตามสื่อบันเทิงของเกาหลีใต้อย่างใกล้ชิด ก็เริ่มจับตามองมาตั้งแต่ปี 2024 ที่ภาพยนตร์เรื่อง Exhuma (파묘) ว่าด้วยเรื่องฮวงจุ้ย และหมอผี สร้างยอดเข้าชมทะลุ 10 ล้านใบในเกาหลีใต้ ในไทยเองก็ได้รับความสนใจจากผู้ชมอย่างล้นหลามในโรงภาพยนตร์และสตรีมมิ่ง
ปีเดียวกันนั้น สารคดี Shaman: 귀신전 ทำยอดสมาชิกสูงสุดในบรรดาสารคดีออริจินัล รวมไปถึงรายการวาไรตี้หาคู่ Possessed Love (신들린 연애) ที่มีหมอผีและนักโหราศาสตร์ร่วมรายการเพื่อตามหารักแท้ ก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
ละครที่มีหมอผีเป็นตัวละครหลักอย่าง The Haunted Palace (귀궁) และ Head over Heels (견우와 선녀) ก็ปรากฏอย่างต่อเนื่อง แอนิเมชันชื่อดังอย่าง K-Pop Demon Hunters ที่ตัวละครมีรากฐานมาจากร่างทรง และภูติผี ของเกาหลีโบราณ ที่หยิบนำความเชื่อโบราณในอดีตมาทำให้เข้าถึงง่ายได้มากขึ้น
และล่าสุดอย่าง Battle of Fates : สังเวียนเซียนทำนาย ที่นำศาสตร์การดูดวงทั้งสี่ โดยหมอดูผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านทั้ง 49 คน
ร่างทรง (무속인 - ผู้ทำหน้าที่สื่อกลางกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อพื้นบ้านที่สืบทอดมาอย่างยาวนานหลายพันปี), ซาจู (사주/四柱 - การวิเคราะห์ดวงจากวันเวลาเกิดแบบเกาหลี), ไพ่ทาโรต์ และโหงวเฮ้ง มาทำเป็นรายการแข่งขันหาผู้ที่ทำนายได้แม่นยำที่สุดเพียงหนึ่งเดยว เพื่อเงินรางวัล 100 ล้านวอน
รายการ Battle of Fates นี้ได้รับความสนใจอย่างมาก ทั้งในเกาหลีใต้เอง และในหลายประเทศรวมถึงไทยด้วย ในบทความนี้จึงจะพามาเจาะลึกกันว่า ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสังคมเทคโนโลยีก้าวหน้าที่สุดในโลก ทำไมศาสตร์การทำนายโชคชะตาจึงกลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง
Story 1 – ความเชื่อไม่เคยหายไปไหน
K-POP อาจจะเป็นสิ่งแรกที่ทำคนนึกถึงเมื่อพูดถึงเกาหลี แต่มันไม่ใช่แค่นั้น K-POP กลับทำหน้าที่เป็นประตู พาให้ผู้คนเข้ามาสัมผัสกับรากลึกของวัฒนธรรมเกาหลีในหลากหลายแง่มุม รวมถึงแง่มุมของโหราศาสตร์อีกด้วย
สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่การมีอยู่ของศาสตร์เหล่านี้ แต่คือการที่มันถูกยกระดับจากความเชื่อส่วนบุคคล กลายเป็นคอนเทนต์ กระแส และวัฒนธรรมที่ดึงดูดให้ผู้คนอยากมาทำความรู้จักกับศาสตร์นี้เพิ่มมากขึ้น ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะร่างทรง ซาจู โหวงเฮ้ง ไพ่ทาโรต์ ไม่เคยหายไปจากเกาหลีใต้ ในกรุงโซลเพียงเมืองเดียว มีร้านดูดวงหลายพันแห่ง กระจุกตัวตามย่านที่มีคนพลุกพล่านเต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่
เพราะฉะนั้น การดูดวงไม่ใช่ของใหม่ แต่มันกำลังถูกทำให้มองเห็นชัดขึ้นอีกครั้ง
เมื่อร่างทรงเข้าไปอยู่ในหนังดัง ซีรีส์ฮิต และแพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลก มันจึงไม่ใช่เรื่องที่ถูกมองแค่ว่างมงายอีกต่อไป เพราะไม่ว่าจะร่างทรง หรือซาจู ต่างมีรากลึกฝังอยู่คู่กับการเติบโตของวัฒนธรรมเกาหลีเสมอมา
ถ้ามองย้อนกลับไป ร่างทรง หรือ มูดัง (무당) ของเกาหลีไม่ใช่ความเชื่อที่เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มันผูกกับภูมิประเทศและความเชื่อพื้นบ้านที่ให้ความหมายศักดิ์สิทธิ์กับธรรมชาติ โดยเฉพาะ “ภูเขา” ที่ถูกมองว่าเป็นที่สถิตของ ซันชิน (산신) หรือวิญญาณผู้คุ้มครองภูเขา
ส่วน ซาจู เองก็เป็นระบบคิดที่เกาหลีรับและพัฒนามาอยู่ในชีวิตประจำวันมานาน คำว่า ซาจู (사주) แปลตรงตัวว่า เสา 4 ต้น หมายถึง ปี เดือน วัน และเวลาเกิด ทั้งสี่ช่วงเวลานี้จะถูกแปลงเป็นธาตุทั้งห้า ไม้ ไฟ ดิน ทอง น้ำ ภายใต้กรอบคิดหยินหยาง เพื่ออ่านว่าโครงสร้างชีวิตของคนคนนั้น “เอนเอียง” ไปทางไหน
มันไม่ใช่แค่การบอกว่าใครจะรวยหรือซวย
แต่เป็นภาษาหนึ่งในการดูว่าอะไร “เกิน” อะไร “ขาด”
แล้วจะปรับจังหวะชีวิตอย่างไรให้สมดุลขึ้น
กรอบคิดเดียวกันนี้เองที่อยู่ใน ฮวงจุ้ยแบบเกาหลี (풍수지리) ที่อ่านความสัมพันธ์ระหว่าง “คน–พื้นที่” และเพื่อสร้างสมดุลของพลังในพื้นที่นั้นๆ อย่างการวางผังเมืองสำคัญ ที่สามารถเจาะลึกไปเล่าเป็นอีกประเด็นได้เกี่ยวกับการสร้างเมืองโซล
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นในรายการ Battle of Fates ไม่ใช่การฟื้นคืนของความงมงาย
แต่มันคือการที่รากเดิมของวัฒนธรรมถูกเล่าใหม่ ในภาษาของยุคดิจิทัล
Story 2 – เจน Z และความไม่มั่นคง
ช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา ความสนใจในศาสตร์การทำนาย เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในหมู่คนวัย 20 ปี
บางสถิติชี้ว่าเป็นกลุ่มที่ “เชื่อ” หรืออย่างน้อย “เปิดรับ” มากที่สุด
นี่ไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่มันสัมพันธ์กับสถานการณ์ในชีวิตของคนรุ่นใหม่ นั่นก็คือ “ความไม่มั่นคง” (불안) ในสังคมที่ผลลัพธ์ไม่สัมพันธ์กับความพยายามเสมอไป
เกาหลีใต้เป็นสังคมที่แข่งขันสูงมากประเทศหนึ่งอย่างที่หลายคนทราบดี การสอบเข้ามหาวิทยาลัย การได้งานในบริษัทใหญ่ การเลื่อนชั้นทางสังคม การมีครอบครัวอันแสนสุข และบั้นปลายชีวิตอันสวยงาม ทุกอย่างถูกผูกกับความสำเร็จในชีวิต
แต่ในยุคที่ตลาดแรงงานผันผวน ที่อยู่อาศัยแพงเหนือจินตนาการ โอกาสเลื่อนชนชั้นลดลง การมองไปถึง “อนาคต” สำหรับคนยุคใหม่นั้นมันช่างเลือนรางเหลือเกิน
การทำนายจึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกว่าจะรวยหรือไม่รวย แต่มันทำหน้าที่เป็น “พื้นที่รับฟัง” บ้างก็อธิบายว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ไปหาหมอดูเพราะเชื่อทั้งหมด แต่เพราะต้องการใครสักคนที่ฟังโดยไม่ตัดสิน และอย่างน้อยก็ยังได้คำตอบกลับมาบ้างว่าชีวิตควรจะเดินไปในทางไหนบนเส้นทางอันเรือนลางนี้ เพื่อไม่ให้หลงทางจนเกินไป แม้กระทั่ง AI ก็ถูกใช้เป็นหมอดู เมื่อวันเวลาเกิดถูกพิมพ์ลงในแชต สิ่งที่คนค้นหาอาจไม่ใช่คำตอบของอนาคตก็ได้ แต่คือคำอธิบายที่ทำให้วันนี้ดูเข้าใจได้มากขึ้นในสังคมที่ทุกอย่างมืดมิดไปหมด
ในสังคมที่การแข่งขันสูง แต่โอกาสไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียม ความพยายามไม่ได้การันตีผลลัพธ์เสมอไป การทำนายจึงทำหน้าที่คล้ายกลไกทางจิตวิทยา ที่ช่วยจัดระเบียบความไม่แน่นอนให้กลายเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เมื่อในยุคนี้ไม่อาจรับประกันอนาคตได้ ความเชื่อจึงกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการประคองหัวใจให้เดินต่อ
Story 3 – เมื่อความเชื่อกลายเป็นสินค้า
K-Drama K-Beauty K-Food ในตอนนี้เราได้มาถึงยุค K-Shamanism กันแล้ว ความเชื่อไม่ได้อยู่แค่ในห้องเล็ก ๆ ของซุ้มดูดวงอีกต่อไป มันถูกทำให้เป็นสินค้าและบริการที่ตลาดต้องการ
ร่างทรงที่พูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว
แพลตฟอร์มออนไลน์ดูซาจูรับปีใหม่
Temple stay วัดพุทธชื่อดัง เต็มไปด้วยชาวต่างชาติ เปลี่ยนศาสนาให้กลายเป็นประสบการณ์น่าลองสำหรับคนยุคใหม่
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า “ความเชื่อ” ถูกจัดวางใหม่ให้อยู่ในรูปแบบของประสบการณ์ที่ซื้อได้ จองได้ และรีวิวได้ ถ้าแต่ก่อนเวลาไปเที่ยวเกากลี ก็จะมีเหตุผลหลัก ๆ อยู่ไม่กี่อย่าง ช้อปปิ้ง ทัวร์กิน ดูคอนเสิร์ต แต่ในยุคนี้ การไปเกาหลีเพื่อดูดวง ไม่ได้ฟังแปลกอีกต่อไป
K-Shamanism จึงไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อพื้นบ้าน แต่มันกำลังถูกแปลงเป็น Spiritual Experienceที่อยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างวัฒนธรรม ประสบการณ์เฉพาะถิ่น และการเยียวยาใจ ในโลกการท่องเที่ยวยุคใหม่ ผู้คนไม่ได้ต้องการแค่สถานที่ แต่ต้องการ “เรื่องเล่า” และ “ความหมาย” ที่สามารถเชื่อมได้ หรือถ้าว่ากันง่ายๆ ก็คือการ Story Telling ซึ่งเป็นงานถนัดของเกาหลีใต้อยู่แล้ว ที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่า ตนเองไม่ได้แค่ผ่านมา แต่ได้ “เชื่อมต่อ” กับพื้นที่นั้นจริง ๆ
ความเชื่อจึงถูกรีแบรนด์ให้เป็นความฮิป ความเท่ และในขณะเดียวกันก็ถูกทำให้เข้าถึงง่าย และร่วมสมัย นี่คือการปรับตัวของโหราศาสตร์ในโลกทุนนิยมดิจิทัล
เมื่อมองกลับมาที่รายการ Battle of Fates
รายการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสสังคมที่การทำนายดวงถูกทำให้มองเห็นได้อีกครั้ง
เกาหลีใต้ไม่ใช่แค่ประเทศของซีรีส์เท่านั้น แต่วาไรตี้ของเกาหลีก็หลากหลายและกล้าทดลองอย่างมาก เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เรียนรู้เกี่ยวกับหลากหลายอาชีพ และส่องสปอร์ตไลต์ไปยังพื้นที่ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง
Battle of Fates จึงไม่ได้เป็นเพียงความสนุกหรือลุ้นว่าใครจะตกรอบแต่ทำให้ “อาชีพที่เคยถูกมองว่าอยู่ชายขอบ” ได้มีพื้นที่เล่าเรื่องของตัวเอง
ผู้ชมไม่ได้เห็นแค่ผลลัพธ์ของการทำนาย แต่เห็นเบื้องหลังของหมอดูแต่ละคน เห็นวิธีคิด วิธีฝึกฝน และโลกทัศน์ของพวกเขา
ในแง่นี้ รายการไม่ได้พูดถึงโชคชะตาเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการต่อยอดกระแสความเชื่อในยุคใหม่ ที่ถูกทำให้กลายเป็นทั้งความบันเทิง พื้นที่ทางวัฒนธรรม และส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจคอนเทนต์
สิ่งที่รายการนี้สะท้อน ไม่ใช่แค่คำถามว่า “ใครแม่นที่สุด”แต่คือคำถามว่า ทำไมเรื่องของโชคชะตาจึงยังเล่าได้ไม่รู้จบในประเทศที่เทคโนโลยีก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียอย่างเกาหลีใต้
ผู้เขียน:
ปาณิสรา ทรงธัมจิตติ (ยีนส์)
เกาเล่าเนื้อ meatykorea
อ้างอิง:
한국민속대백과사전
ENCYCLOPEDIA OF KOREAN FOLK CULTURE
[오늘, 신앙과 문화] 요즘 MZ들, MBTI보다 사주에 관심?
ที่มา - 국민일보
"완전 힙해"…K-샤먼 빠진 외국인 MZ들, 인왕산 굿당에 줄 섰다
ที่มา - 뉴스1
운세·타로는 어쩌다 2025년 핵심 트렌드가 됐을까?: M
Z세대가 무속에 진심이 된 이유 ที่มา - newneek
บทความต้นฉบับได้ที่ : เมื่อปรากฏการณ์ Battle of Fates ไม่ใช่การฟื้นคืนของความงมงาย แต่คือรากเดิมของวัฒนธรรมถูกเล่าใหม่ ผ่านภาษาของโลกยุคดิจิทัล
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath