โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทรัมป์มีเครื่องมือภาษีอะไรอีกบ้าง จะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังศาลสูงตีตกมาตรการภาษีเดิม

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ทรัมป์มีเครื่องมือภาษีอะไรอีกบ้าง จะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังศาลสูงตีตกมาตรการภาษีเดิม

หลังจากที่เมื่อวานนี้ (20 กุมภาพันธ์) ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา มีมติ 6-3 ตัดสินว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยอ้างกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 1977 ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกที่ประกาศไปเมื่อปีที่แล้ว ศาลสูงสหรัฐฯ จีงตีตกมาตรการภาษีดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำตัดสินของศาลสูงออกมา แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ก็ยังคงยืนยันที่จะใช้ระบบภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องธุรกิจอเมริกันและเปิดตลาดใหม่ๆ ของสหรัฐฯ

ทางด้าน ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แสดงความเห็นผ่านช่องทางโซเชียลว่า คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ เพียงแค่ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์สูญเสียเครื่องมือหนึ่งไป แต่ยังมี ‘เครื่องมืออื่นๆ อีกหลายตัวเลือก’ ที่ทรัมป์ยังสามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มภาษีได้

เครื่องมือเก็บภาษีทรัมป์ มีอะไรอีกบ้าง

1. มาตรา 122 กฎหมายการค้า 1974

เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือแรกที่ทรัมป์เลือกใช้ทันที หลังจากที่ศาลสูงสหรัฐฯ โหวตคว่ำมาตรการเก็บภาษีนำเข้าเดิมของทรัมป์ โดยกฎหมายฉบับนี้มอบอำนาจให้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถประกาศใช้มาตรการพิเศษเพื่อจำกัดการนำเข้า เมื่อพบปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับการชำระเงินระหว่างประเทศ เช่น ปัญหาขาดดุลการชำระเงินอย่างรุนแรง (Balance of Payments Deficits) หรือ เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินดอลลาร์เสื่อมค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ

อีกทั้งไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่า การใช้อำนาจของประธานาธิบดีในการสั่งเก็บภาษีศุลกากรนั้น จะต้องผ่านการสืบสวนหรือต้องมีการสรุปข้อเท็จจริงโดยหน่วยงานฝ่ายบริหารก่อน เช่น คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ (ITC) หรือกระทรวงพาณิชย์ อีกทั้งยังไม่ได้มอบอำนาจในการตัดสินใจเรื่องภาษีนี้ให้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยตรง อย่างเช่น ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR)

อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจตามมาตรา 122 นี้ ‘มีข้อจำกัด’ คือ สามารถตั้งกำแพงภาษีนำเข้าเพิ่มเติมได้ สูงสุดไม่เกิน 15% และมีผลบังคับใช้ได้ สูงสุดเพียง 150 วัน โดยทรัมป์ได้ลงนามขึ้นภาษีสินค้า 10% ทั่วโลก ตามอำนาจของมาตรา 122 ตามกฎหมายฉบับนี้ คาดว่ามาตรการขึ้นภาษีชั่วคราวนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ ตั้งแต่เวลา 00:01 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (EST)

2. มาตรา 301 กฎหมายการค้า 1974

เครื่องมือนี้อนุญาตให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ภายใต้การสั่งการของประธานาธิบดี สามารถตั้งกำแพงภาษีเพื่อตอบโต้ต่างชาติที่ ‘ละเมิดข้อตกลงทางการค้า’ หรือมีนโยบายที่ ‘ไม่เป็นธรรม’, ‘ไร้เหตุผล’ หรือ ‘เลือกปฏิบัติ’ ซึ่งเป็นภาระต่อการค้าของสหรัฐฯ โดยเงื่อนไขคือ USTR ต้องเป็นผู้ดำเนินการสืบสวนและพิจารณา

มาตรา 301 นี้ ‘ไม่มีการจำกัดเพดานอัตราภาษีสูงสุด’ แต่จะหมดอายุอัตโนมัติใน 4 ปี และสามารถต่ออายุได้โดยไม่มีขีดจำกัดสูงสุด หากมีคำร้องขอจากอุตสาหกรรมในประเทศ โดย เครื่องมือนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศจีน เช่น ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า 100%

3. มาตรา 232 กฎหมายขยายการค้า 1962

เครื่องมือนี้ใช้เพื่อปรับลดหรือเพิ่มภาษีการนำเข้าสินค้า หากพบว่าการนำเข้านั้น ‘คุกคามหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ’ โดยเงื่อนไขสำคัญคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะต้องดำเนินการสืบสวนและทำรายงานยืนยันผลก่อนที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะตัดสินใจออกมาตรการได้

เครื่องมือนี้ ‘ไม่มีการจำกัดเพดานอัตราภาษีสูงสุด’ และ ‘ไม่มีการจำกัดระยะเวลาบังคับใช้’ โดยในสมัยรัฐบาบลทรัมป์ 1.0 ทรัมป์เคยใช้มาตรานี้ตั้งกำแพงภาษีเหล็ก (25%) อะลูมิเนียม (10-25%) และรถยนต์ รวมถึงชิ้นส่วนรถยนต์มาแล้ว

4. มาตรา 338 กฎหมายการค้า 1930

เครื่องมือนี้ให้ประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งเก็บภาษีสินค้าจากต่างประเทศ หากประธานาธิบดี ‘พบข้อเท็จจริง’ (Find as a Fact) ว่าประเทศนั้นๆ มีการ ‘เลือกปฏิบัติ’ หรือ ‘สร้างข้อจำกัดที่ไม่เป็นธรรม’ ต่อสินค้าและพาณิชยกรรมของสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดย ‘ไม่จำเป็นต้อง’ รอผลการสืบสวนจากหน่วยงานใดเป็นข้อกำหนดเบื้องต้น แม้คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ (ITC) จะมีหน้าที่แจ้งให้ทราบก็ตาม

โดยมาตรา 338 นี้ สามารถตั้งกำแพงภาษีได้ สูงสุด 50% ของมูลค่าสินค้า และไม่มีการจำกัดระยะเวลา ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง ‘เครื่องมือทางเลือก’ ที่น่าสนใจในการเก็บภาษีนำเข้าของทรัมป์

จะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังจากนี้

หากทรัมป์ต้องการหลีกเลี่ยงกระบวนการสืบสวนที่มักใช้เวลานานจากหน่วยงานรัฐแบบที่ต้องทำในมาตรา 232 หรือ 30 จึงเป็นไปได้สูงที่เขาจะหันมาใช้เครื่องมือทางเลือกที่รวดเร็วกว่า (Alternative Tools) โดยเฉพาะ มาตรา 122 โดยอ้างปัญหาดุลการชำระเงิน หรือ มาตรา 338 โดยอ้างการถูกเลือกปฏิบัติ และอาจรวมถึง กฎหมาย IEEPA ในบางกรณี เนื่องจากกฎหมายเหล่านี้มอบอำนาจให้ประธานาธิบดีดำเนินการได้ทันที

ส่วนประเด็นเรื่องการคืนเงินภาษีหรือไม่นั้น ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีส่วนนี้ไปแล้วประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ศาลสูงไม่ได้ให้แนวทางว่าต้องคืนเงินหรือไม่ อย่างไร โดยทรัมป์และรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ คาดว่าข้อพิพาทเรื่องการขอคืนเงินนี้จะยืดเยื้อในชั้นศาลไปอีกหลายปี ผู้เชี่ยวชาญมองว่าบริษัทขนาดใหญ่มีโอกาสขอคืนเงินได้มากกว่าบริษัทเล็กที่ขาดแคลนทรัพยากรในการดำเนินการตามขั้นตอน อีกทั้งมาตรการเก็บภาษีทรัมป์หลังจากนี้อาจมีความเข้นข้นยิ่งขึ้นอีก

นอกจากนี้ความกังวลเรื่องการใช้อำนาจของประธานาธิบดีที่อาจกว้างเกินไปและไม่ถูกตรวจสอบนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ ความพยายามของสภาคองเกรสในการจำกัดอำนาจเหล่านี้ ซึ่งเป็นการตอบโต้และการตรวจสอบจากสภาคองเกรส (Congressional Check)

ปัจจุบันมีการเสนอร่างกฎหมายหลายฉบับ เช่น การบังคับให้กำแพงภาษีที่ประธานาธิบดีประกาศใช้ ต้องหมดอายุภายใน 60 วัน เว้นแต่สภาคองเกรสจะลงมติเห็นชอบ (Joint Resolution of Approval) รวมถึงมีการเสนอแก้ไขกฎหมาย IEEPA ไม่ให้ใช้ตั้งกำแพงภาษีได้อีก หรือแม้กระทั่งการเสนอยกเลิกมาตรา 338 ทิ้งไปเลย นอกจากนี้ยังมีความท้าทายในชั้นศาลที่พยายามตีความว่า การอ้างอำนาจตามกฎหมายเหล่านี้ของทรัมป์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

‘ข่าวดี’ หรือ ‘ข่าวร้าย’ ของไทย?

วีระพงษ์ ประภา อดีตผู้แทนการค้าไทย แสดงความเห็นผ่านช่องทางโซเชียลว่า มี 3 ข้อที่สำคัญที่ไทยควรคำนึงถึง นั่นคือ

1. แม้วันนี้ศาลสูงจะยกเลิกภาษีต่างตอบแทนรายประเทศ 19% ตามกฎหมาย IEEPA แต่ทรัมป์ยังมีเครื่องมืออื่นในมือเพื่อเก็บภาษี ต้องรอดูต่อว่า ไทยจะโดนมากหรือน้อยกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับการเจรจา

จากการที่ ศาลสูงสหรัฐยกเลิกภาษีต่างตอบแทนที่เก็บรายประเทศตามกฎหมาย IEEPA นั้น ทำให้ทรัมป์โต้ตอบโดยกลับมาเก็บที่ 10% กับทุกประเทศแทน โดยใช้มาตรา 122 ตามกฎหมายการค้า 1974 ตรงนี้ไทยจะได้ประโยชน์ เพราะภาษีลดลงจาก 19% เป็น 10% ซึ่งทรัมป์สามารถเก็บได้ 150 วันเท่านั้น ถ้ารัฐสภาสหรัฐฯ ไม่ให้ไปต่อ ก็เก็บต่อไม่ได้

ล่าสุด จึงมีประกาศอีกฉบับออกมาเพิ่มเติมว่า อาจจะใช้มาตรา 301 ของ The Trade Act 1974 ไล่เก็บภาษีต่างตอบแทนกับประเทศต่างๆ แทน หลังจากที่เก็บจากมาตรา 122 ไม่ได้แล้ว มาตรา 301 ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีกับประเทศที่มีพฤติกรรมค้าขายกับสหรัฐอย่างไม่เป็นธรรม เช่น มีการลอกเลียนลิขสิทธิ์ทางปัญญา หรือบิดเบือนค่าเงิน โดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะต้องทำรายงานพฤติกรรมเหล่านี้รายประเทศ ซึ่งตอนนี้เริ่มทำกับจีนและบราซิลแล้ว

วีระพงษ์ยังเน้นย้ำว่า ภาษีที่เก็บรายสินค้า ‘ทุกประเทศ อัตราเดียว’ กับสินค้า เช่น ทองแดง อะลูมิเนียม รถยนต์ ยังคงอยู่ เพราะภาษีนี้อ้างอิงกับกฎหมายอีกฉบับ (มาตรา 232 กฎหมายขยายการค้า 1962) และมีโอกาสที่ทรัมป์จะเพิ่มความเข้มข้นของภาษีนี้เพิ่มเติม เช่น เพิ่มอัตราภาษี หรือเพิ่มรายการสินค้าที่โดนภาษี

2. คนที่จะได้ภาษีที่เก็บมาแล้วคืนคือ ผู้นำเข้าสหรัฐฯ ‘ไม่ใช่’ ผู้ส่งออกไทย ถ้าผู้ส่งออกไทยจะเรียกร้องเงินคืนบ้าง คงต้องเจรจากับผู้นำเข้า แต่จะต้องรวมกลุ่มต่อรองและจะใช้เวลานาน

วีระพงษ์ยกตัวอย่างว่า สมมติ ผู้นำเข้าสหรัฐฯ คือ ‘จอห์น’ ได้ซื้อของจากผู้ส่งออกไทย คือ ‘สมพงษ์’ 100 บาท จอห์นต้องเสียภาษีให้รัฐบาลสหรัฐฯ 19 บาท เมื่อศาลพิพากษาให้ภาษีนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลสหรัฐฯ จึงต้องคืนเงินภาษี 19 บาทให้จอห์น ไม่ใช่สมพงษ์

เพราะฉะนั้น ผู้ส่งออกไทย ‘ยังไม่ได้ประโยชน์โดยตรง’ นอกจากสมพงษ์จะไปเจรจาขอเงินคืนจากจอห์นเอง ตรงนี้ รัฐบาลสามารถรวมกลุ่มผู้ประกอบการและสนับสนุนการเจรจาได้ แต่คงจะใช้เวลานาน เพราะตอนนี้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ อย่างจอห์นเอง ก็ยังไม่แน่ว่าเมื่อไหร่จะได้เงินคืน เพราะทรัมป์บอกเลยว่า ‘กระบวนการจะไม่ง่าย’

3. การเจรจาภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ควรทำต่อ แต่โจทย์ของการเจรจาจะเปลี่ยนแปลงไป

ในเมื่อทรัมป์ยังมีเครื่องมืออื่นในมือ การเจรจาจึงควรดำเนินต่อไป แต่โจทย์จะไม่ใช่เจรจาเพื่อให้ได้ 19% ตามเดิมแล้ว วีระพงษ์เสนอว่า ด้วยรูปการณ์ปัจจุบัน โจทย์ในการเจรจาของไทยมี 2 ข้อ

1. เราควร ‘เน้นเจรจาเพื่อขอยกเว้น’ หรือ ‘ลดภาษีเป็นรายสินค้าไป’ โดยเฉพาะสินค้าที่สำคัญกับการส่งออกไทย เช่น ที่อังกฤษเคยเจรจาขอลดภาษีเหล็กได้ เป็นต้น จะทำให้ต้นทุนการส่งออกลดลง ไทยได้เปรียบประเทศอื่นๆ

2. เราต้อง ‘เตรียมสู้กลับ’ กรณีที่ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ รายงานพฤติกรรมการค้าที่ ‘ไม่เป็นธรรม’ ของไทย เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการขึ้นภาษีในอนาคต ในส่วนนี้รัฐบาลไทยทำงานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่เราจะต้องเตรียมเหตุผลเจรจากับสหรัฐให้เข้มแข็งว่า พฤติกรรมการค้าของไทยยุติธรรมอย่างไร หรือจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมแก้ไขในส่วนที่ยังเป็นข้อพิพาทอยู่อย่างไร

โดยรวมแล้ว วีระพงษ์มองว่า ข่าวดีคือ เราได้ลดภาษีจาก 19% มาเป็น 10% เท่ากันทุกประเทศ แต่นี่เป็น ‘ข่าวดีชั่วคราว’ ยังต้องจับตาดูทรัมป์ว่า จะใช้เครื่องมืออื่นๆ อย่างไร การเจรจาจะมีความสำคัญมาก

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...