เรดการ์ด : บทเรียนที่มนุษยชาติไม่ควรลืม
หลังนโยบาย ก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ (Great Leap Forward) ล้มเหลวอย่างหายนะในช่วง ค.ศ. 1958-1962 ส่งผลให้ประชากรจีนอดตายระหว่าง 15-55 ล้านคน เหมาเจ๋อตุงพบว่าอำนาจของตนในพรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่มลดลง
ผู้นำสายปฏิบัติการอย่าง หลิว เส้าฉี และ เติ้ง เสี่ยวผิง เริ่มมีบทบาทเด่นชัดขึ้นในการบริหารประเทศ พวกเขาผลักดันนโยบายที่เน้นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจมากกว่าอุดมการณ์ ซึ่งท้าทายแนวคิดของเหมาโดยตรง
เหมาเลือกที่จะไม่สู้ผ่านโครงสร้างพรรคที่ตนเองกำลังสูญเสียอำนาจ แต่เลือกที่จะปลุก “เยาวชน” ให้ลุกขึ้นมาทำลายศัตรูทางอุดมการณ์แทน
และแล้ว “เรดการ์ด” ก็ถือกำเนิดขึ้น
a status from: ลูกตาลลาเต้
[การสร้างกองทัพจากความบริสุทธิ์]
เรดการ์ดถูกก่อตัวอย่างเป็นทางการในช่วง “การปฏิวัติวัฒนธรรมใหญ่” (Great Proletarian Cultural Revolution) ปี ค.ศ. 1966-1976
สมาชิกส่วนใหญ่คือนักเรียน นักศึกษา อายุระหว่าง 13-25 ปี ที่ถูกเรียกให้ “ปกป้องความคิดของประธานเหมา” พวกเขาไม่ได้รับค่าจ้าง ไม่มีสัญญาจ้าง แต่ได้รับสิ่งที่ทรงพลังกว่า นั่นคือ “ความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าทางคุณธรรมสูงกว่าคนอื่น”
พวกเขาถือ “สมุดปกแดง” (Quotations from Chairman Mao) เป็นเหมือนคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ และได้รับการสอนว่า ความหมายในสมุดเล่มนั้นสำคัญกว่าความรู้ของครู อาจารย์ นักวิชาการ หรือแม้แต่พ่อแม่ของตนเอง
เมื่อกลุ่มผู้นำที่ทำงานใกล้ชิดกับเหมา โดยเฉพาะ เจียงชิง (ภรรยาของเหมา) พร้อมด้วย จางชุนเฉียว, เหยาเหวินหยวน และ หวังหงเหวิน ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า “แก๊งสี่คน” ได้รับอำนาจในการผลักดันนโยบาย
บรรยากาศการเมืองช่วงนั้นเต็มไปด้วยอุดมการณ์สุดโต่ง ความรุนแรงถูกทำให้ดูเป็นเรื่องชอบธรรม ก่อนจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำจัดคนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นศัตรูของการปฏิวัติ
[“สี่เก่าที่ต้องทำลาย”]
เป้าหมายที่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการคือ “การทำลายสี่เก่า” (Destruction of the Four Olds):
- ความคิดเก่า (Old Ideas)
- วัฒนธรรมเก่า (Old Culture)
- ขนบธรรมเนียมเก่า (Old Customs)
- นิสัยเก่า (Old Habits)
ฟังดูเหมือนการปฏิรูปที่สวยงาม แต่ในทางปฏิบัติ มันกลายเป็นการล่าแม่มดระดับชาติ เพราะ “สี่เก่า” ไม่มีนิยามที่ชัดเจน ทำให้ทุกอย่างที่เรดการ์ดไม่ชอบ สามารถถูกกล่าวหาว่าเป็น “ของเก่า” ได้ทั้งสิ้น และมันก็ได้สร้างฝันร้ายต่อประเทศ
ฝันร้ายต่อมนุษย์ด้วยกัน
ครู อาจารย์ นักวิชาการ ปัญญาชนอาวุโส แพทย์ วิศวกร ศิลปิน นักเขียน จำนวนมากถูกเรดการ์ดลากขึ้นเวทีเพื่อ “การประชุมวิพากษ์วิจารณ์” (Struggle Sessions) พวกเขาถูกบังคับให้คุกเข่า ถูกตะโกนด่า ถูกตี ถูกบังคับให้สวมป้ายที่เขียนว่า “ศัตรูของประชาชน” หรือ “อนุรักษ์นิยมปฏิกิริยา” และถูกบังคับให้ “สารภาพ” ถึงความผิดที่พวกเขาไม่เคยทำ
เต็ง โต (Deng Tuo) นักเขียนและนักประวัติศาสตร์ชื่อดัง ถูกประณามว่าเป็น “ผู้ต่อต้านพรรค” และฆ่าตัวตายในปี 1966
หลาว เซ่อ (Lao She) นักเขียนชื่อดังระดับโลก ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงในการประชุมวิพากษ์ และจมน้ำตายในปี 1966 (สันนิษฐานว่าฆ่าตัวตาย)
อู๋ฮั่น(Wu Han) นักประวัติศาสตร์และรองนายกเทศมนตรีปักกิ่ง ถูกทรมานจนเสียชีวิตในคุกปี 1969
ในช่วงเวลานั้น ลูกถูกบังคับให้ออกมาประณามพ่อแม่ในที่สาธารณะ นักเรียนต้องขึ้นเวทีตีครูที่สอนตนเอง สามีภรรยาต้องหย่าขาดจากกันเพื่อพิสูจน์ความจงรักภักดีต่อพรรค
ใครยิ่งประณามรุนแรง ยิ่งได้รับการยกย่องว่า “เป็นปฏิวัติที่แท้จริง”
มีการประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตโดยตรงและโดยอ้อมระหว่าง 500,000 ถึง 2 ล้านคน (ตัวเลขแตกต่างกันไปตามแหล่งข้อมูล) และมีผู้ที่ชีวิตถูกทำลายลงโดยการถูกจำคุก การถูกเนรเทศ การสูญเสียอาชีพ หรือต้องหลอนกับความรุนแรงที่ได้เห็นอีกนับสิบล้านคน
ฝันร้ายต่อวัฒนธรรม
เรดการ์ดบุกเข้าไปในวัดพุทธ วัดเต๋า ศาลเจ้าขงจื๊อ และทำลายทุกอย่างที่พวกเขามองว่าเป็น “งมงาย” หรือ “ของเก่า”
- วัดขงจื๊อที่เมืองฉู่ฝู่ (ที่เกิดของขงจื๊อ) ถูกทำลาย รวมถึงหลุมฝังศพของขงจื๊อเองถูกขุดขึ้นมา
- หนังสือโบราณจำนวนมหาศาลถูกเผาทำลาย
- ภาพเขียน เครื่องดนตรี โบราณวัตถุที่มีอายุหลายร้อยหรือหลายพันปีถูกทุบทำลาย
- สุสานบรรพบุรุษถูกขุดคุ้ย เพราะถูกมองว่าเป็น “ขนบธรรมเนียมเก่า”
นักวิชาการประเมินว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่สูญหายไปในช่วงเวลานี้ ไม่สามารถกู้คืนได้อีกต่อไป
ฝันร้ายต่อการศึกษา
โรงเรียนและมหาวิทยาลัยถูกปิดเป็นเวลาหลายปี การสอบเข้ามหาวิทยาลัยถูกยกเลิกตั้งแต่ปี 1966-1976 อาจารย์จำนวนมากถูกไล่ออก เด็กรุ่นหนึ่งเติบโตโดยไม่มีการศึกษาที่เป็นระบบ พวกเขาเรียนรู้เพียงแค่คำสอนของเหมาและการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง คนจีนเรียกคนรุ่นนี้ว่า “รุ่นที่สูญหาย” (Lost Generation)
เมื่อประเทศเปิดระบบการศึกษาอีกครั้งในปลายทศวรรษ 1970 คนรุ่นนี้พบว่าตนเองขาดทักษะและความรู้ที่จำเป็นในการแข่งขันในโลกสมัยใหม่
[เมื่อเครื่องมือเริ่มคุมไม่อยู่]
สิ่งที่เหมาไม่ได้คาดการณ์ไว้คือ เรดการ์ดเริ่มแตกเป็นหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มต่างอ้างว่าตนเอง “แดงกว่า” และ “จงรักภักดีต่อประธานเหมามากกว่า”
พวกเขาเริ่มต่อสู้กันเอง บางครั้งด้วยอาวุธปืน ระเบิด หรือแม้แต่รถถัง ที่ขโมยมาจากกองทัพ
บางเมืองเกิดสภาพคล้ายสงครามกลางเมือง มีการสู้รบกันระหว่างกลุ่มเรดการ์ดต่าง ๆ ที่ต่างก็อ้างว่าตนเอง “ปกป้องเหมา”
ในที่สุด สถานการณ์บานปลายจนเหมาเองก็ควบคุมไม่อยู่
ปี 1968 กองทัพปลดแอกประชาชนจีนถูกส่งเข้าคุมสถานการณ์ เรดการ์ดจำนวนมากถูกส่งไป “ชนบทเพื่อเรียนรู้จากชาวนา” (ซึ่งในความเป็นจริงคือการเนรเทศ) และการปฏิวัติวัฒนธรรมค่อย ๆ สิ้นสุดลง
[การตื่นจากฝันร้าย]
หลังเหมาเจ๋อตุงเสียชีวิตในปี 1976 “แก๊งสี่คน” ถูกจับกุมทันที และในปี 1981 พรรคคอมมิวนิสต์จีนออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า “การปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นความผิดพลาดร้ายแรงและหายนะของชาติ”
เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้รอดชีวิตจากการถูกชำระล้างในยุคนั้น กลับมาเป็นผู้นำและนำพาจีนสู่การปฏิรูปเศรษฐกิจ เขาฟื้นฟูระบบการศึกษา เปิดประเทศสู่โลกภายนอก และมุ่งเน้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์
แต่บาดแผลของสังคมจีนยังคงมีอยู่ แม้จะผ่านมาเกือบ 50 ปี รัฐบาลจีนยังคงไม่ยอมให้มีการพูดถึงหรือวิจารณ์ยุคนั้นอย่างเปิดเผย
บทเรียนสำหรับมนุษยชาติ
หากเรามองด้วยใจเป็นธรรม เรดการ์ดส่วนใหญ่ก็คือเด็ก เยาวชน ที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและความปรารถนาดี พวกเขาไม่ได้ “ชั่วร้ายโดยกำเนิด”
แต่เรื่องนี้สอนเราว่า:
- อันตรายของความมั่นใจทางคุณธรรมที่ไม่ถูกตรวจสอบ
เมื่อใครก็ตามเชื่อว่าตนเอง “ถูกต้องโดยอัตโนมัติ” เพราะอยู่ฝ่าย “ความดี” การทำร้ายผู้อื่นด้วยวาจาและการกระทำจะถูกอธิบายว่า “จำเป็น” หรือ “เพื่อประโยชน์ส่วนรวม”
คำถามที่ควรถาม: เมื่อไรที่ความมั่นใจในความถูกต้องของตนเอง กลายเป็นการปิดกั้นความคิดอื่น?
- อันตรายของการให้อำนาจกับคนที่ไม่มีประสบการณ์หรือภูมิปัญญา
เยาวชนมีพลังและความกระตือรือร้น แต่ขาดประสบการณ์และความสามารถในการมองเห็นผลกระทบระยะยาว การมอบอำนาจทางคุณธรรมหรือการเมืองโดยไม่มีการถ่วงดุล อาจนำไปสู่หายนะ
คำถามที่ควรถาม: ใครควรมีอำนาจในการตัดสินว่าอะไร “ถูก” หรือ “ผิด”? และอำนาจนั้นควรถูกตรวจสอบอย่างไร?
- อันตรายของการทำลายสถาบัน “เก่า” โดยไม่คิดถึงผลที่ตามมา
การปฏิรูปเป็นสิ่งจำเป็น แต่การทำลายทุกอย่างที่ “เก่า” โดยไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงมีอยู่ อาจนำไปสู่การสูญเสียภูมิปัญญาและเสถียรภาพของสังคม
คำถามที่ควรถาม: อะไรคือสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลง? และอะไรคือสิ่งที่ควรอนุรักษ์? เราตัดสินได้อย่างไรในยามที่อารมณ์กำลังเดือด?
- อันตรายของโลกที่ไม่มีพื้นที่สำหรับคำถาม
เรดการ์ดถูกปลูกฝังว่า “การตั้งคำถามกลับ” คือ “การทรยศ” ดังนั้นไม่มีใครกล้าถามว่า “เราทำถูกหรือเปล่า?”
คำถามที่ควรถาม: สังคมของเรายังเปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามกลับอยู่หรือไม่? หรือคำถามกลับกำลังถูกมองว่าเป็น “การต่อต้าน”?
สัญญาณเตือนในยุคปัจจุบัน
เรดการ์ดไม่ใช่แค่เรื่องในอดีต รูปแบบความคิดเดียวกันยังคงเกิดขึ้นในรูปแบบใหม่:
- เมื่อกลุ่มคนมั่นใจว่าตนเอง “ถูกโดยกำเนิด” และฝ่ายตรงข้ามคือ “ศัตรู”
- เมื่อการตั้งคำถามถูกมองว่าเป็น “การหักหลัง” หรือ “การไม่จงรักภักดี”
- เมื่อความรุนแรง (ไม่ว่าจะเป็นทางกาย หรือทางวาจา) ถูกอธิบายว่า “จำเป็น” เพื่อความดี
- เมื่อประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หรือภูมิปัญญาเก่าถูกดูถูกว่า “ล้าสมัย” โดยไม่ได้พยายามเข้าใจ
คำถามสุดท้าย
บทเรียนจากเรดการ์ดสอนเราว่า มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะหนุ่มสาวหรือแก่เฒ่า ไม่ว่าจะฉลาดหรือโง่เขลา สามารถกลายเป็นเครื่องมือของความรุนแรงได้ หากพวกเขาเชื่อมั่นอย่างไม่มีข้อสงสัยว่า ตนเองอยู่ฝ่าย “ความถูกต้อง”