โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิทัย หวั่น เศรษฐกิจไทย 69 โตต่ำกว่าศักยภาพ แนะลงทุน ปฏิรูปโครงสร้าง ดันศักยภาพโต 3.5–4%

MATICHON ONLINE

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิทัย หวั่น เศรษฐกิจไทย 69 โตต่ำกว่าศักยภาพ แนะลงทุน ปฏิรูปโครงสร้าง ดันศักยภาพโต 3.5–4%

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยบนเวที งานสัมมนา POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ฝ่ามรสุมปี 2569 จัดโดย สำนักข่าว โพสต์ทูเดย์ เนชั่นกรุ๊ป ว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยมีอยู่มาก แต่เชื่อว่ายังอยู่ในจุดที่มีโอกาสปรับตัวให้ดีขึ้นได้ โดยปัญหาหลัก คือการที่เศรษฐกิจโตต่ำต่อเนื่อง จากที่เคยเติบโตในระดับ 8% ลดลงมาเหลือเพียง 2% กว่าในปัจจุบัน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า จีดีพีของไทยในปี 2569 อาจเติบโตอยู่ที่ประมาณ 1.9% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับศักยภาพ (Potential GDP) ที่ควรจะอยู่ที่ 2.7% แม้ว่าตัวเลขในไตรมาส 4 ของปี 2568 จะขยายตัวได้ 2.5% จนทำให้ตลาดประหลาดใจก็ตาม

นายวิทัย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันติดอยู่ในวงจรการเติบโตต่ำ ซึ่งหากไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเทศจะวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมไปอีกหลายปี โดยมีปัจจัยมาจากหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 86-87% ของ จีดีพี และที่น่ากังวลคือคุณภาพหนี้ NPL ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบต่อเนื่องมาถึง 14 ไตรมาส อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีปัจจัยบวกจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มียอดขอรับการส่งเสริมสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาทในกลุ่มอุตสาหกรรมสมัยใหม่ (Advance Economy) และภาคการท่องเที่ยวที่ยังเป็นเสาหลักประคองเศรษฐกิจ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะยังไม่เท่าเดิมแต่ในเชิงมูลค่ายังอยู่ในระดับที่ดี

นายวิทัย กล่าวว่า ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ผลิตภาพ (Productivity) หรือปัญหาสังคมสูงวัย แบงก์ชาติจึงหันมาใช้มาตรการเชิงรุกในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ดังนี้ 1. การแก้หนี้เสีย (NPL) รายย่อย
มีการโอนพอร์ต NPL ที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท จำนวน 1.1 ล้านบัญชี ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ภายใต้การดูแลของแบงก์ชาติ เพื่อปรับบทบาทให้เน้นการช่วยเหลือคนมากกว่ากำไร ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี หวังว่าจะช่วยประชาชนได้กว่า 3-5 แสนคน
2. อุ้มเอสเอ็มอีผ่านกลไกค้ำประกัน หรือเอสเอ็มอีเครดิตการันตี จัดตั้งกองทุนแสนล้านบาทเพื่อช่วยลดต้นทุนเครดิต (Credit Cost) ให้กับเอสเอ็มอี หลังจากพบว่าสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องมาถึง 14 ไตรมาส และอยู่ระหว่างเตรียมโครงการช่วยสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลบเพิ่มเติม 3. คุมเข้มการค้าทองคำผ่านแอพพลิเคชัน แบงก์ชาติเริ่มเข้าไปกำกับดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแอพ เพื่อลดผลกระทบต่อค่าเงินบาท และป้องกันปัญหาทุนเทา โดยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 นี้ ผู้ที่ซื้อขายเกิน 50 ล้านบาทต่อวันจะถูกจำกัด และข้อมูลผู้ซื้อขายเกิน 20 ล้านบาทจะถูกรายงานต่อแบงก์ชาติ 4 .ปฏิรูปค่าธรรมเนียมธนาคาร สร้างมาตรฐานใหม่
สำหรับค่าธรรมเนียมที่ไม่มีความชัดเจน เช่น ค่าขอ Statement หรือค่าปรับการปิดยอดเงินกู้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) เพื่อลดภาระให้รายย่อยและประชาชน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับสถาบันการเงิน คาดว่าจะได้ข้อสรุปใน 2 เดือน

นายวิทัย กล่าวว่า นอกจากนี้ อีกปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตลดลงจากในอดีตที่เคยสูงถึง 8% จนปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 2.7% เท่านั้น การจะขยายศักยภาพให้ไปถึงระดับ 3.5-4% ได้นั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขัน การจะทำให้เศรษฐกิจโตตามเป้าหมายได้นั้น นโยบายการเงินและนโยบายการคลังต้องทำงานสอดประสานกัน โดยไม่สามารถเลือกทำเพียงด้านใดด้านหนึ่งได้ ต้องมีการกระตุ้นระยะสั้น เพื่อพยุงการบริโภคควบคู่ไปกับการปฏิรูปในระยะยาว เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันลงมือทำอย่างจริงจัง ศักยภาพเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 3.5-4% อย่างแน่นอน

“เสถียรภาพและเศรษฐกิจต้องเดินไปด้วยกัน แบงก์ชาติไม่สามารถดูเฉพาะเสถียรภาพโดยไม่สนการเติบโตได้ เพราะเศรษฐกิจที่โตต่ำเกินไปจะส่งผลเสียต่อเสถียรภาพในที่สุด” นายวิทัย กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิทัย หวั่น เศรษฐกิจไทย 69 โตต่ำกว่าศักยภาพ แนะลงทุน ปฏิรูปโครงสร้าง ดันศักยภาพโต 3.5–4%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...