‘สว.ชิบ’ จี้ ‘รัฐบาล’ เร่งยกระดับแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่นพิษด่วน อย่าปล่อยให้คนไทยตายผ่อนส่ง
18 ม.ค.2569-นายชิบ จิตนิยม สว. และประธานคณะอนุกรรมการเสริมสร้างขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา ภายใต้คณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา(สว.) กล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่นพิษ PM2.5 ในกรุงเทพฯและประเทศไทยกลับเข้าสู่ภาวะวิกฤตอีกครั้งว่า ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ซึ่งวิกฤตฝุ่นพิษไม่ใช่เพียงปัญหาสภาพอากาศตามฤดูกาล หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะท้อนความล่าช้าของประเทศไทยในการมีกฎหมายและกลไกบริหารจัดการอากาศสะอาดอย่างจริงจัง
“เรายังจัดการปัญหาฝุ่นแบบแยกส่วน หน่วยงานทำงานคนละทิศ ขาดกฎหมายแม่บทที่กำหนดหน้าที่ความรับผิด และอำนาจการบังคับใช้ที่ชัดเจน อากาศสะอาดควรถูกมองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ไม่ใช่เรื่องของการขอความร่วมมือเป็นครั้งคราว”
นายชิบ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดให้เป็นรูปธรรม โดยกฎหมายดังกล่าวต้องครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การบริหารจัดการข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ การคุ้มครองสุขภาพประชาชน ไปจนถึงการกำหนดความรับผิดของหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนอย่างชัดเจน
ที่ผ่านมาวุฒิสภาได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการวิจัยศึกษาปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย โดยงานวิจัยชี้ว่าการแก้ปัญหาฝุ่นอย่างยั่งยืนต้องอาศัยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ควบคู่กับการมีกฎหมายที่เข้มแข็ง ซึ่งงานวิชาการดังกล่าวควรถูกนำมาใช้เป็น ฐานข้อมูลหลักในการกำหนดนโยบายของรัฐ ไม่ใช่เพียงรายงานประกอบการประชุมหรือเอกสารเชิงวิชาการที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้จริง เรามีองค์ความรู้ มีนักวิชาการ มีข้อมูล แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้นำสิ่งเหล่านี้มาเชื่อมกับการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างจริงจัง วิกฤตฝุ่นครั้งนี้จึงควรเป็นจุดเปลี่ยนให้รัฐหันมาใช้วิทยาศาสตร์นำการบริหารประเทศ
นายชิบ กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่าวิกฤต PM2.5 ในขณะนี้ ควรถูกใช้เป็นสัญญาณเตือนสำคัญให้สังคมไทยเร่งยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อม จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ผ่านกฎหมายอากาศสะอาดที่มีผลบังคับใช้จริง และกลไกการติดตามตรวจสอบที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ หากเรายังปล่อยให้ฝุ่นถูกมองเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ ปีหน้าปัญหาก็จะเกิดซ้ำอีก แต่ถ้าเรายอมรับว่ามันคือปัญหานโยบาย วันนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะเปลี่ยน