โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

DENTISTE’ ลุยตลาดต่างชาติ ใช้พลัง “ลิซ่า” สร้างอิมแพ็ค หวังรายได้ต่างประเทศโต 25%

TODAY

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

ทุกๆ ปีDENTISTE’ มีการลุ้นพรีเซนเตอร์อยู่เสมอ เพราะด้วย Impact ที่ลิซ่าได้สร้างไว้ ปีนี้ก็อีกเช่นเคยเฉลยแล้วไม่ต้องลุ้น “ลิซ่า” เป็นพรีเซนเตอร์ Dentiste ปีที่ 4 หลังจากมีกระแส Lisa Impact ทำให้แบรนด์เติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะสุขภาพช่องปากที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การดูแลตัวเองในระยะยาว

จากข้อมูลตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากของไทยในปี 2568 มีมูลค่ารวมราว 18,500 ล้านบาท เติบโตประมาณ 6% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ตลาดระดับพรีเมียมมีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท และเติบโตสูงถึง 10% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยอมจ่ายเพื่อคุณภาพ ไม่ลังเลเรื่องราคา และเลือกลงทุนกับการป้องกันมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ด้าน DENTISTE’ เองก็มีส่วนแบ่งตลาด 30% ในตลาดระดับพรีเมียม ได้วางกลยุทธ์ขยายธุรกิจไปต่างประเทศมากขึ้น พร้อมกับพรีเซ็นเตอร์หลักที่มีภาพลักษณ์โกลบอลอย่าง “ลิซ่า” ที่จะมาช่วยขยายแบรนด์

[ พัฒนาสินค้า เจาะตลาดใหม่ทั่วโลก และต่อสัญญาลิซ่าเป็นปีที่ 4 ]

‘เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเฮลท์กรุ๊ป จำกัด เล่าให้ฟังว่า อัตราการเติบโตของตลาดดูแลช่องปาก (Oral Care) ในไทยโดยภาพรวมคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 5-10% เท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยหลายๆ อย่างรวมกัน

การขายเฉพาะในประเทศให้เติบโตนั้นยาก เพราะประเทศไทยมีประชากรเพียงแค่ 70 ล้านคน เมื่อเทียบกับตลาดโลกที่มีประชากรสูงถึง 7,000 ล้านคน การขยายธุรกิจไปต่างประเทศจึงเป็นแนวทางที่สร้างการเติบโตได้มากกว่า ในปีนี้ DENTISTE’ เตรียมขยายออกไปต่างประเทศมากขึ้น อย่าง สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์ ที่มีแฟนคลับลิซ่าอยู่ พร้อมทั้งยังขยายตัวไปสู่ระดับสากล เช่น อเมริกา แอฟริกา และลาตินอเมริกาด้วย

สำหรับ 3 กลยุทธ์หลักๆ ที่ใช้ ก็จะมี

กลยุทธ์ที่ 1 ผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ตอบโจทย์ผู้บริโภค มีอินไซต์ผู้บริโภคไทยที่ให้ความสำคัญกับ “สุขภาพเชิงป้องกัน” (Proactive Wellness) มากขึ้น ไม่ใช่แค่ฟันขาว แต่มองว่าการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

ในปีนี้ เดนทิสเต้พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ยาสีฟัน “เดนทิสเต้พรีเมียม แคร์ 2026” นวัตกรรมยาสีฟัน 10 in 1 หลอดสีทอง ดูแลครบจบปัญหาเหงือกและฟันในหลอดเดียว

ผสมผสาน Postbiotics กับ Zinc & CPC และสมุนไพรพรีเมียมกว่า 14 ชนิด ช่วยลดปัญหาในช่องปาก เช่น เลือดออกตามไรฟัน แผลในปาก เหงือกอักเสบ พร้อมปรับสมดุลและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ถึง 12 ชั่วโมง ซึ่งจะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้ดูแลช่องปากอย่างเข้มข้นนานถึง 12 ชั่วโมง และป้องกันฟันผุด้วย Sodium Fluoride 1100 ppm

กลยุทธ์ที่ 2 เจาะจงและรุกตลาดอาเซียน 3 ประเทศ เดนทิสเต้วางกลยุทธ์รุกตลาดอาเซียนในปี 2569 ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ โดยมีประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นต้นแบบ โดยทั้งสามประเทศเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์คุณภาพพรีเมียมจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้ และมีความชื่นชอบศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ พร้อมทั้งยังเตรียมขยายตัวไปสู่ระดับสากล เช่น อเมริกา แอฟริกา และลาตินอเมริกาด้วยการตลาดแบบให้ทดลองก่อน

กลยุทธ์ที่ 3 สานต่อความร่วมมือกับลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ต่อสัญญาพรีเซ็นเตอร์ปีที่ 4 พร้อมมีกิจกรรมให้แฟนๆ ได้รอติดตาม

สำหรับเป้าหมายของธุรกิจในอนาคต ‘เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล’ บอกว่า จะขยายสัดส่วนยอดขายในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ 50:50 บริษัทตั้งเป้าว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ยอดขายจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 90% และในประเทศเหลือเพียง 10% และในส่วนของธุรกิจ Subscription ที่เพิ่งเริ่มทำ ตั้งเป้าหมายสร้างยอดสมาชิกให้ได้ 1 ล้านคน ส่วนเป้าหมายรายได้ของทั้งกรุ๊ปเท่าๆ ปี 2568 โดยที่ปี 2568 รายได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยในส่วนของเดนทิสเต้คาดหวังรายได้ที่ 2,000-3,000 ล้านบาท แต่คาดหวังสัดส่วนจากขายในประเทศปีนี้โต 2% แต่ต่างประเทศ 25%

ด้าน ‘ศิวกร พิทยานุกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ลิซ่าได้จับมือกับเดนทิสเต้ตลอด 3 ปี ผ่านแคมเปญและกิจกรรมต่างๆ ต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมาคือ การเป็นแบรนด์ไทยที่เติบโตสู่การเป็น Global brand เช่นเดียวกับ ลิซ่า ซึ่งเป็นศิลปินคนไทยที่ก้าวสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

POCK

POCK

POCK

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...