ผ่านมากี่ยุคสมัย ทำไม ? คนไทยยังไม่มี ‘รัฐสวัสดิการ’ ที่จับต้องได้
“แก้ความเหลื่อมล้ำ เพื่อรัฐสวัสดิการที่ถ้วนหน้าทั่วถึงทุกคน” เครือข่ายภาคประชาชน นิวิชาการ สะท้อนหลากมิติปัญหา ย้ำภาพความเหลื่อมล้ำ ที่อยู่อาศัย เงินอุดหนุนเด็ก สิทธิแรงงาน ความเท่าเทียมทางเพศ หวังส่งต่อข้อเสนอเชิงนโยบายถึงพรรคการเมืองก่อนเลือกตั้ง เดินหน้ารัฐสวัสดิการถ้วนหน้าได้จริง
วันนี้ (19 ม.ค. 69) Policy Forum : ความเหลื่อมล้ำ – รัฐสวัสดิการ เปิดพื้นที่สนทนา หาทางออกกับประเด็น รัฐสวัสดิการ ผ่านเสียงสะท้อนของคนทำงานจากหลากหลายกลุ่มที่ขับเคลื่อนเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำมาโดยตลอด โดยพวกเขาหวังอยากเห็นรัฐสวัสดิการที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมจริง ๆ สักที
ความเหลื่อมล้ำถ้วนหน้า
นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงาน เครือข่ายภาคประชาชน We Fair พูดถึงวิกฤตความเหลื่อมล้ำ ความยากจนในประเทศไทย ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้คนจนที่สุดกับคนรวยที่สุดมีทรัพย์สินต่างกันถึง 362 เท่า เส้นความยากจน 3,078 บาท ในจำนวนนี้มีเพิ่มขึ้นมา 1 ล้านคน จาก 3 ล้านคน
ข้อเสนอ “ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ต้องให้มี เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า การศึกษาฟรี ยกเลิกหนี้ มีเงินเดือน ระบบสุขภาพมีมาตรฐานเดียวกันนำไปสู่การรวมกองทุน ที่อยู่อาศัยมีคุณภาพ แรงงานได้รับสิทธิ ระบบปประกันสังคมทุกคนเข้าถึงได้การปฏิรูประบบภาษี มีเงินเพิ่ม เติมสวัสดิการ
จึงขอฝากว่ากฎหมายที่ยังค้างในสภาฯ รัฐบาลที่เข้ามาต้องสะสางให้หมด ภาคประชาชนต้องช่วยกัน เนื่องจากในวันที่ 20 ม.ค. เป็นวันสุดท้ายที่พรรคการเมืองจะส่งนโยบาย ประชาชนต้องจับตาดูว่าจะนำงบฯ ที่จัดทำนโยบายมาจากไหน
อนรรฆ พิทักษ์ธานิน นักวิชาการจากศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ยังมีคนที่ยังไร้สิทธิ สถานะ อย่างเช่น กลุ่มชาติพันธุ์ อีกทั้งมีคนที่เป็นคนไร้บ้านที่เป็นผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จึงมีข้อเสนอในเรื่องที่อยู่อาศัยแบบเช่า ซึ่งน่าจะตอบโจทย์กับแรงงานที่เคลื่อนย้ายไปมาโครงการที่อยู่อาศัยคนละครึ่ง การป้องกันการถูกไล่จากห้องเช่า การผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้เช่า ทำอย่างไรให้มีกฎหมายคุ้มครองผู้เช่าเหล่านี้
เช่นกันกับการปฏิรูประบบงบประมาณ ปัจจุบันท้องถิ่นมีอำนาจดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมีจำนวนประชากรแฝงเยอะทำให้ดูแลได้ยาก ตอนนี้แม้จะมีกระจายอำนาจ แต่การกระจายงบฯ ไม่ทั่วถึง ต้องแก้กฎหมายหน้าที่อำนาจองค์กรส่วนท้องถิ่นให้ดูแลคนที่นอกเหนือจากรายชื่อตามทะเบียนบ้านได้ และมองว่าเรื่องที่อยู่อาศัยยังไม่มีเจ้าภาพที่ดูภาพรวม เรื่องนี้ ต้องมีโมเดลในการสร้างสวัสดิการแบบใหม่ ๆ
เรื่อง ‘ที่อยู่อาศัย’ ต้องบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ
คมสันติ์ จันทร์อ่อน ผู้ประสานงานมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย สะท้อนว่าที่ผ่านมารัฐธรรมนูญไทยไม่เคยเขียนเรื่องสิทธิที่อยู่อาศัย แม้ในรัฐธรรมนูญ 50 จะมีแต่ก็ระบุไว้เพียงสั้น ๆ ซึ่งเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญของมนุษย์ ควรต้องบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญได้แล้ว ไม่ใช่การจัดการเพื่อการสงเคราะห์
โดยมีข้อเสนอ กลุ่มแรก คือ ประชาชนทั่วไป เพิ่มมาตรการที่อยู่อาศัยการผ่อนปรนสินเชื่อ ลดเงื่อนไขการเข้าถึงสินเชื่อต้องมีด้วย การเข้าถึงที่อยู่อาศัยของเด็กจบใหม่ เป็นแบบเช่า 1 ปี ให้สามารถที่จะตั้งตัวได้ก่อน
กลุ่มผู้มีรายได้น้อย รัฐควรสนับสนุนการเช่าให้เยอะมากขึ้น ถ้ายังแก้ปัญหาเรื่องที่ดินไม่ได้ ไม่ควรขายขาด แต่เป็นลักษณะการเช่าด้วยระยะยาว การนำที่ดินรัฐมาแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย เช่น ที่ดินทางการรถไฟ เป็นต้น กฎหมายเหล่านี้เป็นปัญหาการสร้างที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย
สอดคล้องกับ บุญส่ง หมอยา จากเครือข่ายสลัมสี่ภาค มองว่า พื้นที่ในเมืองมูลค่าแพงมาก การที่คนจนจะเข้าถึงนั้นเป็นเรื่องยากมาก ต้องการให้ทางรัฐช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายสำหรับคนจน และบรรจุเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ และขอให้คนจนมีส่วนร่วมในทุกเรื่องทุกกรณีเรื่องที่อยู่อาศัย เพราะที่ผ่านต้องขับเคลื่อนไปทีละเรื่อง
เงินอุดหนุนเด็ก เมื่อไหร่ ? จะถ้วนหน้า
ขณะที่ ผศ.สุนี ไชยรส คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน พูดถึงความเหลื่อมล้ำของเด็ก ว่ายังมีเด็กตกหล่นในเรื่องสิทธิสวัสดิการ เงินอุดหนุนก็ยังไม่ได้ถ้วนหน้า วันนี้เรื่องของเด็กถ้าไม่แก้จะเป็นความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่น สิ่งที่ยังดำรงอยู่ คือ ประชานิยม
วาทกรรมที่ยังถูกทำให้สับสน เอาเรื่องของคนจนมาปนกับสวัสดิการ ไม่ต้องพิสูจน์ความจน การเอางบฯ ไปช่วยเศรษฐกิจก่อนแล้วบอกว่าเงินไม่มี บางกระทรวงได้เป็น 2 แสนล้าน มันขึ้นอยู่กับเจตจำนงของรัฐบาล จึงต้องตั้งคำถามกับพรรคการเมือง 6 แสนล้านทำไมไม่จัดสรรให้กับเงินอุดหนุนเด็ก
“เด็กรอไม่ได้ เด็กเกิดมา 0 ถึง 6 ปี เป็นเวลาทองของเด็ก เราขอเงินอุดหนุน 3,000 บาทถ้วนหน้า พรรคการเมืองหลายพรรคยังไม่พูดเรื่องนี้ เงินอุดหนุนหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมีจำนวนเพียง 3 ถึง 4 แสนคนเท่านั้น ศูนย์เด็กเล็กจำเป็นอย่างยิ่งต้องจำกัดอายุลง เปิดปิดเป็นเวลาราชการ การกระจายอำนาจ พม. มีจำนวนอยู่นิดเดียวต้องกระจายอำนาจให้องค์กรท้องถิ่นดูแล เด็กเลือกเกิดไม่ได้ แต่เรามีหน้าที่ทำให้เขาเท่าเทียมกันให้ได้”
ผศ.สุนี ไชยรส
อธิพันธ์ ว่องไว เครือข่ายคนพิการ ก็มองว่า เบี้ยคนพิการ 800 บาท ไม่เพียงพอกับดำรงชีวิต ปัจจุบันคิดว่าปัญหานี้ รัฐควรปรับเงินเบี้ยคนพิการให้เพิ่มขึ้นตามเส้นความยากจน และพรรคนโยบายเรื่องคนพิการของพรรคการเมืองยังมีนน้อยมาก
ส่วนเรื่องการจ้างงานคนพิการนั้น มองว่าคนพิการที่จะทำงานได้ บริษัทก็เลือกรับแต่คนพิการที่เดินได้ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ผู้พิการที่นั่งวิลแชร์บริษัทไม่รับ ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ รัฐควรให้เงินจัดสรรงบฯ ให้กับบริษัทด้วย ไม่ใช่ให้เพียงเอกชนจัดการดูแล อีกทั้งค่าตอบแทนสวัสดิการผู้ช่วยคนพิการมีน้อยมาก ข้อเสนออยากให้เงินกองทุนส่งเสริม สามารถนำมาเป็นเบี้ยให้กับคนพิการได้
ปัญหาสำคัญของโครงสร้างคนพิการไทย คือ ไม่มีคนพิการที่มีความรู้ความสามารถเข้าไปบริหารเรื่องของคนพิการ เลือกตั้งครั้งนี้อยากให้ผู้พิการที่มีความรู้ ความเข้าใจ เข้าไปมีส่วนรวมในเรื่องคนพิการด้วย
ปัญหาแรงงานยังสะสม
ผศ.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า เรื่องของแรงงานอยู่ในทั้งเรื่องเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งหลายพรรคการเมืองมองแต่เรื่องผลิตภาพ
จึงมีข้อเสนอ ค่าจ้างขั้นต่ำรอบนี้พูดกันน้อยมาก แต่จริง ๆ คนที่รับค่าจ้างขั้นต่ำมีจำนวนไม่น้อย อยากให้พรรคการเมืองพูดเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นการคุ้มครองคนทำงาน อีกทั้งนิยามค่าจ้างขั้นต่ำยังมีปัญหา ต้องปฏิรูปไตรภาคีค่าจ้าง ซึ่งต้องให้แรงงงานทุกประเภทเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย
นอกจากนั้นต้องขยายการคุ้มครองแรงงานทุกสถานการณ์การจ้างงาน ซึ่งยังหาช่องว่างในการเอาเปรียบ เช่น แรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก เข้าใจแรงงานคุ้มครองแรงงานอิสระที่กระทรวงร่างขึ้นมากแค่ไหน ต้องกลับไปดูกฎหมายของ ILO ด้วย
ธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน จากกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิต และกรรมการประกันสังคม ให้ความเห็นว่า การปฏิรูปประกันสังคม ซึ่งมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก ทั้งการที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง รัฐไม่ได้ช่วย กองทุนร่วมจ่ายระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งรัฐจ่ายน้อยกว่านายจ้างลูกจ้างด้วยซ้ำ
อีกทั้งยังติดกรอบของรัฐ ว่าไม่สามารถขยายคนได้ แต่คนทำงานใช้สิทธิประกันสังคมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ บางนโยบายต้องผ่านราชการ ต้องกระทรวงแรงงาน ทำให้ทำงานไม่ตอบโจทย์
“ดังนั้นจึงต้องการประกันสังคมถ้วนหน้า ซึ่งจะทำไม่ได้ถ้าไม่ขยับ ม.40 ว่าเขาจ่ายไปแล้วมันคุ้มค่า และต้องปรับกฎหมาย ปลดล็อกท้องถิ่น ให้สมทบ ม.40 ได้ เพิ่มอำนาจท้องถิ่นในการจัดการสวัสดิการของตัวเอง การแก้ระบบทำให้ประกันสังคมเดินหน้าได้ แต่ถ้าไม่แก้ก็จะยังอยู่ที่เดิม”
ธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน
เช่นกันกับ อรุณี ศรีโต สมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา สะท้อนจากประสบการณ์ถึงกฎหมายแรงงานที่ไม่ได้เขียนเรื่องการเกษียณไว้ แต่ให้อำนาจนายจ้างเต็มที่ จากคนเรียกร้องให้กับแรงงานในระบบ ตอนนี้กลายมาเป็นแรงงานนอกระบบแล้ว ซึ่งแรงงานนอกระบบไม่มีกองทุนทดแทนดูแล ต้องใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค แรงงานนอกระบบสุ่มเสี่ยงมากเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากไม่มีใครอบรมเรื่องความปลอดภัยจากการทำงานให้ และเรื่องที่อยากฝากมากที่สุด คือ บำนาญผู้สูงอายุ เลือกตั้งครั้งนี้จะไม่ไปปล่อยให้หลุดไปอีกแล้ว เพราะเรียกร้องมายาวนาน แต่ก็ยังได้รับเบี้ย 600 บาทมาตลอด 10 ปี
ความเทียมทางเพศต้องมีอยู่จริง
ขณะที่รตี แต้สมบัติ มูลนิธิเครือข่ายเพื่อกระเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน มีนโยบายที่อยากนำเสนอ คือ ต้องแก้ไขกฎหมายว่าด้วยเรื่องรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ จะทำให้รัฐรับรองเรื่องต่าง ๆ ได้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ภาคประชาชนเสนอชชื่อเข้ามากว่า 10,000 รายชื่อแล้ว
กฎหมายสมรสเท่าเทียม ไม่ใช่หมุดหมายเดียวที่จะการันตีว่าประเทศไทยจะเท่าเทียมเรื่องเพศ ซึ่งพบว่ายังไม่คุ้มครองคู่สมรสที่มีความหลากหลายทางเพศ เพราะยังมีการถูกวัฒนธรรมสังคมกดทับอยู่ อย่างวัฒนธรรมความชายเป็นใหญ่
การจ่ายฮอร์โมนทางเพศ ซึ่งมีงบประมาณจัดสรรมาแล้วกว่า 1 ร้อยล้านบาท แต่ยังไม่สามารถทำได้ ซึ่งต้องเรียกร้องให้บุคลลากรทางการแพทย์สามารถจ่ายฮอร์โมนได้
อีกทั้งมีความพยายามให้สังคมมมองเห็นถึงความหลากหลาย เรื่องเพศวิถีต้องให้การรับรองตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงมี