ไร้ข้อสรุป! กมธ.การเมืองฯ สว. ไกล่เกลี่ย กกต.ฟ้อง #นับใหม่ ชลบุรี แนะถอนฟ้อง-จี้ เคลียร์ปมโกงเลือกตั้ง
เปิดเวทีไกล่เกลี่ย กกต.-แกนนำนับใหม่ จ.ชลบุรี เชื่อ หากถอนฟ้องได้ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ขณะที่ รองเลขาฯ กกต. ยัน ต้องฟ้อง หวั่นผิด ม.157 โยนคุย ผอ.กกต.ชลบุรี ให้เข้าใจ ถอนฟ้องหรือไม่ ? ด้านทนายสิทธิฯ ย้ำ เจตนาประชาชน เพื่อการตรวจสอบตามสิทธิ จี้ กกต. ชี้แจงให้สังคมสิ้นข้อสงสัย
วันนี้ (17 ก.พ. 69) นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ของวุฒิสภา แถลงถึงผลการประชุมเพื่อพิจารณากรณีที่ กกต. ดำเนินคดีกับประชาชนผู้เข้าร่วมเรียกร้องให้นับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี ซึ่งได้เชิญ ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต., ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี, พร้อมด้วยตัวแทนศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และผู้ได้รับผลกระทบ เข้าชี้แจง
โดยระบุว่า ทั้ง 2 ฝ่ายได้ให้ข้อมูลมาแล้ว แต่ยังแตกต่างกัน ทาง กกต.ยืนยันว่า หีบบัตรที่ถูกขนส่ง เป็นการยุบรวมหีบบัตรและปิดซีลมาอย่างดี ขณะที่ทางประชาชน ก็ยืนยันว่า ไม่มีการซีลด้วยเคเบิลไทร์เป็นเพียงเทปพัน และไม่มีการเซ็นรับรองตามข้อบังคับของ กกต. ให้ถูกต้องตามกระบวนการและข้อกำหนดของ กกต.หรือไม่
ส่วนประเด็นที่คุยกันวันนี้ คือ การที่ กกต. เป็นหน่วยงานรัฐแล้วฟ้องประชาชน ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เหมือนฟ้องปิดปากหรือไม่นั้น โดยที่ประชุมมีความพยายามทำให้ทั้ง 2 ฝั่งเข้าใจเจตนารมณ์ซึ่งกันและกัน และจะดีกว่าหรือไม่ถ้าทาง กกต. เองได้ฟังเจตนารมณ์ของฝั่งประชาชนก่อน ที่ต้องการเห็นความโปร่งใสในกระบวนการนับคะแนน และคาดหวังว่าประชาชนจะมีการพูดคุยกับ กกต. จังหวัดชลบุรีที่ดำเนินคดีกับประชาชน หากมีการไกล่เกลี่ยหรือถอนฟ้องกันได้ เห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ฝั่ง
“เรื่องนี้จะเป็นภาระของทั้งทางฝั่งประชาชนก็เป็นภาระในการที่จะต้องพิสูจน์ตัวเอง ขณะที่ กกต.ก็เป็นภาระอาจถูกมองในเรื่องของภาพลักษณ์ว่าเป็นการฟ้องปิดปาก หวังว่าการติดตามตรวจสอบโดยภาคประชาชนจะเดินหน้าต่อไป เพราะตรงกับเจตนารมณ์ของ กกต.เอง ที่อยากให้การเลือกตั้งทุกครั้งเป็นไปอย่างถูกต้องเป็นธรรมและโปร่งใส และกรรมการเองก็ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในเส้นทางประชาธิปไตยตลอดมา รวมถึงกระบวนการการเลือกตั้ง”
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร
นรเศรษฐ์ ยังได้กล่าวถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยว่า รองเลขาฯ กกต. ให้ความเห็นว่า กกต. ไม่ได้มีความตั้งใจจะฟ้องร้องประชาชน แต่ถ้าหากไม่ดำเนินคดีอาจถูกฟ้องร้องตามมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้เช่นกัน ซึ่งในกรณีนี้ตนมองว่าหาก กกต. ไม่ฟ้องประชาชน ความเสียหายก็ไม่ได้เกิดขึ้น พร้อมกันนี้รองเลขาฯ กกต. ยังกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเป็นการตอบโต้ผ่านการให้สัมภาษณ์ อาจทำให้เข้าใจเจตนารมณ์ซึ่งกันและกันผิด และจากการที่พูดคุยกันในวันนี้อยากให้ลองติดต่อไปที่ กกต. จังหวัดชลบุรี เพื่อพูดคุยกันถ้าเข้าใจกันได้ เรื่องของการถอนฟ้อง ก็ขอให้เป็นความเห็นของทาง กกต. ชลบุรี ผลจะเป็นอย่างไรก็ให้ทาง กกต. ชลบุรี รายงานผลมาที่ กกต. ใหญ่
ปธ.กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. ย้ำว่า การพูดคุยวันนี้ถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี กกต. น่าจะเปิดทางให้มีการพูดคุยกัน แต่กระบวนการในการตรวจสอบการเลือกตั้ง กกต. ก็ตรวจสอบต่อและอธิบายให้ประชาชนที่ยังสงสัย ว่ากระบวนการแต่ละอย่างเป็นไปตามข้อบังคับหรือไม่
“เรื่องการฟ้องร้องภาคประชาชนผมก็เชื่อว่าทางที่ดีที่สุดคือน่าจะถอยกันคนละก้าว เพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของ กกต. ดีขึ้น และทำให้ประชาชนเข้าใจว่าท่านเอง ไม่ได้มีเจตนาฟ้องร้องประชาชน และประชาชนเองก็สามารถต่อสู้คดีต่อไปได้ง่ายมากขึ้น”
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร
ขณะที่ มาริสา ปิดสายะ ทนายความศูนย์สิทธิมนุษยชน กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่รับฟังการชี้แจงจาก กกต. ได้ทราบถึงเหตุผลการแจ้งความ และชี้แจงเหตุผลเจตนาเพื่อการตรวจสอบตามสิทธิและหน้าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ซึ่งทาง กกต. ควรชี้แจงข้อเท็จจริงในข้อสงสัย
และจากการชี้แจงในกรรมธิการวันนี้ทางทีมทนายความ ต้องนำข้อเท็จจริง และข้อเสนอไปพูดคุย เบื้องต้นในเรื่องคดีทาง กกต. ยังไม่ยืนยันชัดเจนว่า จะถอนแจ้งความ หรือถอนการร้องทุกข์หรือไม่ ซึ่งจะมีการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของประชาชน และ กกต. เปิดให้มีการพูดคุยกัน มองว่าจะเป็นประโยชน์อันดีที่จะได้พูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันเบื้องต้นจะต้องประชุมในทีมทนายความ และลูกความก่อนว่ามีความประสงค์ที่จะดำเนินการอย่างไร
“ข้อหาที่ กกต. แจ้งความเป็นอาญาแผ่นดิน และผู้ร้องทุกข์จะถอนแจ้งความ ก็ไม่ตัดสิทธิ์ที่พนักงานสอบสวนและอัยการจะดำเนินคดีต่อ ยังติดอยู่ตรงนั้นอยู่ดี แต่การถอนฟ้องประชาชน ก็เป็นความมุ่งหมายอันดีว่าหากทาง กกต. ไม่ประสงค์ดำเนินคดี ประชาชนสามารถต่อสู้คดีได้มีโอกาสมากขึ้น”
มาริสา ปิดสายะ
ทนายความ ยังกล่าวถึงการพิสูจน์ข้อเท็จจริงยังต้องดำเนินการต่อไปเพราะข้อเท็จจริงทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่ตรงกัน ต้องเดินหน้าสอบข้อเท็จจริงต่อไปเพื่อให้สังคมสิ้นข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้