ซีอีโอใหม่ IRCo เร่งเพิ่มทุน ดันสู่เทรดเดอร์ คุมราคายางโลก
ท่ามกลางความผันผวนของราคายางพาราในตลาดโลก ซึ่งเป็นหนึ่งพืชเศรษฐกิจหลักของภูมิภาคอาเซียน บทบาทของบริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด หรือ IRCo (เออร์โก้) ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของ 3 ประเทศยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตยางพาราของโลกได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย จึงทวีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะกลไกกลางเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นางสาวปภัชญา ยุทธเจริญกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IRCo คนใหม่ ซึ่งต้องเผชิญกับโจทย์ท้าทาย ตั้งแต่ปัญหาสภาพคล่องขององค์กร และการปรับเปลี่ยนเออร์โก้จากจากการเป็นเพียงองค์กรที่อยู่ได้ด้วยเงินระดมทุน ให้กลายเป็น “องค์กรธุรกิจ” ที่มีความคล่องตัว สามารถทำ Business Matching เพื่อเปิดตลาดใหม่ๆ และสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง
เร่งเพิ่มทุน ทำตลาดเอง-คุมเสถียรภาพราคา
นางสาวปภัชญา กล่าวถึง แนวทางการบริหารงานหลังจากเข้ารับตำแหน่ง เพื่อสร้างเสถียรภาพราคายางพาราทั้ง 3 ประเทศสมาชิก (ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย) ว่า หัวใจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการคือการปรับเปลี่ยนบทบาทของเออร์โก้ จากเดิมที่เป็นองค์กรที่อยู่ได้ด้วยเงินระดมทุนจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ให้กลายเป็นองค์กรที่เน้นการทำธุรกิจ (Business Oriented) ชูโมเดล “Business Matching” ดันเออร์โก้เป็นเทรดเดอร์
ที่ผ่านมาเออร์โก้ไม่เคยทำเรื่องการตลาด แต่เน้นเพียงความร่วมมือระหว่างประเทศ ดังนั้นเป้าหมายในวาระ 2 ปีของตน คือการเปิดตลาดเอง โดยการจัดทำ Business Matching และการจัด Conference เพื่อดึงหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์จากประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม โกตดิวัวร์ และเมียนมา เข้ามาร่วมในอุตสาหกรรมยาง
“เราอยากให้เออร์โก้มีการค้าขาย มีรายได้เข้ามาบริหารจัดการตัวเองได้ เพื่อดึงดูดใจให้ประเทศอื่นๆ เข้ามาร่วมทุน หากเรามีกำไรจากการค้าขาย องค์กรก็จะเดินหน้าต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงเงินลงขันจากรัฐบาลสมาชิกเพียงอย่างเดียว”
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าขณะนี้องค์กรกำลังเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก โดยมีเงินสดเหลือในบัญชีไม่ถึง 10 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาตนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายบางส่วนด้วยเงินเดือนส่วนตัวเพื่อให้งานเดินหน้าต่อได้ เนื่องจากปัญหาการแต่งตั้งบอร์ดบริหารที่ล่าช้า โดยเฉพาะฝั่งไทย
ในส่วนของการระดมทุนรอบใหม่นั้น ทางมาเลเซียและอินโดนีเซียได้มีการตอบรับและยืนยันที่จะลงทุนเพิ่มแล้ว แต่ในส่วนของไทยยังอยู่ระหว่างการรอหนังสือยืนยันการแต่งตั้งบอร์ดบริหารที่เป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐ (กยท. และกระทรวงการคลัง) ซึ่งหากหนังสือยืนยันยังไม่ออก บอร์ดฝั่งไทยก็ไม่สามารถดำเนินการอนุมัติงบประมาณได้ เนื่องจากต้องรอรัฐบาลใหม่
จับมือ 3 ประเทศ หาจุดสมดุลราคา
นางสาวปภัชญา กล่าวถึงแรงจูงใจสำคัญที่ตัดสินใจเข้ามาบริหารองค์กรแห่งนี้ว่า มองเห็นศักยภาพของความร่วมมือระหว่างประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งแต่ละประเทศมีจุดแข็งแตกต่างกัน ทั้งด้านปริมาณการผลิตและศักยภาพการแปรรูป หากสามารถประสานความร่วมมือและบริหารจัดการปริมาณยางในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความผันผวนของราคา เมื่อราคามีเสถียรภาพ รายได้ของทุกภาคส่วนก็จะไม่แกว่งตัวมาก และผลประโยชน์สุดท้ายจะส่งต่อถึงเกษตรกร
“รัฐบาลทั้ง 3 ประเทศ ขณะนี้ไม่ได้มีการบ้านพิเศษที่มอบหมายมาเป็นการเฉพาะ มีเพียงความห่วงใยและคำถามว่า งบประมาณเพียงพอหรือไม่ และควรเริ่มต้นทำอะไรเป็นลำดับแรก ซึ่งคำตอบชัดเจนว่า องค์กรต้องเดินหน้าทำธุรกิจ และทั้ง 3 ประเทศต้องร่วมมือกันไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดปริมาณและทิศทางราคาที่ต้องการให้ราคายางสูงขึ้น”
ขณะที่อินโดนีเซียหรือมาเลเซียอาจมองว่าระดับ 50 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรยังอยู่ได้ แต่ไทยอาจเห็นว่าต้องใกล้ 100 บาทต่อกิโลกรัมจึงจะเหมาะสม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหารือร่วมกัน เพื่อหาจุดสมดุลที่เหมาะสม เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและระดับรายได้ของแต่ละประเทศแตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือการหาจุดกึ่งกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และเดินหน้าไปด้วยกันอย่างมีเอกภาพ
บริหารสต็อก สกัดเกมปั่นราคายางโลก
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวนและสงครามการค้าสหรัฐฯ–จีน นางสาวปภัชญา มองว่ามาตรการจำกัดส่งออกแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป เพราะผู้ผลิตยางล้อรายใหญ่ย้ายฐานมาไทยและอาเซียนจำนวนมาก กลยุทธ์ใหม่ของIRCo คือการรักษาเสถียรภาพราคาผ่านการบริหารสต็อก เข้าซื้อเก็บเมื่อราคาลง และทยอยระบายเมื่อราคาปรับขึ้น เพื่อสร้างสมดุลตลาด พร้อมผลักดันให้ไทยมีบทบาทกำหนดราคายางในตลาดโลกมากขึ้น แทนการอิงต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
ควบคู่กันนั้น จะเดินหน้าทำงานร่วมหน่วยงานภาครัฐ เชิญผู้เชี่ยวชาญแลกเปลี่ยนข้อมูล และจัด Business Matching สร้างเครือข่ายคู่ค้า เก็บฐานข้อมูลและจัดกลุ่มลูกค้าให้ชัด โดยเฉพาะการแยกกลุ่ม EUDR และ Non-EUDR รองรับประเด็นคาร์บอนเครดิตในอนาคต
เล็งปั้นแบรนด์กลาง “เออร์โก้”
อีกโจทย์สำคัญคือการสร้างแบรนด์กลางในนาม “เออร์โก้” แม้ยังต้องหาจุดสมดุลกับตลาดเดิมของแต่ละประเทศสมาชิก ล่าสุดได้หารือโรงงานยางล้อในไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย และได้รับสัญญาณตอบรับที่ดี บางรายพร้อมรับซื้อยางจากไทยภายใต้ชื่อเออร์โก้
อย่างไรก็ตาม ยังต้องพิจารณามิติการแข่งขัน เพราะสถานะของเออร์โก้ใกล้เคียงบริษัทการค้า อาจถูกมองเป็นคู่แข่งในประเทศสมาชิก ขณะนี้อยู่ระหว่างวางโครงสร้างการตลาดให้ทั้ง 3 ประเทศเห็นประโยชน์จากการรวมพลังขาย เพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดโลก เสริมความแข็งแกร่งห่วงโซ่อุตสาหกรรม และยกระดับรายได้เกษตรกรร่วมกันในระยะยาว
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,179 วันที่ 1 - 4 มีนาคม พ.ศ. 2569