โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ซีอีโอใหม่ IRCo เร่งเพิ่มทุน ดันสู่เทรดเดอร์ คุมราคายางโลก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางความผันผวนของราคายางพาราในตลาดโลก ซึ่งเป็นหนึ่งพืชเศรษฐกิจหลักของภูมิภาคอาเซียน บทบาทของบริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด หรือ IRCo (เออร์โก้) ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของ 3 ประเทศยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตยางพาราของโลกได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย จึงทวีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะกลไกกลางเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นางสาวปภัชญา ยุทธเจริญกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IRCo คนใหม่ ซึ่งต้องเผชิญกับโจทย์ท้าทาย ตั้งแต่ปัญหาสภาพคล่องขององค์กร และการปรับเปลี่ยนเออร์โก้จากจากการเป็นเพียงองค์กรที่อยู่ได้ด้วยเงินระดมทุน ให้กลายเป็น “องค์กรธุรกิจ” ที่มีความคล่องตัว สามารถทำ Business Matching เพื่อเปิดตลาดใหม่ๆ และสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

เร่งเพิ่มทุน ทำตลาดเอง-คุมเสถียรภาพราคา

นางสาวปภัชญา กล่าวถึง แนวทางการบริหารงานหลังจากเข้ารับตำแหน่ง เพื่อสร้างเสถียรภาพราคายางพาราทั้ง 3 ประเทศสมาชิก (ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย) ว่า หัวใจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการคือการปรับเปลี่ยนบทบาทของเออร์โก้ จากเดิมที่เป็นองค์กรที่อยู่ได้ด้วยเงินระดมทุนจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ให้กลายเป็นองค์กรที่เน้นการทำธุรกิจ (Business Oriented) ชูโมเดล “Business Matching” ดันเออร์โก้เป็นเทรดเดอร์

ที่ผ่านมาเออร์โก้ไม่เคยทำเรื่องการตลาด แต่เน้นเพียงความร่วมมือระหว่างประเทศ ดังนั้นเป้าหมายในวาระ 2 ปีของตน คือการเปิดตลาดเอง โดยการจัดทำ Business Matching และการจัด Conference เพื่อดึงหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์จากประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม โกตดิวัวร์ และเมียนมา เข้ามาร่วมในอุตสาหกรรมยาง

“เราอยากให้เออร์โก้มีการค้าขาย มีรายได้เข้ามาบริหารจัดการตัวเองได้ เพื่อดึงดูดใจให้ประเทศอื่นๆ เข้ามาร่วมทุน หากเรามีกำไรจากการค้าขาย องค์กรก็จะเดินหน้าต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงเงินลงขันจากรัฐบาลสมาชิกเพียงอย่างเดียว”

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าขณะนี้องค์กรกำลังเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก โดยมีเงินสดเหลือในบัญชีไม่ถึง 10 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาตนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายบางส่วนด้วยเงินเดือนส่วนตัวเพื่อให้งานเดินหน้าต่อได้ เนื่องจากปัญหาการแต่งตั้งบอร์ดบริหารที่ล่าช้า โดยเฉพาะฝั่งไทย

ในส่วนของการระดมทุนรอบใหม่นั้น ทางมาเลเซียและอินโดนีเซียได้มีการตอบรับและยืนยันที่จะลงทุนเพิ่มแล้ว แต่ในส่วนของไทยยังอยู่ระหว่างการรอหนังสือยืนยันการแต่งตั้งบอร์ดบริหารที่เป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐ (กยท. และกระทรวงการคลัง) ซึ่งหากหนังสือยืนยันยังไม่ออก บอร์ดฝั่งไทยก็ไม่สามารถดำเนินการอนุมัติงบประมาณได้ เนื่องจากต้องรอรัฐบาลใหม่

จับมือ 3 ประเทศ หาจุดสมดุลราคา

นางสาวปภัชญา กล่าวถึงแรงจูงใจสำคัญที่ตัดสินใจเข้ามาบริหารองค์กรแห่งนี้ว่า มองเห็นศักยภาพของความร่วมมือระหว่างประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งแต่ละประเทศมีจุดแข็งแตกต่างกัน ทั้งด้านปริมาณการผลิตและศักยภาพการแปรรูป หากสามารถประสานความร่วมมือและบริหารจัดการปริมาณยางในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความผันผวนของราคา เมื่อราคามีเสถียรภาพ รายได้ของทุกภาคส่วนก็จะไม่แกว่งตัวมาก และผลประโยชน์สุดท้ายจะส่งต่อถึงเกษตรกร

“รัฐบาลทั้ง 3 ประเทศ ขณะนี้ไม่ได้มีการบ้านพิเศษที่มอบหมายมาเป็นการเฉพาะ มีเพียงความห่วงใยและคำถามว่า งบประมาณเพียงพอหรือไม่ และควรเริ่มต้นทำอะไรเป็นลำดับแรก ซึ่งคำตอบชัดเจนว่า องค์กรต้องเดินหน้าทำธุรกิจ และทั้ง 3 ประเทศต้องร่วมมือกันไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดปริมาณและทิศทางราคาที่ต้องการให้ราคายางสูงขึ้น”

ขณะที่อินโดนีเซียหรือมาเลเซียอาจมองว่าระดับ 50 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรยังอยู่ได้ แต่ไทยอาจเห็นว่าต้องใกล้ 100 บาทต่อกิโลกรัมจึงจะเหมาะสม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหารือร่วมกัน เพื่อหาจุดสมดุลที่เหมาะสม เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและระดับรายได้ของแต่ละประเทศแตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือการหาจุดกึ่งกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และเดินหน้าไปด้วยกันอย่างมีเอกภาพ

บริหารสต็อก สกัดเกมปั่นราคายางโลก

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวนและสงครามการค้าสหรัฐฯ–จีน นางสาวปภัชญา มองว่ามาตรการจำกัดส่งออกแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป เพราะผู้ผลิตยางล้อรายใหญ่ย้ายฐานมาไทยและอาเซียนจำนวนมาก กลยุทธ์ใหม่ของIRCo คือการรักษาเสถียรภาพราคาผ่านการบริหารสต็อก เข้าซื้อเก็บเมื่อราคาลง และทยอยระบายเมื่อราคาปรับขึ้น เพื่อสร้างสมดุลตลาด พร้อมผลักดันให้ไทยมีบทบาทกำหนดราคายางในตลาดโลกมากขึ้น แทนการอิงต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

ควบคู่กันนั้น จะเดินหน้าทำงานร่วมหน่วยงานภาครัฐ เชิญผู้เชี่ยวชาญแลกเปลี่ยนข้อมูล และจัด Business Matching สร้างเครือข่ายคู่ค้า เก็บฐานข้อมูลและจัดกลุ่มลูกค้าให้ชัด โดยเฉพาะการแยกกลุ่ม EUDR และ Non-EUDR รองรับประเด็นคาร์บอนเครดิตในอนาคต

เล็งปั้นแบรนด์กลาง “เออร์โก้

อีกโจทย์สำคัญคือการสร้างแบรนด์กลางในนาม “เออร์โก้” แม้ยังต้องหาจุดสมดุลกับตลาดเดิมของแต่ละประเทศสมาชิก ล่าสุดได้หารือโรงงานยางล้อในไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย และได้รับสัญญาณตอบรับที่ดี บางรายพร้อมรับซื้อยางจากไทยภายใต้ชื่อเออร์โก้

อย่างไรก็ตาม ยังต้องพิจารณามิติการแข่งขัน เพราะสถานะของเออร์โก้ใกล้เคียงบริษัทการค้า อาจถูกมองเป็นคู่แข่งในประเทศสมาชิก ขณะนี้อยู่ระหว่างวางโครงสร้างการตลาดให้ทั้ง 3 ประเทศเห็นประโยชน์จากการรวมพลังขาย เพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดโลก เสริมความแข็งแกร่งห่วงโซ่อุตสาหกรรม และยกระดับรายได้เกษตรกรร่วมกันในระยะยาว

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,179 วันที่ 1 - 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...