โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘สหรัฐ-จีน’ ประนีประนอมเชิงกลยุทธ์.!

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

การพบกันระหว่างประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ผู้นำสูงสุดของจีน ณ กรุงปักกิ่ง เป็นหมุดหมายสำคัญ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดสะสม จากสงครามการค้า เทคโนโลยีและประเด็นสิทธิมนุษยชนช่วงหลายปีที่ผ่านมา

การเผชิญหน้าครั้งนี้กลับลงเอยด้วยท่าทีที่ “เป็นมิตร” และนำมาซึ่งความตกลงร่วมกันที่จะสร้างความร่วมมือที่มีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างเหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์หลายสำนัก

สิ่งสำคัญสุดที่ได้จากการประชุมครั้งนี้คือ “การวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ใหม่” ของทั้ง 2 มหาอำนาจ จีนและสหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “การแข่งขันอย่างมียับยั้งชั่งใจ”นั่นหมายถึงแม้ทั้ง 2 ประเทศ ยังคงเป็นคู่แข่งที่แย่งชิงความเป็นใหญ่ในเวทีโลก แต่เป็นการแข่งที่มีกรอบกติกาและมี “ราวกั้น” ป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลาม

มิติทาง “เศรษฐกิจและการค้า” สัญญาณบวกเริ่มต้นขึ้น ตั้งแต่การประชุมเตรียมการที่เกาหลีใต้ นำโดยรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ (สกอตต์ เบสเซนต์) และรองนายกรัฐมนตรีจีน (เหอ หลี่เฟิง)ผลลัพธ์ที่สมดุลและเป็นบวกนี้ ถูกตอกย้ำด้วยการเปิดประตูต้อนรับทุนนิยมอเมริกันของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และการเดินทางมาเยือนปักกิ่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่คณะการทูต แต่ห้อมล้อมด้วยขุนพลทางเทคโนโลยี และธุรกิจระดับโลก นำโดย “อีลอน มัสก์” จาก Tesla และ “เจนเซน หวง” จาก Nvidia เป็นภาพสะท้อนว่า จีนยังคงเป็นตลาดและฐานการผลิตที่สหรัฐฯ ไม่อาจตัดขาดได้

ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ได้ผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมกลับไปเช่นกัน โดยเฉพาะการที่จีนยอมรับปากที่จะขยายการเข้าถึงตลาดให้กับภาคธุรกิจสหรัฐฯ และการเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมฝั่งอเมริกา

นอกจากนี้ “ทรัมป์” สามารถผลักดันวาระในประเทศที่สำคัญอย่างการขอความร่วมมือจากจีน ในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสาร “เฟนทานิล” ซึ่งเป็นวิกฤตยาเสพติดที่กัดกินสังคมอเมริกัน รวมถึงข้อตกลง ที่จีนจะเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ถือเป็นแต้มต่อทางการเมือง ที่สำคัญของทรัมป์ในการเอาใจฐานเสียงกลุ่มเกษตรกรในประเทศ

แต่สิ่งที่น่าจับตามองและถือเป็นจุดเปลี่ยนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก คือ ข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับ “ช่องแคบฮอร์มุซ”และพลังงาน จีนและสหรัฐฯ เห็นพ้องต้องกันว่าเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันนี้ต้องเปิดโล่ง

การที่ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” แสดงจุดยืนคัดค้านการใช้เส้นทางพลังงาน เป็นเครื่องมือทางทหารและปฏิเสธการเรียกเก็บค่าผ่านทาง ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศในตะวันออกกลาง..ยิ่งกว่านั้นการที่จีนตัดสินใจเบนเข็มมาสนใจซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง และการประสานเสียงร่วมกับสหรัฐฯ ว่า “อิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์”

นับเป็นการปรับดุลอำนาจครั้งใหญ่ ที่อาจทำให้ภูมิทัศน์การเมืองในตะวันออกกลาง ต้องสั่นคลอน และเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ภาคพลังงานของสหรัฐฯ อย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตามท่ามกลางความร่วมมืออันชื่นมื่น บาดแผลที่พร้อมจะปริแตกได้ทุกเมื่อ ยังคงเป็นประเด็น “ไต้หวัน” ถ้อยคำที่แข็งกร้าวของ “สี จิ้นผิง” ที่ระบุว่า..นี่คือ “ประเด็นที่มีเดิมพันสูงที่สุด”หากจัดการผิดพลาด ทั้ง 2 ประเทศ เสี่ยงจะเกิดการปะทะกันทางทหารทันที คำเตือนนี้เป็นเสมือน “เส้นแดง” ที่จีนขีดไว้ เพื่อเตือนไม่ให้สหรัฐฯ ล้ำเส้นในอนาคต..!!

การพบปะกันระหว่าง 2 ผู้นำโลกครั้งนี้ ไม่ใช่การสิ้นสุดของสงครามเย็นระหว่าง 2 มหาอำนาจ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “ยุคแห่งการประนีประนอมเชิงยุทธศาสตร์” ที่ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าควรจะรุกในจุดไหนและควรถอยในจุดใด เศรษฐกิจโลกที่เคยชะลอตัวจากความไม่แน่นอน อาจได้รับแรงส่งเชิงบวกจากเสถียรภาพชั่วคราวนี้

แต่ตราบใดที่ประเด็น “ไต้หวัน” ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถาวรโลกยังต้องจับตาดูต่อไปว่า “ราวกั้น” ที่ “ทรัมป์” และ “สี จิ้นผิง” ร่วมสร้างขึ้นครั้ง จะแข็งแกร่งพอที่จะต้านทานกระแสลม แห่งความขัดแย้งในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด..!!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...