ย้อนรอย "ซานติก้า-เมาน์เทนบี" กับทางหนีไฟ บทเรียนสู่โรงเบียร์ลาดพร้าวที่ไม่เคยถูกแก้ไข
เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรง ณ โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว 1 เขตจตุจักร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเบื้องต้นจำนวน 27 คน และบาดเจ็บ 63 คน (ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 22 คน) ข้อมูลจากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ของเจ้าหน้าที่พบว่า เพลิงได้ปะทุขึ้นในช่วงดึกขณะที่มีผู้เข้าใช้บริการหนาแน่นและลุกลามผ่านฝ้าเพดานอย่างรวดเร็ว
จุดที่น่าเศร้าใจคือการพบร่างผู้เสียชีวิตกระจุกตัวรวมกันในห้องน้ำและทางเดินแคบ ๆ เนื่องจากไฟฟ้าดับและขาดป้ายบอกทางหนีไฟที่ชัดเจน รายงานเบื้องต้นระบุว่าร้านดังกล่าวมีทางเข้าออกหลักเพียงทางเดียวที่แคบเกินไป และประตูหนีไฟไม่สามารถใช้งานได้จริงในขณะเกิดเหตุ ซึ่งเป็นรูปแบบความผิดพลาดที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในอดีตอย่างน่าตกใจ
ซานติก้าผับ พ.ศ.2552 : บทเรียนราคาแพงจากพลุไฟ-วัสดุไวไฟ
ย้อนกลับไปในคืนวันที่ 1 ม.ค.2552 เหตุเพลิงไหม้ซานติก้าผับ บริเวณเอกมัย ซ.9 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของความล้มเหลวด้านความปลอดภัย ต้นเพลิงเกิดจากการใช้เอฟเฟกต์พลุไฟภายในอาคารปิดที่มีเพดานบุด้วยวัสดุไวไฟ ในขณะเกิดเหตุมีผู้เข้าใช้บริการมากกว่า 1,000 คน ซึ่งเกินกว่าขีดความสามารถในการรองรับของอาคารที่จำกัดเพียง 500 คนถึง 2 เท่า
รายงานการสอบสวนและคำพิพากษาของศาลในเวลาต่อมาระบุชัดเจนว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสูงเป็นประวัติการณ์เกิดจากตัวอาคารมีประตูทางออกหลักสำหรับนักท่องเที่ยวเพียงประตูเดียวที่มีขนาดแคบจนเกิดลักษณะ "คอขวด" เมื่อกระแสไฟฟ้าดับลงและระบบไฟสำรองฉุกเฉินไม่ทำงาน นักท่องเที่ยวจำนวนมากจึงเบียดเสียด ล้มทับ และติดค้างอยู่บริเวณหน้าประตู
นอกจากนี้ ภายในอาคารยังมีการบุฝ้าเพดานด้วยโฟมและสารเคมีไวไฟเพื่อใช้เก็บเสียง ซึ่งเมื่อเกิดการเผาไหม้ได้กลายเป็นตัวปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และก๊าซพิษร้ายแรง ทำให้ผู้ประสบภัยหมดสติและเสียชีวิตจากการสูดดมควันพิษก่อนที่เปลวไฟจะลุกลามมาถึง เหตุการณ์นี้คร่าชีวิตผู้คนไป 67 คน และบาดเจ็บ 222 คน นำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้บริหารและผู้ติดตั้งพลุไฟ รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคารครั้งใหญ่
เมาน์เทน บี พ.ศ.2565 : 13 ปีที่ผ่านไปกับข้อผิดพลาดที่ซ้ำรอยเดิม
แม้จะมีการปรับปรุงกฎหมายหลังปี 2552 แต่เหตุการณ์ที่เมาน์เทน บี (Mountain B) ตั้งอยู่บริเวณ ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จั.ชลบุรี เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2565 กลับตอกย้ำว่าบทเรียนไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติจริง
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงกลางดึกขณะที่วงดนตรีสดกำลังทำการแสดง ชนวนเหตุเกิดจากระบบกระแสไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณฝ้าเพดาน ก่อนที่เปลวไฟจะทำปฏิกิริยากับฉนวนโฟมรังไข่ซับเสียงราคาถูกที่บุไว้ทั่วผนังและเพดานอาคาร โศกนาฏกรรมครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 26 คน บาดเจ็บอีก 50 คน
จากรายงานการถอดบทเรียนอุบัติภัยของหน่วยงานภาครัฐระบุว่า อาคารดังกล่าวถูกดัดแปลงสภาพจากร้านอาหารทั่วไปให้กลายเป็นสถานบันเทิงแบบปิดทึบคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมที่ไม่มีหน้าต่างระบายอากาศ เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ควันไฟและขี้เถ้าหนาทึบจึงสะสมอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 3 นาที
ซ้ำร้ายตรวจสอบพบว่า ประตูหนีไฟฉุกเฉินที่อยู่บริเวณด้านหลังเวทีถูกล็อกปิดตายด้วยแม่กุญแจและมีสิ่งของวางกีดขวาง ทำให้นักดนตรีและพนักงานภายในไม่สามารถหลบหนีออกไปได้ ส่งผลให้ผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ต้องวิ่งย้อนมารวมกันที่ประตูทางออกด้านหน้าเพียงทางเดียว จนเกิดเหตุการณ์ล้มทับและถูกไฟคลอกเสียชีวิตในที่สุด
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เจ้าของร้านถูกตัดสินจำคุก 5 ปี 4 เดือน และมีการย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องฐานปล่อยปละละเลยในการตรวจสอบ
ชนวนเหตุและปัจจัยร่วมแห่งความล้มเหลว
จากข้อมูลของ สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ แห่งสหรัฐอเมริกา (National Institute of Standards and Technology - NIST) พบว่า "วัสดุไวไฟ" และ "ระบบทางหนีไฟ" คือ 2 ปัจจัยหลักที่ตัดสินความเป็นความตายเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ในสถานบันเทิง
- พอลิยูรีเทนโฟมที่มักถูกใช้เพื่อประหยัดต้นทุนในการซับเสียง มีคุณสมบัติในการลามไฟที่รวดเร็วมาก NIST ระบุว่าวัสดุประเภทนี้สามารถลุกไหม้ได้เต็มที่ภายในเวลาไม่ถึง 45 วินาที
- ระบบระบายอากาศที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน NFPA มักก่อให้เกิดปรากฏการณ์ "Backdraft" หรือการระเบิดของกลุ่มแก๊สเมื่อมีออกซิเจนเข้าไปเติมในพื้นที่ปิด
- ในส่วนของทางหนีไฟ กฎกระทรวงปี 2555 กำหนดให้สถานบริการที่มีคน 201-400 คน ต้องมีทางออกอย่างน้อย 3 แห่ง และประตูต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 0.84 เมตร โดยต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง แต่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการมักเลือกปิดตายทางออกที่เหลือเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพนักงานรักษาความปลอดภัย
โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำรอยเหล่านี้ นำมาซึ่งคำถามสำคัญจากสังคมและภาคประชาชนว่า เหตุใดกฎหมายที่มีอยู่อย่าง กฎกระทรวงกําหนดประเภทและระบบความปลอดภัย ของอาคารที่ใช้เพื่อประกอบกิจการเป็นสถานบริการ พ.ศ.2555 ซึ่งกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและแนวทางปฏิบัติของสถานบันเทิงไว้อย่างชัดเจน จึงยังไม่สามารถหยุดยั้งโศกนาฏกรรมในลักษณะเดิมได้ และระบบการตรวจสอบในปัจจุบันมีช่องโหว่ตรงไหนที่ปล่อยให้เกิดการลักลอบดัดแปลงอาคารหรือมองข้ามสิ่งกีดขวางบริเวณทางหนีไฟซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สิ่งเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งกระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานคร จะต้องปรับเปลี่ยนจากเพียงการ "ถอดบทเรียน" มาเป็นการกวดขันตรวจสอบระบบความปลอดภัยเชิงรุกและปูพรมเอกซเรย์สถานประกอบการแบบ 100% อย่างต่อเนื่อง เพื่อแปรเปลี่ยนความสูญเสียในอดีตให้กลายเป็นการป้องกันที่ทำงานได้จริงในทางปฏิบัติ ก่อนที่สังคมจะต้องเผชิญกับบทเรียนราคาแพงเช่นนี้อีกในอนาคต
ที่มาข้อมูล : Fire investigation report of club "Santika" in Bangkok, RECONSTRUCTING THE STATION NIGHTCLUB FIRE – MATERIALS TESTING AND SMALL-SCALE EXPERIMENTS, กฎกระทรวง กําหนดประเภทและระบบความปลอดภัย ของอาคารที่ใช้เพื่อประกอบกิจการเป็นสถานบริการ พ.ศ. ๒๕๕๕
อ่านข่าวอื่น :
เปิดคลิปนาทีระทึกเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ลูกค้าวิ่งหนีโกลาหล
การ์ดโรงเบียร์ เล่านาทีไฟไหม้ เผยไม่มีสปริงเกอร์ดับเพลิง - ทางหนีไฟ 4 จุด
ไทม์ไลน์เพลิงไหม้ โรงเบียร์ลาดพร้าว ผู้ประสบภัย 90 คน เสียชีวิต 27 คน