วุฒิสภามติ 140:17 เห็นชอบ "จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช" นั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
วันนี้ (23 มิ.ย.2569) การประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เป็นประธานในที่ประชุม ในวาระพิจารณาเรื่องด่วนให้ความเห็นชอบ บุคคลได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
หลังการประชุมลับ ที่ประชุมใช้การลงมติด้วยเครื่องออกเสียงลงคะแนนที่เป็นการลงคะแนนลับ โดยมติของที่ประชุม เห็นชอบ 140 เสียง ไม่เห็นชอบ 17 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง ซึ่งถือว่า นายจักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในสายนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ แทน ศ.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง
ซึ่งก่อนหน้านั้นที่ประชุมได้อภิปรายแสดงความเห็น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมลับ สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ได้ลุกอภิปรายเพื่อคัดค้านการลงมติดังกล่าว และเห็นว่าควรชะลอการลงมติออกไป เพราะมีประเด็นที่ต้องการให้เกิดการตรวจสอบและคำชี้แจงให้ชัดเจน โดยเฉพาะคุณสมบัติของผู้เสนอชื่อว่าตรงกับสาขาที่เปิดรับสมัครหรือไม่
โดย นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว.อภิปรายว่า กระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีความผิดปกติ ทั้งกรณีการประชุม เมื่อ 7 เม.ย.2569 ที่พบว่ากรรมการสรรหาไม่ครบองค์ประกอบตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ที่ถือว่าเป็นฝ่ายตรวจสอบ
ทั้งนี้หากชะลอการสรรหาออกไป 1-2 สัปดาห์จะได้กรรมการสรรหาที่ครบองค์ประชุม มีผู้นำฝ่ายค้าน และทำให้กระบวนการสรรหาโปร่งใส และตรวจสอบได้มากกว่า นอกจากนั้นแล้วบุคคลที่ถูกเสนอชื่อมีคำถามต่อความรู้ความสามารถ ที่ไม่ตรงกับสาขาที่สมัครที่ต้องการบุคคลในสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ไม่ใช่โควตานิติศาสตร์
ด้าน นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. อภิปรายว่า จากการตรวจสอบประวัติการทำงานของนายจักรพงศ์ เมื่อปี 2564 ได้รับการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขณะที่ผลงานวิชาการที่นำมาอ้างต่อกรรมการสรรหาว่า เป็นผลงานที่เป็นประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คือกลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน ตนได้ตรวจสอบในห้องสมุดพบว่า ถูกจัดอยู่ในหมวดกฎหมาย แทนหมวดรัฐศาสตร์
ดังนั้นการจัดหมวดหมู่องค์ความรู้ ที่อ้างอยู่ในส่วนกฎหมาย ขณะที่รายละเอียดพบเป็นรายละเอียดที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสอบสวน พยานหลักฐาน ทฤษฎีการสอบสวน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทางด้านกฎหมาย นิติศาสตร์ มากกว่าด้านรัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์
ขณะที่ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ฐานะเลขานุการกรรมาธิการ ชี้แจงว่าในส่วนของรายงานฉบับเปิดเผย ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ โดยรายละเอียดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งนี้กรณีที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติ แม้กรรมการสรรหาพ้นวาระไปแล้ว ยังกลับมาพิจารณา ส่วนที่อ้างเสียงข้างน้อยมีประธานศาลฎีกาด้วยนั้น ทำไมไม่กล่าวถึงเสียงข้างมากที่มีประธานศาลปกครองสูงสุดด้วย เพราะถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเช่นกัน
ทั้งนี้ การพิจารณาคุณสมบัตินั้นไม่เป็นอำนาจของกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ แต่เป็นกรรมการสรรหาซึ่งได้ทำแล้ว ดังนั้นข้อกังวลที่อภิปรายได้ดำเนินการแล้วตามรัฐธรรมนูญ ทั้งการทบทวนคุณสมบัติของนายจักรพงศ์ ทั้งนี้ก่อนที่มี พ.ร.บ.ตำรวจ โรงเรียนนายร้อยเปิดสอนคณะรัฐศาสตร์มาก่อน และเมื่อมีกฎหมายตำรวจจึงเปิดสอนคณะนิติศาสตร์ และนายจักรพงศ์จบการศึกษาปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์
"แม้ สว.จะพิจารณาให้เห็นความชอบหรือไม่ จะวินิจฉัยอย่างไร ขอให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ เชื่อว่า สว. มีวุฒิภาวะพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งไม่มีใครสั่ง สว. ได้ เพราะมีความคิดเป็นของตนเอง" นายวุฒิชาติ กล่าว
อ่านข่าว :
นายกฯ สั่งฟาดเต็มที่ ลั่นกระทรวงมหาดไทยรับไม่ได้ปมโกงสอบท้องถิ่น
“วราวุธ” ชง ครม.เยียวยาชาวไร่อ้อย 3 กลุ่ม 477 ล้าน
"พิพัฒน์" แจงเก็บค่าไฟทางแฝงค่า FT บ้านประชาชน ทำมาเป็น 10 ปี