โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความกดดันของวัยรุ่นเกาหลีใต้ยุค “N-Po Generation” ชีวิตแบบนี้ขอละทิ้งดีกว่า!

Dek-D.com

เผยแพร่ 30 ก.ย 2565 เวลา 10.02 น. • DEK-D.com
รู้จัก N-Po Generation ความกดดันของวัยรุ่นเกาหลียุคใหม่

อันยองฮาเซโยค่าทุกคน~ น้องๆ ชาว Dek-Dเคยรู้สึกท้อแท้จากปัญหาการเรียน ครอบครัว สังคม หรือความกดดันต่างๆ จนอยากปล่อยมันไปไหมคะ? (พี่เป็นบ่อยม๊ากกก ㅠㅠ) ต้องบอกว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่ที่ไทย อย่างวัยรุ่นเกาหลีใต้ก็เป็นเหมือนกันค่ะ เพราะพวกเขาไม่ได้แบกแค่ความคาดหวังจากคนรอบข้าง แต่ยังต้องสู้รบกับความกดดันจากสังคมและพิษเศรษฐกิจในปัจจุบันไปด้วย ทำให้หลายคนเลือกที่จะยอมแพ้กับ ‘สิ่งที่ควรทำและควรมี’ ตามค่านิยมของคนรุ่นก่อนๆ จนเกิดเป็นคำเรียกคนยุคนี้ว่า‘N-Po Generation’ ในที่สุด

ก่อนจะไปจัดหนักจัดเต็มกับข้อมูลของชาว N-Po เราไปเรียนคำศัพท์ภาษาเกาหลีที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้กันดีกว่าค่ะ น้องๆ อ่านแล้วจะได้เข้าใจมากขึ้น!

일 (อิล) Il หนึ่ง 삼 (ซัม) Sam สาม 오 (โอ) O ห้า 칠 (ชิล) Chil เจ็ด 구 (คู) Gu เก้า

포 (โพ) Po

*ย่อมาจากกริยา 포기하다 (โพกีฮาดา)*

(v.) ยอมแพ้ 세대 (เซแด) Sedae รุ่น, ยุคสมัย (Generation)

กว่าจะเป็น N-Po Generation

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ปลูกฝังแนวคิดคล้ายกับไทย คือ ถ้าเรียนจบมหาวิทยาลัยจะได้ทำงานสูง ๆ ยิ่งเรียนเก่งก็ยิ่งมีอนาคตที่ดีทว่าเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรุนแรงในช่วงปี 2007-2009 นักศึกษามหาวิทยาลัยในขณะนั้นจึงเริ่มวิตกกังวลว่า พวกเขากำลังจะเรียนจบอย่างไร้อนาคตและเสี่ยงกลายเป็นพนักงานสัญญาจ้างที่มีรายได้สุทธิเพียง 880,000 วอนต่อเดือน (~ 23,380.54 บาท) ซึ่งเป็นเรตที่ต่ำมากๆ และขัดแย้งกับสิ่งที่พวกเขาถูกพร่ำสอนมาตลอดชีวิตว่า ‘ใบปริญญาคือตัววัดฐานะในอนาคต’

น่าเศร้าที่ ณ ขณะนั้นใบปริญญากลับกลายเป็นเพียงเอกสารที่ใช้วัดอัตราการว่างงาน อูซุกฮุน (Woo Suk-Hoon) ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่เลวร้ายของเกาหลีใต้ปี 2008 เรื่อง The Birth of A Monster (괴물 의 탄생) จึงตั้งชื่อให้นักศึกษารุ่นนั้นว่า “880,000 Won Generation” (88만원세대) ซึ่งมาจากค่าแรงที่พนักงานสัญญาจ้างได้รับในหนึ่งเดือน และชื่อนี้ยังกลายเป็นต้นกำเนิด Generation ต่างๆ ของวัยรุ่นเกาหลีใต้ที่เริ่มหมดหวังกับอนาคตในประเทศตัวเองอีกด้วย

Note: 1 KRW = 0.027 THB (วันที่ 27 กันยายน 2565)

Sampo Generation ยิ่งใช้ชีวิตยิ่งต้องทิ้ง

หลังจากเผชิญพิษเศรษฐกิจแสนหนักหน่วง ถัดมาก็เริ่มเข้าสู่ยุคของ Sampo Generation (3포세대)ที่ไม่ได้หมายถึงไอดอลเจนสามนะคะ 5555 แต่เป็นคำที่เรียกถึงคนรุ่นใหม่ที่ละทิ้งค่านิยมสามสิ่ง คือ ความสัมพันธ์ การแต่งงาน และการมีลูกเนื่องจากสถานการณ์การเงินในเกาหลีใต้เริ่มเลวร้ายลงเรื่อยๆ ระบบทุนนิยมทำให้ชีวิตของพวกเขาพลิกผัน แค่สู้ชีวิตคนเดียวลำพังก็ยากอยู่แล้ว ก็ไม่อยากที่จะมีความสัมพันธ์ที่อาจทำให้ยากขึ้นไปอีก ดังนั้น จึงต้องยอมตัดเรื่องนี้ออกไปและใช้ชีวิตแบบคนโสดๆ นั่นเองค่ะ

แต่นับวันสภาพแวดล้อมและสังคมก็เปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ และยิ่งใช้ชีวิตมากเท่าไหร่ก็มีสิ่งที่ต้องยอมทิ้งไปมากเท่านั้น นอกจากเรื่องความสัมพันธ์และการสืบทอดทายาท คนเกาหลีรุ่นใหม่ก็ค่อยๆ ละทิ้งค่านิยมเดิมๆ ออกไป (จากของที่เคยต้องมี ในวันนี้ไม่ต้องมีก็ได้) ดังนั้น การนับเลขจึงไม่หยุดอยู่แค่ 3 (Sam/삼) แต่ไปต่อถึง 9 (Gu/구) มาดูกันดีกว่าค่ะว่าหลังจาก Sampo Generation รุ่นต่อๆ ไปละทิ้งอะไรบ้าง

  • Opo Generation (5포세대)ละทิ้ง 5 สิ่ง คือ 3 สิ่งของ Sampo Generation + ความสัมพันธ์ของมนุษย์และการเป็นเจ้าของบ้าน
  • Chilpo Generation (7포세대) ละทิ้ง 7 สิ่ง คือ 5 สิ่งของ Opo Generation + ความฝันและความหวังของพวกเขา
  • Gupo Generation (9포세대) ละทิ้ง 9 สิ่ง คือ 7 สิ่งของ Chilpo Generation + สุขภาพและรูปร่างหน้าตา

อย่างที่พี่ได้เล่าไปด้านบนว่าด้วยสภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันจึงไม่สามารถจำกัดการนับอยู่แค่ 3, 5, 7, 9 ได้อีกต่อไปแล้วค่ะ จนในที่สุดก็กลายเป็นจำนวนที่ nหรือการนับที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดตรงไหน (คณิตศาสตร์ก็มา) เพราะแม้จะยอมละทิ้งสิ่งต่างๆ ไปมากขนาดนี้แล้ว แต่สภาพสังคมก็ยังทำให้ความหวังเหือดแห้งไปพร้อมกับอนาคตที่วาดฝันไว้ และสุดท้าย “N-Po Generation (N포세대)”หรือ Numerous Giving-up Generation รุ่นที่ยอมละทิ้งหลายสิ่งหลายอย่างจนนับไม่ถ้วนจึงถือกำเนิดขึ้น

เรารู้วิวัฒนาการของแต่ละ Generation กันไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยกันดีกว่าค่ะว่า เหตุผลหลักที่รุ่น N-Po เลือกยอมแพ้กับสิ่งต่างๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุดมีอะไรบ้าง?

เหตุผลที่(จำเป็น)ต้องยอมแพ้

1. พื้นฐานครอบครัว

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับประโยค ‘คาบช้อนทองมาเกิด’ ซึ่งใช้กับคนที่เกิดในครอบครัวร่ำรวย (ซีรีส์เสียดสีสังคม The Golden Spoon ที่กำลังฉายอยู่ก็ใช้ชื่อตรงตัวเลยน้าา ตามไปดูกันได้นะคะ~) แต่ด้วยความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มมากขึ้น ในปี 2015 เกาหลีใต้จึงบัญญัติศัพท์ใหม่ว่า ‘ช้อนดิน’ เพื่อใช้เรียกคนที่เกิดในครอบครัวยากจน เมื่อรายได้ในครอบครัวถูกนำมาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าเราจะเป็น ‘ช้อนทอง’ หรือ ‘ช้อนดิน’ โอกาสประสบความสำเร็จในอนาคตก็ถูกกำหนดไว้แล้ว (พี่คุยกับเพื่อนอยู่บ่อยๆ ว่าประเทศไทยก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน)

ไม่มีเงินก็ไม่มีหวัง: ความเหลื่อมล้ำในเกาหลีภายใต้ชนชั้น ‘ช้อนตะเกียบทอง-ช้อนตะเกียบดิน’

2. อัตราการเกิดต่ำ

เพราะความรับผิดชอบที่ตามมาจากการมีลูกคือ ภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากสังคมปิตาธิปไตยที่เข้มข้นของเกาหลีทำให้ผู้ชายต้องกลายเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องหาเลี้ยงครอบครัวทั้งๆ ที่แค่เลี้ยงตัวเองก็แทบมีไม่พอใช้ ส่วนผู้หญิงถ้าหากมีลูกก็จำเป็นต้องสละชีวิตส่วนตัวออกไป บริษัทส่วนใหญ่ไม่อยากจ้างพนักงานที่มีเกณฑ์จะลาคลอดหรือไม่อยากรับพนักงานที่ลาคลอดแล้วอยากกลับมาทำงาน เพราะมองว่าเป็นการจ้างงานที่ไม่คุ้มค่าในระยะยาว หลายคนจึงเลือกใช้ชีวิตแบบสันโดษเพื่อความสบายใจดีกว่า เพราะถ้าหากเป็นคู่รักที่เลือกมีลูก แต่ไม่มีเงินมากพอก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน

"เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีความไม่เท่าเทียมทางเพศสูงและมีการแสดงความเกลียดชังทางเพศอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ปี 2021 ผู้ชายเกาหลีวัย 20-29 ปี ร้อยละ 72.5 เลือกโหวตให้กับพรรคอนุรักษนิยมเพราะพวกเขาต่อต้านแนวคิดเฟมินิสต์ และอ้างว่าหากความไม่เท่าเทียมทางเพศมีอยู่จริง ผู้ชายต่างหากที่จะตกเป็นเหยื่อของผู้หญิง ซึ่งขัดแย้งกับรายงานช่องว่างระหว่างเพศทั่วโลก (Global Gender Gap Report) ของ World Economic Forum ว่า เกาหลีใต้อยู่รั้งท้ายในอันดับที่ 123 จาก 156 ประเทศ ด้านการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและโอกาส ซึ่งแปลได้ง่ายๆ ว่าผู้หญิงมีโอกาสในการถูกรับเข้าทำงานและเติบโตในสายงานน้อยกว่าผู้ชายมากนั่นเอง"

บทความเพิ่มเติม:ผู้ชาย vs. เฟมินิสต์: เปิดปมความเกลียดชังทางเพศที่ฝังรากในสังคมเกาหลีใต้

3. อัตราการว่างงานของเยาวชน

หลายปีที่ผ่านมาเด็กจบใหม่เกาหลีต้องเผชิญกับวิกฤตการว่างงาน ตามประกาศขององค์กรสถิติระดับชาติเกาหลี (KOSTAT) ระบุว่าจำนวนผู้จ้างงานลดลงต่อเนื่องกัน 11 เดือนจนถึงเดือนมกราคม 2021 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติการเงินในเอเชียปี 1997 นอกจากนี้จำนวนคนที่เลิกหางานทำก็เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนในวัย 30 ปีที่เลิกหางานมีเพิ่มขึ้นถึง 33.9% จาก 210,000 คน (มกราคม 2020) เป็น 281,000 คน (มกราคม 2021) ซึ่งสูงสุดในทุกกลุ่มอายุ

ปี 2020 ก่อนเกิด COVID-19 อัตราการว่างงานของเยาวชนอายุ 15-29 ปีอยู่ที่ร้อยละ 9.0 และหลังจากเกิด COVID-19 บัณฑิตวิทยาลัยและมัธยมปลายมีปัญหาในการหางานมากขึ้น โดยอัตราการจ้างงานของผู้ชายที่จบป.ตรี คือ 12.1% ขณะที่การจ้างงานของผู้หญิงที่จบม.ปลาย คือ 14.4% ซึ่งถือเป็นสถิติที่ต่ำมาก

เกิดอะไรขึ้นที่ ‘เกาหลี’ ทำไมถึงมีอัตราคนว่างงานสูงเป็นประวัติการณ์!?

4. ค่าครองชีพที่สูงขึ้น

แน่นอนว่าค่าครองชีพนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของประชาชนและอย่างใน ‘กรุงโซล’ ที่ขึ้นชื่อว่าห้องพักมีราคาแพง กลับมีประชากรอาศัยอยู่มากถึง 9.7 ล้านคน น้องๆ รู้มั้ยว่าอัตราส่วนค่าบ้าน/ที่ดินต่อรายรับของคนที่อาศัยในโซลอยู่ในอันดับที่ 12 จาก 113 ประเทศ และราคาบ้านในโซลยังสูงมากจนกลุ่มเครือข่ายพลเมืองเพื่อความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ (CCEJ) วิเคราะห์ว่าคนเกาหลีต้องใช้เวลามากกว่า 25 ปีในการซื้ออะพาร์ตเมนต์ขนาด 99 ตร.ม. 2 แห่ง

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนเกาหลีจำนวนมากถึงต้องเช่าบ้านเพื่ออยู่อาศัย เพราะถ้าจะซื้อก็ต้องใช้เวลาหลายปีหรือถ้าหากจะผ่อนก็ต้องเหมือนมีหนี้ผูกมัดในระยะยาวไปอีก และด้วยค่าครองชีพที่สูงมากๆ จนติดอันดับ 21 จาก 137 ประเทศทั่วโลก ทำให้หลายคนต้องใช้ชีวิตสุดประหยัด จึงไม่แปลกที่คนรุ่น N-Po ยอมละทิ้งค่านิยมการซื้อบ้านออกไป เพราะค่าใช้จ่ายที่สูงเกินเอื้อมนั่นเอง

Note:

  • พาส่อง ‘โกชีวอน (Goshiwon)’ หอพักราคาถูกของนักศึกษาเกาหลีใต้ ที่ชาวต่างชาติก็พักได้!
  • รู้จัก "พันจีฮา" บ้านกึ่งใต้ดิน สัญลักษณ์แห่งความจนของเกาหลี & รีวิวชีวิตจริงที่ไม่ต่างจากหนัง #Parasite
  • มาดู "ที่อยู่อาศัย" ของคนเกาหลีใต้ อยู่แบบไหน? ราคาเท่าไร?
  • อะไรก็แพงไปหมด! พาส่อง “No-spend challenge” เทรนด์การใช้ชีวิต 0 วอนของชาวเกาหลี

5. แรงกดดันทางสังคม

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับตำแหน่งมากกว่าชื่อซะอีก! พวกเขาต้องเผชิญการแข่งขันตั้งแต่อายุยังน้อย และไม่ได้ใช้ชีวิตกับปัจจุบัน แต่ทำทุกอย่างเพื่ออนาคต การสอบ ‘ซูนึง (수능)’ จึงเป็นวันที่สำคัญที่สุดในชีวิต ถ้าสอบติดคือประสบความสำเร็จ ถ้าเรียนจบคือมีอนาคตที่ดี

และเพื่อให้พวกเขาเป็นไปตามสิ่งที่สังคมปลูกฝังมา หลายคนจำเป็นต้องเข้าเรียนที่โรงเรียนกวดวิชา ซึ่งบางครั้งเลิกดึกถึง 22.00 น. เลยทีเดียว!

ความกดดันจากสังคมและการเรียนเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้วัยรุ่นเกาหลีใต้คิดถึงการฆ่าตัวตายอย่างน้อย 1 ครั้ง (เกาหลีใต้มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุดในบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้ว) คนรุ่น N-po บอกว่าเกาหลีใต้เปรียบเสมือน ‘นรกโชซอน’ วิธีเดียวที่พวกเขาจะรอดคือความตายหรือการย้ายประเทศเท่านั้น

Note:

  • พาส่อง 'ซูนึง' การสอบแอดมิชชั่นที่นับว่าเป็นวาระแห่งชาติของเกาหลี (ปีนี้ไอดอลสอบเพียบ!)
  • ‘ขอโทษนะแม่…ที่ฉันเป็นคนล้มเหลว’ เมื่อชีวิตวัยรุ่น ‘เกาหลีใต้’ ถูกทำลายจากการสอบ
  • 'ความกดดัน' ศัตรูตัวฉกาจที่เหล่าไอดอลเกาหลีต้องเจอตลอดช่วงชีวิต

นอกจาก N-Po ที่ได้เล่าไปแล้ว ยังมีคนรุ่นใหม่อีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าIlpo Generation (1포세대) แทนที่จะยอมแพ้กับหลายสิ่งหลายอย่าง พวกเขาเลือกที่จะทิ้งเพียงสิ่งเดียว นั่นก็คือ “ชีวิต”

กว่าจะมาเป็น N-Po Generation นี่ไม่ง่ายเลยนะคะ วัยรุ่นเกาหลีใต้ผ่านความกดดันมาเยอะมากจริงๆ แต่พี่เชื่อว่าพวกเราที่อยู่ประเทศไทยก็ได้รับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ต่างกันเลย น้องๆ หลายคนน่าจะมีประสบการณ์ทำนองนี้อยู่บ้างเนอะ (พี่เองก็เช่นกัน5555) คอมเมนต์เล่าให้พี่อ่านได้น้าาา // ก่อนจากกัน พี่ขอทิ้งท้ายด้วยโควตหนึ่งที่พี่ชอบมากๆ ค่ะ

“N-Po Generation เลือกที่จะยอมแพ้กับหลายๆ สิ่ง เพราะพวกเขาคาดหวังในตัวเองสูงเกินไป หรือเพราะระบบที่บอกว่าพวกเขาทำงานหนักไม่มากพอ?” - Moïse (KWORLD NOW), 2022

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...