ศก.ชะลอตัว-หุ้นร่วง...“กองหุ้นจีน” ไม่รอด ‘แดงยกแผง’... กลุ่ม “หุ้นเทคฯ” อาการหนักสุด-ตั้งแต่ต้นปีดิ่งไปแล้วกว่า -40% !!!
Fun of Funds: “หุ้นจีน” เคยเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นขวัญใจมหาชนของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ แต่สำหรับในปัจจุบันกลับเป็นตลาดที่ทำให้นักลงทุนต้อง “ช้ำใจ” ไม่น้อย
จากที่เคยจะกลายร่างเป็น “มังกรผงาดฟ้า” ก็กลายเป็น “มังกรป่วย” ไปเฉยๆ
ล่าสุดทาง “ธนาคารโลก” ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปีนี้ลงเหลือ 2.8% จาก 8.1% ในปีก่อน ต่ำกว่าเป้าหมายทางการจีนที่ตั้งไว้ 5.5% ในปีนี้ (เหลืออีก 3 เดือนสุดท้าย ยังไม่รู้จะเข็นยังไงให้ได้ตามเป้า)
กดดัน “ตลาดหุ้นจีน” ทั้ง A-Share ดัชนี CSI300 ดิ่งลงตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันไปแล้ว -22.63% ในขณะที่ H-Share ดัชนี HSCEI ก็รูดลงไปกว่า -29.11%ติดในทำเนียบตลาดหุ้นที่ดิ่งหนักตลาดหนึ่งของโลกในปีนี้
ทำผลงานกลุ่ม “กองหุ้นจีน” แดงเดือดทั้งกระดานไปตามๆ กัน ตั้งแต่ตต้นปีติดลบไประหว่าง -40.03% ถึง -13.10%
แต่อาจจะมีนักลงทุนตั้งข้อสงสัยและคำถามขึ้นว่า “กองทุนรวมหุ้นจีน” จะมีทิศทางเช่นไร?ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ ก็ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมาแชร์ในครั้งนี้
(ที่มา: GoogleFinance)
สารพัด “ปัจจัยลบ” รุมเร้า-กด “หุ้นจีน” ดำดิ่ง…หวังข่าวดีประชุมพรรคคอมมินวิสต์กลางต.ค. ได้ “สี จิ้น ผิง” กลับมากุมอำนาจสมัย3 หนุนตลาดฟื้น
“หุ้นจีน” ช่วงที่ผ่านมาความเคลื่อนไหวของตลาดยังปรับตัวลงอย่างแรงและต่อเนื่อง ตามมรสุมปัจจัยลบที่ถาโถมเข้าใส่ ทั้ง “ปัจจัยในประเทศ” อย่างการจัดระเบียบสังคมที่มีผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ นโยบาย Zero COVID ที่ฉุดเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้ชะงักงันลงรุนแรง
หรือ “ปัจจัยภายนอก” ที่ยังคุกรุ่นอย่างสงครามการค้าและการกีดกั้นทางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งท่าทีของปัจจัยดังกล่าวก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะจบได้ง่ายดายนัก หรือความตึงเครียดกับไต้หวัน ตลอดจนการต้องพยายามวางตัวเป็นกลางไม่เอียงเข้าข้างรัสเซียมากไป เพราะอาจโชคร้ายเจอคว่ำบาตรจากโลกเอาได้ง่ายๆ
“เหล่านี้ยังเป็นปัจจัยที่ฉุดเศรษฐกิจของจีนตลอดจนบรรยากาศการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาและยังจะคงอยู่ต่อไป แต่ก็มีความหวังจากการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในวันที่ 16 ต.ค. นี้ ที่ตลาดคาดว่าจะได้ ‘สี จิ้น ผิง’ กลับมากุมอำนาจต่อเป็นสมัยที่3 ซึ่งจะส่งผลดีต่อทิศทางเศรษฐกิจของจีนด้วยเช่นกัน”
(ที่มา: GoogleFinance)
Top3 “กองหุ้นจีน” ไม่รอดผลงานตั้งแต่ต้นปียังติดลบตั้งแต่ -15.33% ถึง -13.10%…“SCBCEE” ลุยหุ้นจีน H-Share ผลงานดีสุดในกลุ่ม
โดยทาง “กองทุนรวมหุ้นจีน” ส่วนใหญ่ยังคงเคลื่อนไหวใน “แดนลบ” แต่จะมีกองทุนที่ตัวเลขติดลบมากน้อยกันออกไป เราจึงหยิบยกมาทั้งในฝั่งที่ “ติดลบน้อยสุด” และ “ติดลบมากสุด” 3 อันดับในของแต่ละฝั่ง
ซึ่งเรียงจากตัวเลขน้อยสุดไปยังมากสุดเริ่มกันที่ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นจีน ชนิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์” หรือ “SCBCEE” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันติดลบไป -13.10%
“ที่จะลงทุนในของกองทุนรวมต่างประเทศ ETFหรือใน ‘Hang Seng H-Share Index ETF’ ที่มีวัตถุประสงค์ในสร้างผลตอบแทนกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนให้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนี H-Share Indexให้มากที่สุด”
ต่อมาเป็น “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Machine Learning China All Share เพื่อการเลี้ยงชีพ” หรือ “SCBRMMLCA” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี -14.91% ที่จะลงทุนในหุ้นบริษัทสัญชาติจีนโดยใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) ซึ่งมีการใช้เทคนิคทาง Machine Learning ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัทจัดการมาประกอบการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่จะลงทุน
“โดยหลักทรัพย์ที่กองทุนนำมาพิจารณาจะเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (H-Share) ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และเสินเจิ้น (A-Share) และหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับประเทศจีน”
และสุดท้าย “กองทุนเปิดทหารไทย China Equity Index” หรือ “TMBCHEQ” ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี -15.33% ที่ได้ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ETF ต่างประเทศหรือ ‘iShares FTSE A50 China Index ETF’ ซึ่งมีนโยบายลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี FTSE China A 50 Net Total Return Index
Bottom3 “กองหุ้นจีน” ดิ่งตามกลุ่มเทคฯ ผลงานตั้งแต่ต้นปีติดลบไป -36.86% ถึง -40.03%…ด้าน “SCBCTECHA” ผลงานแย่สุดในกลุ่ม
ขณะที่ฝั่งผลการดำเนินงาน “ติดลบมากสุด” จะมี 2 กองทุนไทยที่ได้ลงทุนในกองทุนรวม ETF ต่างประเทศเดียวกันหรือใน ‘Invesco China Technology ETF’ ที่มีจุดมุ่งหมายสร้างให้ผลการดำเนินงานก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี FTSE China Incl A 25% Technology Capped Index
โดยสำหรับ 2 กองทุนไทยที่มาการลงทุนในกองข้างต้นก็คือ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ China Technology ชนิดสะสมมูลค่า” หรือ “SCBCTECHA”และ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า เทคโนโลยี เพื่อการเลี้ยงชีพ ชนิดรองรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” หรือ “TCHTECHRMF-P”ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันติดลบ -40.03% และ -39.68% ตามลำดับ
สุดท้ายเป็น “กองทุนเปิดทีเอ็มบี อีสท์สปริง Star50 Chinese Technology” หรือ “TMB-ES-STARTECH” ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี -36.86% ที่จะลงทุนในกองรวม ETF ต่างประเทศอย่าง ‘KraneShares SSE STAR Market 50 Index ETF’ที่จะพาไปลงทุนในบริษัทจีนที่อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและด้านที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ โดยมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี STAR50 Index
“หุ้นจีนเป็นตลาดที่เคยสร้างผลตอบแทนได้อย่างดีในช่วง 1-2ปีที่ผ่านมา แต่หลังจากเกิดปัจจัยลบเข้ามากระทบแก่ตลาดก็ทำให้ดัชนีปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราก็ได้แต่หวังว่าจะได้ยินข่าวดีมาดันตลาดให้กลับขึ้นมาและสร้างผลตอบแทนได้ดีดั่งเดิม”
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน