โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ศก.ชะลอตัว-หุ้นร่วง...“กองหุ้นจีน” ไม่รอด ‘แดงยกแผง’... กลุ่ม “หุ้นเทคฯ” อาการหนักสุด-ตั้งแต่ต้นปีดิ่งไปแล้วกว่า -40% !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 10 มิ.ย. 2567 เวลา 10.50 น. • เผยแพร่ 03 ต.ค. 2565 เวลา 08.35 น. • Wealth Guy

Fun of Funds: “หุ้นจีน” เคยเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นขวัญใจมหาชนของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ แต่สำหรับในปัจจุบันกลับเป็นตลาดที่ทำให้นักลงทุนต้อง “ช้ำใจ” ไม่น้อย
จากที่เคยจะกลายร่างเป็น “มังกรผงาดฟ้า” ก็กลายเป็น “มังกรป่วย” ไปเฉยๆ
ล่าสุดทาง “ธนาคารโลก” ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปีนี้ลงเหลือ 2.8% จาก 8.1% ในปีก่อน ต่ำกว่าเป้าหมายทางการจีนที่ตั้งไว้ 5.5% ในปีนี้ (เหลืออีก 3 เดือนสุดท้าย ยังไม่รู้จะเข็นยังไงให้ได้ตามเป้า)
กดดัน “ตลาดหุ้นจีน” ทั้ง A-Share ดัชนี CSI300 ดิ่งลงตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันไปแล้ว -22.63% ในขณะที่ H-Share ดัชนี HSCEI ก็รูดลงไปกว่า -29.11%ติดในทำเนียบตลาดหุ้นที่ดิ่งหนักตลาดหนึ่งของโลกในปีนี้
ทำผลงานกลุ่ม “กองหุ้นจีน” แดงเดือดทั้งกระดานไปตามๆ กัน ตั้งแต่ตต้นปีติดลบไประหว่าง -40.03% ถึง -13.10%
แต่อาจจะมีนักลงทุนตั้งข้อสงสัยและคำถามขึ้นว่า “กองทุนรวมหุ้นจีน” จะมีทิศทางเช่นไร?ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ ก็ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมาแชร์ในครั้งนี้

(ที่มา: GoogleFinance)

สารพัด “ปัจจัยลบ” รุมเร้า-กด “หุ้นจีน” ดำดิ่ง…หวังข่าวดีประชุมพรรคคอมมินวิสต์กลางต.ค. ได้ “สี จิ้น ผิง” กลับมากุมอำนาจสมัย3 หนุนตลาดฟื้น

“หุ้นจีน” ช่วงที่ผ่านมาความเคลื่อนไหวของตลาดยังปรับตัวลงอย่างแรงและต่อเนื่อง ตามมรสุมปัจจัยลบที่ถาโถมเข้าใส่ ทั้ง “ปัจจัยในประเทศ” อย่างการจัดระเบียบสังคมที่มีผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ นโยบาย Zero COVID ที่ฉุดเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้ชะงักงันลงรุนแรง
หรือ “ปัจจัยภายนอก” ที่ยังคุกรุ่นอย่างสงครามการค้าและการกีดกั้นทางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งท่าทีของปัจจัยดังกล่าวก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะจบได้ง่ายดายนัก หรือความตึงเครียดกับไต้หวัน ตลอดจนการต้องพยายามวางตัวเป็นกลางไม่เอียงเข้าข้างรัสเซียมากไป เพราะอาจโชคร้ายเจอคว่ำบาตรจากโลกเอาได้ง่ายๆ
“เหล่านี้ยังเป็นปัจจัยที่ฉุดเศรษฐกิจของจีนตลอดจนบรรยากาศการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาและยังจะคงอยู่ต่อไป แต่ก็มีความหวังจากการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในวันที่ 16 ต.ค. นี้ ที่ตลาดคาดว่าจะได้ ‘สี จิ้น ผิง’ กลับมากุมอำนาจต่อเป็นสมัยที่3 ซึ่งจะส่งผลดีต่อทิศทางเศรษฐกิจของจีนด้วยเช่นกัน”

(ที่มา: GoogleFinance)

Top3 “กองหุ้นจีน” ไม่รอดผลงานตั้งแต่ต้นปียังติดลบตั้งแต่ -15.33% ถึง -13.10%…“SCBCEE” ลุยหุ้นจีน H-Share ผลงานดีสุดในกลุ่ม

โดยทาง “กองทุนรวมหุ้นจีน” ส่วนใหญ่ยังคงเคลื่อนไหวใน “แดนลบ” แต่จะมีกองทุนที่ตัวเลขติดลบมากน้อยกันออกไป เราจึงหยิบยกมาทั้งในฝั่งที่ “ติดลบน้อยสุด” และ “ติดลบมากสุด” 3 อันดับในของแต่ละฝั่ง
ซึ่งเรียงจากตัวเลขน้อยสุดไปยังมากสุดเริ่มกันที่ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นจีน ชนิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์” หรือ SCBCEE” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันติดลบไป -13.10%
“ที่จะลงทุนในของกองทุนรวมต่างประเทศ ETFหรือใน ‘Hang Seng H-Share Index ETF’ ที่มีวัตถุประสงค์ในสร้างผลตอบแทนกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนให้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนี H-Share Indexให้มากที่สุด”
ต่อมาเป็น “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Machine Learning China All Share เพื่อการเลี้ยงชีพ” หรือ “SCBRMMLCA” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี -14.91% ที่จะลงทุนในหุ้นบริษัทสัญชาติจีนโดยใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) ซึ่งมีการใช้เทคนิคทาง Machine Learning ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัทจัดการมาประกอบการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่จะลงทุน
“โดยหลักทรัพย์ที่กองทุนนำมาพิจารณาจะเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (H-Share) ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และเสินเจิ้น (A-Share) และหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับประเทศจีน”
และสุดท้าย “กองทุนเปิดทหารไทย China Equity Index” หรือ “TMBCHEQ” ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี -15.33% ที่ได้ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ETF ต่างประเทศหรือ ‘iShares FTSE A50 China Index ETF’ ซึ่งมีนโยบายลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี FTSE China A 50 Net Total Return Index

Bottom3 “กองหุ้นจีน” ดิ่งตามกลุ่มเทคฯ ผลงานตั้งแต่ต้นปีติดลบไป -36.86% ถึง -40.03%…ด้าน “SCBCTECHA” ผลงานแย่สุดในกลุ่ม

ขณะที่ฝั่งผลการดำเนินงาน “ติดลบมากสุด” จะมี 2 กองทุนไทยที่ได้ลงทุนในกองทุนรวม ETF ต่างประเทศเดียวกันหรือใน ‘Invesco China Technology ETF’ ที่มีจุดมุ่งหมายสร้างให้ผลการดำเนินงานก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี FTSE China Incl A 25% Technology Capped Index
โดยสำหรับ 2 กองทุนไทยที่มาการลงทุนในกองข้างต้นก็คือ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ China Technology ชนิดสะสมมูลค่า” หรือ “SCBCTECHA”และ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า เทคโนโลยี เพื่อการเลี้ยงชีพ ชนิดรองรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” หรือ “TCHTECHRMF-P”ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันติดลบ -40.03% และ -39.68% ตามลำดับ
สุดท้ายเป็น “กองทุนเปิดทีเอ็มบี อีสท์สปริง Star50 Chinese Technology” หรือ “TMB-ES-STARTECH” ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี -36.86% ที่จะลงทุนในกองรวม ETF ต่างประเทศอย่าง ‘KraneShares SSE STAR Market 50 Index ETF’ที่จะพาไปลงทุนในบริษัทจีนที่อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและด้านที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ โดยมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี STAR50 Index
“หุ้นจีนเป็นตลาดที่เคยสร้างผลตอบแทนได้อย่างดีในช่วง 1-2ปีที่ผ่านมา แต่หลังจากเกิดปัจจัยลบเข้ามากระทบแก่ตลาดก็ทำให้ดัชนีปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราก็ได้แต่หวังว่าจะได้ยินข่าวดีมาดันตลาดให้กลับขึ้นมาและสร้างผลตอบแทนได้ดีดั่งเดิม”
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...