โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เด็กกรุงเทพฯ เครียดพุ่ง 30% รองผู้ว่าฯ ทวิดา ชูระบบสุขภาพจิตใกล้ตัว ป้องกันก่อนรักษา เดินหน้าเชื่อมศูนย์บริการ ขยาย Telemedicine ทั่วกรุงฯ

THE STANDARD

อัพเดต 05 ส.ค. 2568 เวลา 10.32 น. • เผยแพร่ 05 ส.ค. 2568 เวลา 10.32 น. • thestandard.co
เด็กกรุงเทพฯ เครียดพุ่ง 30% รองผู้ว่าฯ ทวิดา ชูระบบสุขภาพจิตใกล้ตัว ป้องกันก่อนรักษา เดินหน้าเชื่อมศูนย์บริการ ขยาย Telemedicine ทั่วกรุงฯ

วันนี้ (5 สิงหาคม) ที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ มหานคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นวิทยากรร่วมเสวนาแลกเปลี่ยน หัวข้อ Special Seminar the Keyword: ไขคำสำคัญ สู่ชุมชมสุขภาพจิตดีที่ยั่งยืน โดย ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว (สสส.) ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิก ผู้ก่อตั้ง WE PARK แพลตฟอร์มการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม และ ยงยุทธ์ สุขพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญการส่งเสริมสุขภาพจิตในชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเขาพระบาท (รพ.สต.เขาพระบาท) จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมเสวนา

รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวว่า ระบบสุขภาพที่ดีที่สุดคือระบบธรรมชาติ ระบบการแพทย์และสาธารณสุขเริ่มจากครอบครัว เพื่อน อาจารย์ ที่โรงเรียน หรือเพื่อนร่วมงาน เป็นระบบที่ใกล้ตัวที่สุด เข้าถึงได้ง่ายที่สุด ซึ่งจากการตรวจสุขภาพคนกรุงเทพฯ พบคนเครียด 11.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ และเมื่อประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ให้หน่วยนำร่องลงพื้นที่โรงเรียนโดยเฉพาะ พบว่า ในจำนวนนักเรียนที่อายุ 12-18 ปี พบเด็กมีความเครียด 30% จึงต้องขอให้เพื่อน อาจารย์ และครอบครัว มีการขยายส่วนงานตรงนี้เชื่อมต่อกับศูนย์บริการสาธารณสุขเพื่อรองรับการดำเนินงาน

ซึ่งยังเห็นว่าระบบสุขภาพที่เป็นธรรมชาติน่าจะเป็นคำตอบมากกว่า และเมื่อไรที่สามารถเปิด Telemedicine ได้เท่ากันจากโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ เมื่อนั้นเราจะสามารถเปิดหน้าต่างของหมอที่ให้บริการประชาชนได้ทั่วประเทศ การดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดไม่ใช่การรักษาแต่คือการดูแลสุขภาพให้ดีก่อน

“ในการทำงานต้องออกจากระบบเดิมๆ ต้องดูว่าระบบใหม่ๆ มีการทำงานอย่างไร ต้องเข้าใจจริงๆ ว่า คนที่สามารถทำงาน Hybrid ในเรื่องสุขภาพจิตจริงๆ จะเป็นคนแบบไหน และอย่าเอาระบบที่อื่นมายัดเยียดให้ทำ เพราะกรุงเทพมหานครมีความแตกต่าง อยากให้เป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เมื่อไรที่เราฟังมากขึ้นจะได้ยินมากขึ้น จะมีมุมต่างๆ ให้เห็นมากขึ้น สามารถทำงานได้มากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานที่ดี” รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวในตอนท้าย

ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิตจัดโครงการสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขับเคลื่อนระบบการดูแลสุขภาพจิตประชาชนด้วยพลังเครือข่ายชุมชน/ผ่านกลไกระบบสุขภาพปฐมภูมิ ร่วมสร้างพลังใจ สุขภาพจิตไทยยั่งยืน Better Mental Health Care for all ระหว่างวันที่ 5-6 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมปริ้นซ์พาเลซ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เครือข่ายต่างๆ ได้เข้าร่วมนำเสนอผลการดำเนินงาน/และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการดำเนินงานสุขภาพจิต พร้อมทั้งนำไปต่อยอด ขยายผลให้ครอบคลุมการดูแลประชาชนมากยิ่งขึ้น

โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย เครือข่ายหลายภาคส่วน อาทิ เช่น นายอำเภอ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาจารย์จากมหาวิทยาลัย ผู้บริหารและบุคลากรจากองค์กร สถานประกอบการ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน แกนนำภาคประชาชน ประชาชน รวมถึงเครือข่ายจากหน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับในพื้นที่ ตลอดจนบุคลากรจากกรมสุขภาพจิต รวมทั้งสิ้น 600 คน

ภายในงานมีเครือข่ายที่มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นเข้าร่วมนำเสนอผลงานในรูปแบบ Oral presentation และในรูปแบบของโปสเตอร์ รวมทั้งสิ้น 107 แห่ง แบ่งเป็น 8 ประเด็น ได้แก่ 1. พลังชุมชนดูแลสุขภาพจิตและสารเสพติด 2. ทีม 3 หมอดูแลสุขภาพจิตและสารเสพติด 3. ชุมชนสุขภาพจิตดี 4. สถานประกอบการกับการดูแลใจพนักงาน 5. มหาวิทยาลัยกับการดูแลใจนักศึกษา 6. การดูแลจิตใจผู้สูงอายุ 7. จังหวัดกับการขับเคลื่อนงานสุขภาพจิต และ 8. PCU คุณภาพกับการดูแลจิตใจในชุมชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...