โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"กลุ่ม GULF" ท็อปฟอร์ม! โตไม่หยุด ผ่าเกม 2025 โอกาสหรือจุดเสี่ยง ?

PostToday

อัพเดต 05 มิ.ย. 2568 เวลา 06.38 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 12.43 น.

ในวันที่"กลุ่ม GULF" ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนทั้งสถาบันและรายย่อย จากอาณาจักรไฟฟ้า ขยายสู่เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และดิจิทัลแพลตฟอร์ม ดาต้าเซ็นเตอร์ จนถึงคริปโต นี่คือช่วงเวลาการเติบโตที่ถูกจับตามากที่สุดในตลาดหุ้น

แต่คำถามคือ…

  • GULF ยังเป็น "Growth Stock" หรือกำลังถึงจุดอิ่มตัว ?
  • นักลงทุนควรวางกลยุทธ์อย่างไรท่ามกลางกระแสเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก ?

แต่ก่อนที่จะไปดูอนาคตของ "กลุ่ม GULF" สิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ ราคาหุ้นแต่ละตัวนับจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน (Year to date : YTD) ระหว่างวันที่ 2 มกราคม จนถึง 4 มิถุนายน 2568 มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางใด

เริ่มจาก "บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF" ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding company) โดยมีบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจ คือ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูโภค และดิจิทัล แต่เนื่องด้วย GULF มีการควบรวมกับ INTUCH พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่ ดังนั้นข้อมูลนับตั้งแต่ต้นปี YTD จึงไม่มี!

ต่อมาคือ หุ้นของ "บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC" ประกอบธุรกิจให้บริการสื่อสารโทรคมนาคม รวมถึงธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและธุรกิจดิจิทัล เซอร์วิส โดยราคาหุ้นนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน เพิ่มขึ้น +2.09% อัตราส่วนต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) 23.42 เท่า PEG 1.12 เท่า อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) 3.62%

หากย้อนกลับไปช่วง 3 ปี พ.ศ.2565-2567 ราคาหุ้น ADVANC ปิดที่ 287 บาท เพิ่มขึ้น +24.78% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ต แคป) 853,598.19 ล้านบาท อัตราส่วนต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) 26.01 เท่า PEG 2.27 เท่า อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) 3%

"บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM" ประกอบธุรกิจในกลุ่มธุรกิจหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.ธุรกิจดาวเทียมและบริการที่เกี่ยวเนื่อง 2.ธุรกิจอินเทอร์เน็ตและสื่อ 3.ธุรกิจโทรศัพท์ในต่างประเทศ 4.ธุรกิจร่วมทุนอื่น

ราคาหุ้น THCOM นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ลดลง -33.07% และหากย้อนกลับไปช่วง 3 ปี พ.ศ.2565-2567 ราคาปิดที่ 12.39 บาท เพิ่มขึ้น 12.39% มาร์เก็ต แคป 13,920.49 ล้านบาท P/E และ PEG N/A ส่วน Dividend Yield 1.02%

"ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK" ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องตามที่ได้รับอนุญาตไว้ในพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงินฯ และพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ

ราคาหุ้น KBANK นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ลดลง -1.93% ค่า P/E 7.39 เท่า PEG 0.93 เท่า Dividend Yield 7.87% หากย้อนกลับไปช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2565-2567) ปิดที่ 155.50 บาท เพิ่มขึ้น +9.51% มาร์เก็ต แคป 368,430.44 ล้านบาท ค่า P/E ที่ 7.76 เท่า PEG ที่ 0.25 เท่า Dividend Yield 4.18%

ไตรมาส 2/68 กำไรเด่น

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า GULF แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อวันที่ 30 พ.ค.68 เกี่ยวกับการรายงานงบเสมือนของบริษัทฯสำหรับช่วงไตรมาส 1/68 หากอิงข้อมูลจากงบเสมือนกำไรสุทธิสำหรับช่วงไตรมาส 1/68 ของบริษัทอยู่ที่ 6,564 ล้านบาท เติบโต 55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) บริษัทฯยังไม่มีการจัดทำงบเสมือนสำหรับช่วงไตรมาส 4/67 หากหักรายการพิเศษออกกำไรปกติ อยู่ที่ 6,506 ล้านบาท เติบโต 32% จากปีก่อนและดีกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาด 9%

สาเหตุหลักมาจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่สูงกว่าคาด 11% ทั้งนี้การเติบโตสูงจากปีก่อน มาจากการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้า GPD หน่วยที่ 3-4 ที่ COD ในปี 2024 แบบเต็มไตรมาส อีกทั้งการเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าหินกองหน่วยที่ 1-2 ที่ COD เดือน มี.ค.2024 และ ม.ค.2025 ตามลำดับเทียบกับช่วงไตรมาส 1/67 ที่รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าหินกองหน่วยที่ 1 เพียง 1 เดือน

รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson ในสหรัฐฯ จำนวน 30 ล้านบาท เทียบกับส่วนแบ่งขาดทุน 195 ล้านบาทในไตรมาส 1/67 และส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC ที่เพิ่มขึ้นเป็น 3,314 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อนตาม ARPU ที่เติบโตขึ้นตามการทยอยปรับขึ้น Package หลักและการเกิด Synergy ระหว่าง ADVANC - TTTBB

เบื้องต้นคาดกำไรปกติในไตรมาส 2/68 ที่ระดับ 7,000-7,500 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ได้ แม้ต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นหลังมีการออกหุ้นกู้จำนวน 3 หมื่นล้านบาทในเดือน มี.ค. หลังได้แรงหนุนจากการเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจโรงไฟฟ้า IPP ในไทย เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนทำให้ปริมาณขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

ส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้า Jackson ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า จากการเริ่มรับรู้ค่าความพร้อมจ่ายที่สูงขึ้นของตลาดไฟฟ้า PJM ราว 1 เดือน ค่าความพร้อมจ่ายมีการปรับขึ้นในเดือน มิ.ย.2025 ด้านส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตาม ARPU ที่สูงขึ้น รับรู้ผลจากการปรับขึ้นราคา Package หลักแบบเต็มไตรมาส

และการรับรู้รายได้จากเงินปันผลของ KBANK เบื้องต้นคาดรายได้จากเงินปันผลก่อนหักค่าใช้จ่ายทางภาษีจะอยู่ที่ราว 1,000-1,200 ล้านบาท ไม่มีการเปรียบเทียบจากปีก่อน เนื่องจากบริษัทยังไม่ได้มีการจัดทำงบเสมือนสำหรับช่วงไตรมาส 2/67

กำไรปกติในไตรมาส 1/68 คิดเป็นสัดส่วนราว 25% ของกำไรทั้งปี ส่งผลให้ประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์ที่ 26,268 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน มีอัพไซด์อีกราว 5-7% เบื้องต้นฝ่ายวิเคราะห์คงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2025 ที่ 57 บาทต่อหุ้น โดยฝ่ายวิเคราะห์มองว่า GULF มีโอกาสเคลื่อนไหวได้ดีกว่ากลุ่มฯ เพราะการที่บริษัทลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้า IPPเป็นหลักทำให้ได้รับผลกระทบจำกัดจากความพยายามในการปรับลดค่าไฟฟ้าของรัฐบาลไทย

ปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าในเวียดนามในสัดส่วนเพียง 3% ของกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นทั้งหมด ทำให้ได้รับผลกระทบจำกัดจากการเจรจาค่าไฟฟ้าสำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาลเวียดนาม

หากอิงข้อมูลจากงบเสมือนในช่วงไตรมาส 1/68 บริษัทมีมูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นที่ราว 3.3 แสนล้านบาท และมีอัตราส่วน Net IBD/E ที่เพียง 0.9 เท่า ส่งผลให้บริษัทมีความพร้อมในการเข้าลงทุนในโครงการใหม่สูงที่สุดในกลุ่มฯจึงคงแนะนำซื้อ สำหรับการลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้าในช่วงครึ่งหลังของปี68

GULF ภาพข้างหน้ายังสดใส

บล.กรุงศรี แนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 56.50 บาท มองโทนการประชุมเป็น Slightly Positive โดยทิศทางไตรมาส 2/68 จนถึงช่วงครึ่งหลังปี68 ยังมี Driver บวกจากหลายปัจจัยทั้งแนวโน้มส่วนแบ่งกำไร Jackson จะค่อยๆปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้

จากผลการปรับค่าความพร้อมจ่าย Capacity payment ปี68/69 ในตลาด PJM สหรัฐฯขึ้นจาก 29 เหรียญฯต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 270 เหรียญฯต่อเมกะวัตต์ต่อวันใน มิ.ย. พร้อมคาดธุรกิจ LNG trading ยังสามารถเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้าได้ต่อเนื่อง

อีกทั้งผลการควบรวมกับ INTUCH และการเติบโตแบบ organic ของส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC เบื้องต้นฝ่ายวิเคราะห์ประเมินกำไรปกติในไตรมาส 2/68 หลังควบรวมกับ INTUCH เติบโตจากปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้าในกรอบ 6,300-6,500 ล้านบาท

ระยะยาวโปรเจคใหญ่ อาทิ เขื่อนหลวงพระบาง, เขื่อนปากแบงและเขื่อนปากลายยังดำเนินได้ตามแผน รวมถึงปัจจัยกดดันจากนโยบายปรับแก้สัญญาราคา FiT พลังงานหมุนเวียนเฟส 2 ของภาครัฐที่คาดว่าจะค่อยๆคลี่คลายลง หลังมีการตรวจสอบและไม่พบประเด็นผิดปกติคงประมาณการ

ADVANC กำไรแกร่ง

บล. ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus ที่ 317.65 บาท แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/68 จนถึงครึ่งหลังปี68 คาดยังแข็งแรงต่อเนื่องหนุนจากทั้งฝั่งรายได้ที่คาดว่ายังเติบโตแข็งแรง ขณะที่ต้นทุนไม่มีแรงกดดันเพิ่มเติมหลังไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่เหมือนช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รวมถึงภาพการแข่งขันที่เบาลง

การประมูลคลื่นความถี่รอบใหม่คาดว่าจะไม่แพงเท่าในอดีตทำให้ต้นทุนค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ระยะยาวลดลงและเป็นบวกต่อกำไรสุทธิ ประมาณการกำไรปี 68 ของ Consensus ล่าสุดอยู่ที่ 4 - 4.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

KBANK โอกาสสร้าง synergy

บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) แนะนำ ซื้อ KBANK ราคาเป้าหมาย 184 บาท ปัจจุบัน GULF เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ KBANK หลัง GULF เข้าถือหุ้นเพิ่มใน KBANK จาก 0.53% ในเดือน เม.ย.2024 เป็น 4.6% ในเดือน พ.ค.2025

ขณะเดียวกัน GULF ยังถือหุ้น 40.44% ใน ADVANC ในเดือน เม.ย.2025 ฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่า GULF อาจมองหาโอกาสสร้าง synergy ทางธุรกิจระหว่าง KBANK และ AIS ด้วยเช่นกัน

"เราเชื่อว่า KBANK เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับ GULF ที่มีเป้าหมายจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจบริการทางการเงินและธุรกิจสินเชื่อดิจิทัล เรามองว่า KBANK และ AIS อาจร่วมมือกันในรูปแบบของการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน(JV)เพื่อให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลโดยพิจารณาจากข้อมูลการชำระเงินรายเดือนของลูกค้า ทั้งนี้ธนาคารมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลน่าสนใจที่ 5.8-7.4% ต่อปีในปี 68-70"

THCOM รับทรัพย์ USO เฟส2

บล. โกลเบล็ก แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 12.50 บาท บริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการไตรมาส 1/68 เท่ากับ 550 ล้านบาท ลดลง -9.4% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และ ลดลง -17.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สาเหตุหลักมาจากการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการ USO เฟส 2 ของ กสทช. หลังจากเกิดช่วงรอยต่อของสัญญาในช่วงก่อนหน้านี้ซึ่งรายได้จะทยอยเข้ามาในไตรมาส 2/68

ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ระดับ 25.1% ลดลงจาก 26.3% ไปโตรมาสก่อน มีสาเหตุหลักมาจากค่าบำรุงรักษาสถานีภาคพื้นดินในต่างประเทศ นอกจากนี้บริษัทมีการรับรู้รายได้อื่น 240 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทบันทึกกำไรจากการตัดจำหน่ายเจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอาคารและอุปกรณ์เป็นจำนวน 235 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทรายงานกำไรสุทธิเท่ากับ 119 ล้านบาท แต่หากตัดรายการพิเศษทั้งกล่าวข้างต้นออกผลประกอบการปกติจะขาดทุนปกติเท่ากับ 90 ล้านบาท ลดลงจากกำไรปกติ 10 ล้านบาทในไตรมาส 1/67 และขาดทุนปกติ 19 ล้านบาทในไตรมาส 4/67

"เราคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2/68 จะกลับมาดีขึ้นตามการรับรู้รายได้ USO เฟส2 ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หากเปิดประมูลโครงการ USO เฟส 3 ได้เร็วจะเป็นบวกต่อผลประกอบการ ราคาหุ้นยังมี Upside จากราคาเป้าหมาย Bloomberg Consensus"

หุ้นกลุ่ม GULF ยังคงเป็นหนึ่งใน"แกนหลัก" ของการลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานของไทย ด้วยแผนการขยายที่ชัดเจนในระดับสากล และการปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล เช่น แพลตฟอร์มธุรกรรมดิจิทัล, ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด

แม้จะมีความท้าทายจากต้นทุนพลังงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่หากบริหารความเสี่ยงได้ดี GULF ก็ยังถือเป็น "หุ้นเติบโต" ที่มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

สุดท้ายแล้ว…คุณพร้อมหรือยังที่จะวาง GULF เป็นหนึ่งในพอร์ตการลงทุนแห่งอนาคต ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...