บริษัทใหญ่สหรัฐ เดินหน้าปลดพนักงานหลักพัน-หลักหมื่นคนช่วงต้นปี 2568 พิษภาษีทรัมป์
บริษัทใหญ่สหรัฐ ทั้งกลุ่มค้าปลีก เทคโนโลยี พลังงาน การบิน และการเงิน ทยอยปลดพนักงานหลักพันถึงหลักหมื่นคนในช่วงต้นปี 2568 รับแรงสั่นสะเทือนเศรษฐกิจจากนโยบายภาษีทรัมป์
วันที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลา 16.46 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า หลายบริษัทชั้นนำในสหรัฐจากหลากหลายอุตสาหกรรมเริ่มปรับลดพนักงานครั้งใหญ่ในปี 2568 เพื่อลดต้นทุนและรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ภายใต้นโยบายภาษีที่ไม่แน่นอนของรัฐบาลทรัมป์ แม้จำนวนตำแหน่งงานว่างจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ณ สิ้นเดือนเมษายน จำนวนตำแหน่งงานว่างเพิ่มขึ้น 191,000 ตำแหน่ง อยู่ที่ระดับ 7.391 ล้านตำแหน่ง อย่างไรก็ตามจำนวนการเลิกจ้างกลับพุ่งสูงขึ้นในอัตรารวดเร็วที่สุดในรอบ 9 เดือน สะท้อนภาวะตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัวจากแรงกดดันของความผันผวนด้านการค้าและภาษี
โดยข้อมูลจากบริษัทต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวลดังนี้
กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค
- Kohl’s ปลด 9,600 คน คิดเป็นสัดส่วน 10% ของพนักงานทั้งหมด เพื่อยกระดับกำไรและปรับโครงสร้างองค์กร รวมถึงปิด 27 สาขาที่ผลประกอบการต่ำ ประสบปัญหายอดขายลด
- Estee Lauder ปลด 7,000 คน คิดเป็นสัดส่วน 11.3%ของพนักงานทั้งหมด
- Procter & Gamble ปลด 7,000 คนทั่วโลก
- Starbucks และ Walmart ปรับลดพนักงานหลักพันคน
กลุ่มเทคโนโลยี
- Meta ปลดพนักงาน 5% ของกลุ่มผลประกอบการต่ำ
- Intel และ Match Group ลดพนักงานมากถึง 20% และ 13%
- Microchip และ CrowdStrike ก็มีการปลดหลายร้อยคน
กลุ่มพลังงาน
- Chevron ปรับลดถึง 8,000 คน คิดเป็นสัดส่วน 20% ของพนักงานทั้งหมด
- Dow และ ADM ลดพนักงานในระดับหลักร้อยถึงพันคน
กลุ่มสายการบินและอวกาศ
- Southwest Airlines ปลด 1,750 คน คิดเป็นสัดส่วน 15% ของฝ่ายบริหาร
- Blue Origin ปรับลดพนักงาน 10%
กลุ่มการเงินและประกันสุขภาพ
- Morgan Stanley ปลดราว 2,000 คน ของพนักงานทั้งหมด 2–3% ของพนักงานทั้งหมด
- UnitedHealth เสนอ buyout ก่อนพิจารณาปลดพนักงานเพิ่มเติม
ทั้งนี้แนวโน้มการปลดพนักงานที่กระจายไปในหลายภาคธุรกิจ สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2568 ซึ่งได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านภาษีและนโยบายการค้าของรัฐบาล โดยเฉพาะการกำหนดภาษีแบบตอบโต้ที่ส่งผลต่อการวางแผนธุรกิจในระยะยาว
อ้างอิง : reuters.com