“ศาลสูงสหรัฐ” อนุญาต “ทรัมป์” เดินหน้าแผนปรับโครงสร้างรัฐบาลกลาง
รัฐบาล ทรัมป์ ยื่นคำร้องให้ศาลสูงเข้ามาแทรกแซง หลังผู้พิพากษาในรัฐแคลิฟอร์เนียมีคำสั่งระงับแผนลดจำนวนพนักงาน-ปรับโครงสร้างหน่วยงานรัฐบาลกลาง
วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 วลา 03.28 น. สำนักข่าว NBC รายงานว่า ศาลสูงสหรัฐ (U.S. Supreme Court) มีคำสั่งเมื่อวันอังคาร อนุญาตให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เดินหน้าแผนลดจำนวนพนักงานและปรับโครงสร้างหน่วยงานรัฐบาลต่าง ๆ ได้เป็นการชั่วคราว
คำสั่งดังกล่าวเป็นการพักคำพิพากษาทางปกครอง (administrative stay) ตามคำร้องของฝ่ายบริหารทรัมป์ โดยมีผู้พิพากษา เคทันจิ บราวน์ แจ็กสัน (Ketanji Brown Jackson) เพียงคนเดียวที่เขียนคำแย้งเห็นต่างอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
ข้อพิพาทนี้เกิดขึ้นจากคำตัดสินของผู้พิพากษาซูซาน อิลล์สตัน แห่งศาลแขวงในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ตัดสินเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า แม้ประธานาธิบดีสามารถเสนอการเปลี่ยนแปลงในฝ่ายบริหารได้ แต่หากเป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐสภา
อิลล์สตันระบุไว้ในคำพิพากษาว่า “หน่วยงานต่าง ๆ ไม่สามารถปรับโครงสร้างหรือลดกำลังคนขนานใหญ่ โดยละเมิดเจตนารมณ์ของรัฐสภาอย่างโจ่งแจ้ง และประธานาธิบดีก็ไม่สามารถดำเนินการเปลี่ยนแปลงองค์กรฝ่ายบริหารครั้งใหญ่โดยไม่ร่วมมือกับรัฐสภาได้”
อย่างไรก็ตามคำสั่งของศาลสูงในครั้งนี้ไม่ได้ชี้ขาดว่าการปรับโครงสร้างหรือการลดพนักงานของหน่วยงานใดถูกกฎหมายหรือไม่ แต่พิจารณาเฉพาะความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์และบันทึกแนวทางบริหารบุคลากรที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
ในคำแย้งผู้พิพากษาแจ็กสันเขียนว่า“คำตัดสินนี้ไม่เพียงแต่น่าเสียใจอย่างยิ่ง แต่ยังสะท้อนถึงความเย่อหยิ่งและไร้เหตุผลอีกด้วย”
การตัดสินดังกล่าวมีผลกระทบต่อหน่วยงานรัฐบาลกลาง 19 แห่ง รวมถึงสำนักงานบริหารและงบประมาณ (OMB), สำนักงานบริหารงานบุคคล (OPM) และหน่วยงานบริการภาครัฐ (U.S. DOGE Service) ที่อยู่ภายใต้การบริหารของทำเนียบขาว
D. John Sauer ผู้ดำรงตำแหน่ง Solicitor General แถลงต่อศาลว่า คำพิพากษาของอิลล์สตันมีพื้นฐานจากแนวคิดที่ไร้หลักการว่าประธานาธิบดีต้องได้รับอนุมัติจากรัฐสภาในการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญ
“การบริหารจัดการบุคลากรในหน่วยงานรัฐบาลกลางถือเป็นหัวใจสำคัญของอำนาจฝ่ายบริหาร …รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้ประธานาธิบดีต้องได้รับอนุมัติจากรัฐสภาเพื่อใช้อำนาจหลักตามมาตรา 2”
ทำเนียบขาวแถลงยกย่องคำตัดสินในคืนวันอังคาร โดยโฆษก Harrison Fields กล่าวว่า“คำตัดสินของศาลสูงในวันนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของประธานาธิบดีและฝ่ายบริหาร เป็นการปฏิเสธความพยายามโจมตีอำนาจฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญของประธานาธิบดีโดยผู้พิพากษาสายเสรีนิยมที่ต้องการขัดขวางความพยายามในการเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐบาลกลาง”
คำร้องคัดค้านนโยบายนี้นำโดยสหภาพแรงงานและกลุ่มไม่แสวงหากำไรหลายแห่ง รวมถึงสหพันธ์แรงงานภาครัฐของรัฐและท้องถิ่นแห่งอเมริกา (AFSCME) รวมถึงรัฐบาลท้องถิ่นของนครชิคาโกและบัลติมอร์
ทนายของฝ่ายคัดค้านเตือนว่า หากศาลอนุญาตให้ฝ่ายบริหารของทรัมป์เดินหน้าแผนนี้โปรแกรม หน่วยงาน และภารกิจต่าง ๆ ที่ได้รับการรับรองโดยกฎหมายจะถูกยุบหรือถูกลดขนาดอย่างมาก และเรียกร้องให้ศาลรอให้การดำเนินคดีสิ้นสุดก่อนตัดสินว่าจะให้ทรัมป์ดำเนินแผนหรือไม่
กลุ่มพันธมิตรคัดค้านออกแถลงการณ์ว่า คำตัดสินนี้เป็นผลกระทบร้ายแรงต่อระบอบประชาธิปไตย และทำให้บริการสาธารณะที่ชาวอเมริกันพึ่งพาตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างยิ่ง
“คำตัดสินนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ชัดเจนว่า การปรับโครงสร้างราชการและปลดพนักงานจำนวนมากโดยไม่มีการอนุมัติจากรัฐสภา เป็นสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”
อ้างอิง : nbcnews.com