โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บุกทลายรัง "เว็บพนัน" เชียงใหม่ พบเงินหมุนเวียน 500 ล้านบาท

SpringNews

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 11.10 น.

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศปอส.ตร.) เปิดเผยว่า จากการประชุมติดตามผลการปฏิบัติงานของ ศปอส.ตร. เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ได้การรายงานสถานการณ์และเหตุที่น่าสนใจในการดำเนินการคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ และได้กำชับการปฏิบัติไปยังหน่วยที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

ในที่ประชุมได้มีการรายงานผลการปฏิบัติของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศของแต่ละหน่วยทั่วประเทศ ซึ่งมีผลการปฏิบัติเป็นที่น่าพอใจ

โดยมีคดีที่น่าสนใจในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 5 จำนวน 2 คดี ได้แก่ “บุกจับจีนเทาเช่าพลูวิลล่าเปิดฐานพนันออนไลน์ในอำเภอหางดง พบเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านบาท”

โดย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ตำรวจภูธรภาค 5 นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพลูวิลล่าใน ต.บ้านแหวน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ หลังได้รับรายงานว่าบ้านหลังดังกล่าวมีกลุ่มจีนเทาใช้เป็นฐานเปิดเว็บพนันออนไลน์หลอกลวงผู้สูงอายุชาวจีน อายุระหว่าง 60-80 ปี มาร่วมลงทุน

จากการตรวจค้นพบชาวจีน 14 ราย เป็น ชาย 11 คน หญิง 3 คน และชาวเมียนมา 3 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 2 คน ขณะที่กำลังอยู่ภายในห้องพักและทำงานหลอกลวงเหยื่อชาวจีนอยู่ สามารถยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 26 เครื่อง

โดยกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวมีพฤติการณ์จัดตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการ หลอกลวงชาวจีนให้ร่วมลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและโอนเงิน จะถูกบล็อกการติดต่อทันที

สำหรับกลุ่มจีนเท่าหล่านี้ได้ย้ายฐานเว็บพนันจากพื้นที่ อ.สันทราย มาเช่าพลูวิลล่าใน อ.หางดง ได้ประมาณเดือนกว่า โดยมีบอสชาวจีนเป็นผู้จัดการให้ทั้งหมด หลังจากที่ทราบข่าวตำรวจได้มีการทลายจีนเทาเช่าบ้านจัดสรรหรูใน อ.สันทราย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบในคอมพิวเตอร์ทั้งหมดที่ยึดได้ พบว่าผู้ต้องหาแต่ละคนเข้ามาทำงานโดยใช้วิซ่านักท่องเที่ยวซึ่งอยู่ประเทศไทยได้ 2 เดือน และบางคนก็ใช้วีซ่านักศึกษาโดยที่ไม่ทราบว่าตนเองเรียนที่มหาวิทยาลัยใด

อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจภูธรภาค 5 ได้มีการกวาดล้างและทลายเครือข่ายจีนเทา แล้วได้มีการตรวจสอบข้อมูลพบว่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นพบมีมหาวิทยาลัยสงฆ์และมหาวิทยาลัยเอกชนได้มีการออกวีซ่านักศึกษาให้กับชาวจีนมากถึง 5 แห่ง

โดยมีชาวจีนที่ลงทะเบียนทั้งหมด 13,000 คน บางส่วนก็จะอาศัยช่องว่างนี้เข้ามาอยู่ประเทศไทยและมาก่อเหตุหลอกคนจีนด้วยกันเอง จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียหายเป็นชาวจีนจำนวนมากกว่าแสนราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านหยวน

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันเป็นอั้งยี่ซ่องโจร” หลังจากนี้จะประสานกงสุลจีนให้มาตรวจสอบและจะขยายผลหาเครือข่ายที่ร่วมขบวนการต่อไป

อีกคดีคือ “การทลายแก๊งบัญชีม้ากดเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยึดเงินกว่า 2.6 ล้านบาท” โดยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5 พร้อมชุดปราบปรามอาชญกรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ จับกุม 3 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหญิงชาวไทย 1 คน และชายชาวจีน 2 คน ในความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดเสียหายแก่ประชาชนฯ”

สืบเนื่องจากศูนย์วิทยุ สภ.แม่ปิง รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างชายชาวจีนกับหญิงไทยทะเลาะกันหน้าตู้เอทีเอ็มภายในห้างดังกลางเมืองเชียงใหม่ จึงเข้าไประงับเหตุ พบมีเงินตกที่พื้นกระจัดกระจาย นับรวมกว่า 2.6 ล้านบาท ตำรวจจึงเชิญตัวไปที่ สภ.แม่ปิง

จากการสืบสวนทราบว่าแก๊งนี้มีบอสเป็นคนจีน ทำการหลอกลงทุนโครงการต่างๆ โดยหลอกทั้งคนจีนและคนไทย สำหรับคนจีนสองคนที่จับกุมได้เป็นหัวหน้าฝ่ายกดเงินคอยดูแลม้ากดเงินหลายคน และรวบรวมเงินส่งให้บอส ส่วนหญิงชาวไทยหวังได้เงินไปใช้หนี้จึงมารับงานกดเงินเป็นครั้งแรก จากนี้ตำรวจจะขยายผลไปถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้า อาชญากรรมออนไลน์ได้กลายเป็นภัยคุกคามสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลและสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา "บัญชีม้า" ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่อาชญากรใช้ในการฟอกเงินและหลอกลวงประชาชน

การรับมือกับปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยแนวทางที่ครอบคลุมและบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หัวใจสำคัญของการหยุดยั้งอาชญากรรมออนไลน์ คือการสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งรวมถึงการจัดการกับการเปิดบริษัทเพื่อใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน และการเปิดบัญชีม้าทั้งของคนไทยและคนต่างชาติ ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด

ตำรวจจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจสอบและควบคุมการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถอนเงินและนำเงินข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังสั่งการเน้นการสกัดกั้นคนไทยลักลอบข้ามแดนเพื่อไปทำงานผิดกฎหมายในต่างประเทศ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการเป็นเหยื่อหรือผู้สมรู้ร่วมคิดในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็เป็นสิ่งสำคัญ

จึงต้องมีกระบวนการที่ชัดเจนในการรับตัวคนไทยส่งกลับ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามหลักมนุษยชน เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...