การ์ทเนอร์ คาดอีก 2 ปี องค์กรกว่า 40% แห่ยกเลิกโครงการ Agentic AI
The Bangkok Insight
อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 01.22 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 01.22 น. • The Bangkok Insightการ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่ากว่า 40% ของโครงการงานด้าน Agentic AI จะถูกยกเลิกไปในอีก 2 ปีข้างหน้า สาเหตุมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น คุณค่าทางธุรกิจที่ไม่ชัดเจน รวมถึงการควบคุมความเสี่ยงที่ไม่เพียงพอ
Anushree Verma ผู้อำนวยการนักวิเคราะห์อาวุโสของการ์ทเนอร์ เปิดเผยว่า โปรเจกต์ Agentic AI ส่วนใหญ่ในตอนนี้ยังเป็นเพียงการทดลองเริ่มต้น หรืออยู่ในช่วงการพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concepts) ซึ่งขับเคลื่อนผ่านกระแสความนิยมเป็นหลัก และมักถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด
สิ่งนี้อาจทำให้องค์กรไม่เห็นต้นทุนที่แท้จริง และความซับซ้อนของการนำ AI Agents มาใช้ในสเกลที่ใหญ่ขึ้น ทำให้โปรเจกต์หยุดชะงักและไม่สามารถดำเนินการจริงได้ พวกเขาจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบและครอบคลุมในกลยุทธ์การนำเทคโนโลยีใหม่นี้ไปใช้ที่ใดและอย่างไร
ผลการสำรวจการ์ทเนอร์กับผู้เข้าร่วมเว็บบินาร์ 3,412 ราย เมื่อเดือนมกราคม ปีนี้ พบว่า 19% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าองค์กรลงทุนอย่างมีนัยสำคัญกับโปรเจกต์ Agentic AI และ 42% ลงทุนอย่างระมัดระวัง, โดยมีเพียง 8% ที่ไม่ได้ลงทุนเลย และที่เหลืออีก 31% เลือกรอดูไปก่อน
ขณะที่ผู้จำหน่ายหลายรายกำลังสร้างกระแสความนิยมด้วยการทำ Agent Washing อันเป็นการรีแบรนด์ผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น AI Assistants, Robotic Process Automation (RPA) และ Chatbots โดยที่ไม่มีความสามารถ Agentic ที่แท้จริง การ์ทเนอร์ประเมินว่ามีเพียงผู้จำหน่าย Agentic AI อยู่ราว 130 ราย จากหลายพันรายเท่านั้นที่เป็นของจริง
นอกจากนี้ ข้อเสนอ Agentic AI ส่วนใหญ่ ยังขาดคุณค่าสำคัญหรือผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เนื่องจากโมเดลปัจจุบันยังไม่มีการพัฒนาตัวแทนให้เป็นแบบอัตโนมัติอย่างเต็มที่ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจที่ซับซ้อน หรือปฏิบัติตามคำแนะนำที่มีความละเอียดอ่อนในช่วงเวลาที่ต้องการ ยูสเคสการใช้งานหลายอย่างที่เจาะจงวางตำแหน่งเป็น Agentic ในวันนี้นั้นไม่จำเป็นต้องใช้แบบ Agentic
ตระหนักคุณค่าทางธุรกิจ
แม้จะมีความท้าทายในช่วงเริ่มต้น แต่แนวโน้มการใช้ Agentic AI แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ก้าวกระโดดไปข้างหน้ากับความสามารถของ AI และโอกาสทางการตลาด โดย Agentic AI จะนำเสนอวิธีการใหม่สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร แปลงงานซับซ้อนให้เป็นอัตโนมัติ และแนะนำนวัตกรรมทางธุรกิจใหม่ ๆ เกินกว่าขีดความสามารถของบอทอัตโนมัติและผู้ช่วยเสมือนที่โปรแกรมการทำงานไว้ล่วงหน้า
การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2571 อย่างน้อย 15% ของการตัดสินใจในการทำงานประจำวันจะเป็นอัตโนมัติผ่าน Agentic AI เพิ่มขึ้นจาก 0% ในปี 2567 นอกจากนี้ ในปี 2571 แอปพลิเคชันซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร 33% จะรวม Agentic AI ไว้เพื่อใช้งาน โดยเพิ่มขึ้นจากน้อยกว่า 1% ในปี 2567
ทั้งนี้ แนะนำให้ใช้ Agentic AI กับในเคสที่ให้คุณค่าหรือมี ROI ที่ชัดเจน โดยการผสานรวม Agents เข้ากับระบบเดิมอาจมีความซับซ้อนทางเทคนิค มักทำให้การทำงานหยุดชะงัก รบกวนเวิร์คโฟลว์การทำงานและต้องการการปรับเปลี่ยนที่มีต้นทุนสูง ในหลายกรณี การคิดใหม่เกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานด้วย Agentic AI ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการนำไปใช้ที่ประสบความสำเร็จ
ที่สำคัญ เพื่อให้ได้รับคุณค่าที่แท้จริงจาก Agentic AI องค์กรต้องเน้นไปที่ผลผลิตขององค์กร มากกว่าการนำมาเสริมการทำงานส่วนบุคคลเพียงด้านเดียว สามารถเริ่มต้นโดยใช้ AI agents เมื่อจำเป็นต้องตัดสินใจใช้ระบบอัตโนมัติในขั้นตอนการทำงานตามปกติ และใช้ผู้ช่วยค้นหาข้อมูล ซึ่งเกี่ยวกับการขับเคลื่อนคุณค่าทางธุรกิจผ่านต้นทุน คุณภาพ ความเร็ว และขนาด
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'เมตา' ทุ่มหลายแสนล้านดอลล์ สร้าง 'ศูนย์ข้อมูล AI'
- 'ภัยพิบัติ' ใกล้ตัวกว่าที่คิด AI ช่วยค้าปลีกไทย เตรียมพร้อมรับมือเชิงรุก
- 6 ทักษะสำคัญที่มนุษย์ยุค AI ต้องมี ท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ติดตามเราได้ที่