มาอีกแล้ว! "Force Sell" ถล่ม 4 หุ้นยับ พบ 54 บจ.ถูกใช้วางมาร์จิ้นสูงเกิน 10%
มหกรรมจำนำหุ้นจนถูก Force Sell เกิดขึ้นอีกแล้ว คราวนี้ถล่มราคาหุ้น KTC-BEC-XPG-TPS ร่วงยับแตะฟลอร์ 2-3 วันติด พบเซียนหุ้นอย่าง "มงคล ประกิตชัยวัฒนา" มีชื่อถือหุ้นใหญ่ทั้งนั้น ขณะที่ข้อมูลล่าสุดมีถึง 54 บริษัท ถูกนำหุ้นวางมาร์จิ้น/จำนวนหุ้นทั้งหมดมากกว่า 10% กูรูแนะระวังหุ้นกลาง-เล็ก ถูกวางมาร์จิ้น-วอลุ่มต่ำเสี่ยงราคาไหลยาว แต่หุ้นปัจจัยพื้นฐานดีอย่าง KTC มองเป็นโอกาสเข้าเก็บหุ้นได้ !
*** รู้จักบัญชีมาร์จิ้น เครื่องมือลงทุนสำหรับขาใหญ่
ในแวดวงตลาดหุ้น มีเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อขายหุ้นให้นักลงทุนไม่น้อย หนึ่งในนั้น คือ บัญชีมาร์จิ้น หรือเครดิตบาลานซ์ ซึ่งเป็นบัญชีที่โบรกเกอร์เปิดขึ้นเพื่อให้สินเชื่อกับนักลงทุนในการลงทุนซื้อหลักทรัพย์ โดยนักลงทุนจ่ายเงินซื้อเองส่วนหนึ่ง ที่เหลือโบรกเกอร์จะเป็นฝ่ายจ่าย เงินที่โบรกเกอร์จ่ายให้นั้น ถือว่าเป็นเงินส่วนที่นักลงทุนกู้จากโบรกเกอร์นั่นเอง
พูดง่าย ๆ คือ กลไกการทำงานของบัญชีประเภทนี้ คือ "มีเงินส่วนหนึ่ง กู้เพื่อลงทุนอีกส่วนหนึ่ง" โดยนักลงทุนต้องนำเงินสดหรือหลักทรัพย์มาวางเป็นหลักประกันการชำระหนี้ก่อนซื้อหุ้นตามสัดส่วนที่โบรกเกอร์กำหนด เช่น กำหนดสัดส่วนที่ 50% ของวงเงินกู้ ดังนั้น ในการซื้อหุ้น 100 บาท นักลงทุนออกเงินตัวเอง 50 บาท ใช้เงินโบรกเกอร์อีก 50 บาท ซึ่งนักลงทุนจะต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ด้วย
การซื้อขายหุ้นด้วยบัญชีมาร์จิ้น สามารถซื้อขายได้เฉพาะหลักทรัพย์ที่โบรกเกอร์กำหนดให้ซื้อขายผ่านบัญชีมาร์จิ้นได้เท่านั้น ดังนั้น บัญชีมาร์จิ้นจึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีประสบการณ์การลงทุนสูง มีความสามารถในการลงทุน และมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ดี
*** แต่ถ้ามีข้อผิดพลาด เจ็บตัวหนักจากฟอร์ซเซลแน่ !
อย่างไรก็ตาม การใช้บัญชีมาร์จิ้นซื้อขายหุ้น ก็มีข้อควรระวัง คือ วงเงินกู้ยืมอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามราคาหุ้นที่วางเป็นหลักประกันไว้ ถ้าราคาหุ้นที่วางเป็นหลักประกันไว้ลดลงมาก ๆ จนอัตรามาร์จิ้นต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โบรกเกอร์อาจบังคับให้ลูกค้าวางหลักประกันหรือเรียกเงินสดเพิ่ม หรืออาจบังคับขาย (Force Sell) หุ้นดังกล่าว เพื่อรักษาอัตรามาร์จิ้นให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด
โดย "ประกิต สิริวัฒนเกตุ" กรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ ระบุว่า เหตุการณ์ที่นักลงทุนถูกฟอร์ซเซล มักเริ่มต้นด้วยการถือหุ้นเป็นจำนวนมาก หรือพูดง่าย ๆ คือ มีเงินแช่อยู่ในหุ้นเยอะนั่นเอง หลังจากนั้นก็ทำ Corner หุ้น เอาหุ้นที่มีไปวางขอ margin ไล่หุ้นขึ้นไปอีก รวมทั้งอาจใช้ Block Trade เพิ่มพลังการไล่ซื้อด้วย
แต่เมื่อสตอรี่ของหุ้นเริ่มไม่ดี การทำกำไรเริ่มไม่เป็นไปตามเป้าหมายของนักวิเคราะห์ที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านั้น ก็ไม่สามารถทำให้นักลงทุนที่ขอมาร์จิ้นขายหุ้นดังกล่าว เพื่อนำเงินออกมาหมุนก่อน เพราะถ้าขายหุ้นออกมา และถ้าราคาหุ้นปรับตัวลงแรงอาจเป็นอันตรายได้ เพราะนักลงทุนดังกล่าวก็มีการขอมาร์จิ้น และ Block Trade มาจำนวนมากด้วย
ซึ่งถ้านักลงทุนมีความจำเป็นต้องใช้เงินเร่งด่วน สุดท้ายอาจตัดสินใจนำหุ้นที่มีไปวางจำนำในราคาต่ำกว่ากระดาน เพื่อนำเงินไปจมอยู่กับสินทรัพย์อื่น ๆ พอถึงกำหนดที่ต้องคืนเงินกลับไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้ตามกำหนด ส่งผลให้หุ้นที่จำนำไว้ถูกปาทิ้ง
จากนั้น ก็จะเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนหายนะของจริง เพราะราคาหุ้นจะเริ่มปรับตัวลง และจะตามมาด้วยโบรกเกอร์ที่ปล่อยมาร์จิ้น รวมถึง Block Trade ต้องรีบโทรแจ้งนักลงทุน เพื่อให้เจ้าตัวมาเติมเงินหลังจากที่ราคาหุ้นปรับตัวลงไป แต่เมื่อที่ตัวไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะไปเติมเงินตามกำหนดได้ ทำให้โบรกเกอร์ต้องตัดสินใจฟอร์ซเซล เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงต่ำกว่าเกณฑ์ และด้วยความที่นักลงทุนส่วนใหญ่มักสะสมของ และขอมาร์จิ้นไว้เป็นจำนวนมากกับหลายโบรกเกอร์ จึงทำให้เหตุการณ์นี้สร้างความเจ็บปวดด้านการเงินกับนักลงทุนอย่างหนักหน่วง
*** KTC-BEC-XPG-TPS รายล่าสุด ราคารูดระนาว
ล่าสุด พบหุ้น 4 บริษัท ที่ประสบปัญหาดังกล่าว อาทิ บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC), บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC), บมจ.เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล (XPG) และ บมจ.เดอะแพรคทิเคิลโซลูชั่น (TPS) โดยสิ่งที่น่าสนใจสำหรับ 4 หุ้นดังกล่าว ที่ราคาหุ้นไม่กี่วันมานี้ปรับตัวลงอย่างหนักจนแตะระดับฟลอร์ คือ ทั้งหมดนี้ มีนักลงทุนรายใหญ่แบบเน้นลงทุนหุ้นคุณค่า (V.I.) อย่าง "มงคล ประกิตชัยวัฒนา" เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วยกันอยู่ทั้งนั้น
โดยราคาหุ้น KTC ปรับตัวลงหนักช่วง 23 - 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา สะท้อนจากราคาหุ้นในช่วงดังกล่าวที่ทำจุดต่ำสุดด้วยการแตะฟลอร์ 2 วันทำการต่อเนื่อง ขณะที่วันนี้ (25 มิ.ย.2568) ราคาหุ้นยังปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยราคาหุ้นทำจุดต่ำสุดของวันที่ 21.80 บาท/หุ้น ลดลงจากราคาปิดซื้อขายวันทำการก่อนหน้าอีก 12.80%
ด้าน บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) ราคาหุ้น 24 - 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปรับตัวแตะฟลอร์ 3 วันต่อเนื่อง (24 - 25 มิ.ย.ปรับตัวลง 15% ตามมาตรการลดระดับซิ่ลลิ่ง-ฟลอร์ เพื่อรับมือเหตุการณ์สงครามในตะวันออกกลางของตลาดหลักทรัพย์ฯ) ส่วนวันนี้ (26 มิ.ย.) กลับมาใช้ซิ่ลลิ่งฟลอร์เกรฑืเดิมที่ 30% ราคาหุ้น BEC ก็ยังรูดต่ำสุดที่ 30% อีกด้วย
ขณะที่ บมจ.เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล (XPG) ราคาหุ้นก้ปรับตัวลงอย่างหนักแตะระดับฟลอร์ 2 วันทำการต่อเนื่องช่วง 24 - 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ต่อมาวันที่ 26 มิ.ย.นี้ ราคาหุ้นก็ยังปรับตัวลงแรงต่อเนื่อง โดยราคาหุ้นทำจุดต่ำสุดของวันที่ 0.36 บาท/หุ้น ลดลง 28% เมื่อเทียบกับราคาปิดวันทำการก่อนหน้า
ส่วน บมจ.เดอะแพรคทิเคิลโซลูชั่น (TPS) ก็เป็นอีก 1 บริษัท ที่ราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างรุนแรงสู่ระดับฟลอร์ 2 วันทำการ (24 - 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา) ต่อเนื่องด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น 26 มิ.ย.นี้ กลับมาฟื้นตัวได้ โดยราคาหุ้นปิดซื้อขายภาคเช้าที่ 2.66 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 11.76% จากวันทำการก่อนหน้า
*** ย้อนรอย RS-EA-MORE-JKN ยังไม่ฟื้น หลังโดนฟอร์ซเซล
อย่างไรก็ดี หากย้อนเหตุการณ์ในอดีต พบว่า มีหุ้นจำนวนไม่น้อยที่โดนฟอร์ซเซล และราคาหุ้นยังคงด่ำดิ่งไม่สามารถฟื้นตัวได้ อาทิ บมจ.อาร์เอส (RS) ที่ผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง "สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์" โดนฟอร์ซเซลจนทำให้หุ้น RS ช่วง 7 - 10 ม.ค.2568 ปรับตัวลงแตะฟลอร์ต่อเนื่อง หลังมีรายงานว่าหุ้น RS ถูกนำไปวางมาร์จิ้นจำนวน 222 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 1,000 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาหุ้น RS ล่าสุดอยู่ที่ 0.22 บาท/หุ้น เทียบกับช่วงก่อนถูกฟอร์ซเซลเคลื่อนไหวราว 5 บาท/หุ้น ลดลงราว 96%
อีกบทเรียนก็มี บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ที่"สมโภชน์ อาหุนัย" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทขณะนั้นถูกฟอร์ซเซล หลังยอมรับนำหุ้นไปค้ำประกันเงินกู้โดยสัดส่วนของการกู้ประมาณ 3% ของมูลค่าทรัพย์สินที่มีทั้งหมด ณ ราคาหุ้นเมื่อทำสัญญา ขณะที่ราคาหุ้น EA ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 2.52 บาท/หุ้น ลดลง 84% เมื่อเทียบกับช่วงเดือน มิ.ย.2567 (ก่อนถูกฟอร์ซเซล)
นอกจากนี้ ยังมี บมจ.มอร์ รีเทิร์น (MORE) ที่ช่วงเดือน พ.ย.2565 เคยโดนฟอร์ซเซลเหมือนกัน ส่งผลให้ราคาหุ้นช่วงวันที่ 21 - 23 พ.ย.2565 ปรับตัวลงแตะระดับฟลอร์ 3 วันทำการต่อเนื่อง ขณะที่ ราคาหุ้น MORE ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 0.03 บาท/หุ้น เทียบกับช่วงก่อนจะถูกฟอร์ซเซลเคลื่อนไหวราว 1.40 - 1.50 บาท/หุ้น ลดลงราว 97-98%
อีกบทเรียนที่มีให้เห็น คือ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารขณะนั้น ยอมรับว่าตนเองถูกฟอร์ซเซลจำนวน 60 ล้านหุ้น ส่งผลให้ราคาหุ้น JKN ในช่วง 30 ส.ค. - 1 ก.ย.2566 ปรับตัวลงแตะระดับฟลอร์ 3 วันต่อเนื่อง ขณะที่ราคาหุ้น JKN ล่าสุดอยู่ที่ 0.31 บาท/หุ้น ปรับตัวลงราว 87% จากช่วงก่อนถูกฟอร์ซเซลที่ราคาหุ้นเคลื่อนไหวราว 2.40 - 2.50 บาท/หุ้น
*** สถิติเผยนักลงทุนใช้บัญชีมาร์จิ้นเพียบ !
ขณะเดียวกัน ปัจจุบันวงการลงทุนมีกลุ่มนักลงทุนจำนวนมากที่"ใช้หนี้มาต่อเงิน" ด้วยการใช้วงเงินมาร์จิ้นเพราะสามารถ Leverage การลงทุนได้เป็นเท่าตัว คุ้มค่าเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ดังนั้น นักลงทุนที่มีพอร์ตการลงทุนขนาดใหญ่ ล้วนได้รับการออฟเฟอร์มาร์จิ้นด้วยกันทั้งนั้น
สะท้อนจากข้อมูลล่าสุด (พ.ค.2568) มูลค่ามูลหนี้ทั้งระบบอยู่ที่ 58,306 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าหลักประกันจากบัญชีมาร์จิ้นของลูกค้า 182,650 ล้านบาท คิดเป็น 3.13 เท่า ของมูลค่าหลักประกันในบัญชีมาร์จิ้นของลูกค้าทั้งหมด รวมทั้งธุรกิจโบรกเกอร์มีการจำกัดการปล่อยมาร์จิ้นในหุ้นรายตัวในสัดส่วนไม่เท่ากันตามความเสี่ยงของหุ้นนั้น
*** ล่าสุด เดือน พ.ค. A5 ถูกวางมาร์จิ้นสูงสุดถึง 35%
ขณะที่ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลหุ้นที่ถูกนำวางมาร์จิ้นจากตลาดหลักทรัพย์ฯล่าสุด (ข้อมูล ณ สิ้นเดือน พ.ค.2568) พบมีหุ้นถึง 144 บริษัท ที่มีสัดส่วนการวางมาร์จิ้น/จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายทั้งหมดมากกว่า 5% ขึ้นไป และมีอีก 54 บริษัท ที่มีสัดส่วนการวางมาร์จิ้น/จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายทั้งหมดมากกว่า 10% โดย 50 อันดับหุ้นที่ถูกวางมาร์จิ้นสูงสุด มีดังนี้
50 บจ. ถูกนำหุ้นวางมาร์จิ้นสูงสุด
ชื่อย่อหุ้น
จำนวน (ลห.)
%หุ้นวางมาร์จิ้น/หุ้นทั้งหมด
ผู้ถือหุ้นรายย่อย (ราย)
A5
433.83
35.87
1,836
SAAM
109.84
34.65
1,102
TFG
1,483.26
25.53
9,958
SAMART
223.74
22.23
7,719
SFLEX
171.54
20.92
5,570
APCS
137.50
20.83
1,046
TAKUNI
162.60
20.33
6,787
ACE
2,066.38
20.31
17,587
SPALI
386.96
19.81
18,975
LPN
270.52
18.60
20,753
EP
171.05
18.34
3,836
NNCL
352.56
17.21
2,947
LDC
101.37
16.90
3,810
DITTO
117.11
16.88
8,195
III
135.03
16.72
6,305
TPCH
65.77
16.39
4,783
KTC
420.20
16.30
14,242
BEC
320.46
16.02
8,951
SA
188.18
15.70
1,704
SKY
110.72
15.44
2,617
MVP
51.98
15.42
4,316
AQUA
880.39
15.41
6,331
STPI
273.78
15.11
8,399
PDJ
88.95
15.00
3,471
SUSCO
147.40
14.74
10,725
IRCP
91.78
14.72
6,581
TAPAC
59.75
14.51
3,219
BM
93.98
14.34
1,033
AMATA
163.42
14.21
11,660
TVDH
245.67
14.02
3,854
MK
199.05
13.98
3,112
KCE
162.87
13.78
34,454
IMH
29.51
13.73
2,815
XPG
1,443.79
13.49
24,359
PCE
366.61
13.33
1,687
BR
119.24
13.05
4,214
SGP
231.55
12.60
5,354
DPAINT
28.65
12.46
3,422
LPH
88.57
12.30
4,445
PREB
36.73
11.91
3,518
PJW
74.01
11.86
3,747
MAJOR
88.00
11.61
8,434
XO
48.83
11.40
6,120
RABBIT
847.67
11.33
26,495
NETBAY
22.38
11.19
4,840
AMC
50.61
10.54
2,257
TEAMG
86.10
10.53
7,003
ONEE
246.08
10.33
11,333
ETC
230.69
10.30
4,442
PRM
251.72
10.07
11,583
ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
บมจ.แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป (A5) เป็นบริษัทที่ถูกนำหุ้นวางมาร์จิ้น คิดเป็นการวางมาร์จิ้น/จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดถึง 35.87% หรือคิดเป็นจำนวนหุ้น 433.83 ล้านหุ้น โดยราคาหุ้น A5 ปีนี้ปรับตัวลงไปแล้ว 27.65% ซึ่ง A5 มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยถือหุ้นทั้งหมด 1,836 ราย
รองลงมา คือ บมจ.เอสเอเอเอ็ม ดีเวลลอปเมนท์ (SAAM) ถูกนำหุ้นวางมาร์จิ้น คิดเป็นการวางมาร์จิ้น/จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด 34.65% หรือคิดเป็นจำนวนหุ้น 109.84 ล้านหุ้น โดยราคาหุ้น SAAM ปีนี้ปรับตัวขึ้น 15.51% ซึ่ง SAAM มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยถือหุ้นทั้งหมด 1,102 ราย
ยังมีอีก 6 บริษัท ที่ปีนี้ ถูกนำหุ้นวางมาร์จิ้น คิดเป็นการวางมาร์จิ้น/จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดมากกว่า 20% นำโดย บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) ที่ถูกวางมาร์จิ้น 25.53% หรือคิดเป็นจำนวนหุ้น 1,483.26 ล้านหุ้น โดยราคาหุ้น TFG ปีนี้ปรับตัวขึ้น 30.17% ซึ่ง TFG มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยถือหุ้นทั้งหมด 9,958 ราย
ด้าน บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) ถูกนำหุ้นวางมาร์จิ้น คิดเป็นการวางมาร์จิ้น/จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด 22.23% หรือคิดเป็นจำนวนหุ้น 223.74 ล้านหุ้น โดยราคาหุ้น SAMART ปีนี้ปรับตัวลง 5.97% ซึ่ง SAMART มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยถือหุ้นทั้งหมด 7,719 ราย
ฟาก บมจ.สตาร์เฟล็กซ์ (SFLEX) ถูกนำหุ้นวางมาร์จิ้น คิดเป็นการวางมาร์จิ้น/จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด 20.92% หรือคิดเป็นจำนวนหุ้น 171.54 ล้านหุ้น โดยราคาหุ้น SFLEX ปีนี้ ยังไม่เปลี่ยนแปลงจากสิ้นปีก่อน ซึ่ง SFLEX มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยถือหุ้นทั้งหมด 5,570 ราย
ขณะที่ บมจ.เอเซีย พรีซิชั่น (APCS) ถูกนำหุ้นวางมาร์จิ้น คิดเป็นการวางมาร์จิ้น/จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด 20.83% หรือคิดเป็นจำนวนหุ้น 137.50 ล้านหุ้น โดยราคาหุ้น APCS ปีนี้ ปรับตัวลงจากปีก่อน 33.33% ซึ่ง APCS มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยถือหุ้นทั้งหมด 1,046 ราย
บมจ.ทาคูนิ กรุ๊ป (TAKUNI) ถูกนำหุ้นวางมาร์จิ้น คิดเป็นการวางมาร์จิ้น/จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด 20.33% หรือคิดเป็นจำนวนหุ้น 162.60 ล้านหุ้น โดยราคาหุ้น TAKUNI ปีนี้ ปรับตัวลงจากปีก่อน 35.81% ซึ่ง TAKUNI มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยถือหุ้นทั้งหมด 6,787 ราย
ส่วน บมจ.แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ (ACE) ถูกนำหุ้นวางมาร์จิ้น คิดเป็นการวางมาร์จิ้น/จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด 20.31% หรือคิดเป็นจำนวนหุ้น 2,066.38 ล้านหุ้น โดยราคาหุ้น ACE ปีนี้ ปรับตัวลงจากปีก่อน 7.35% ซึ่ง ACE มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยถือหุ้นทั้งหมด 17,587 ราย
*** กูรูแนะระวังหุ้นเล็ก-สภาพคล่องน้อย ส่วน KTC ยังน่าลงทุน
"กรรณ์ หทัยศรัทธา" นักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า สำหรับหุ้นที่มีการวางค้ำประกันในจำนวนสัดส่วนสูง ๆ แน่นอนเมื่อเวลาเกิดผลกระทบเชิงลบจะส่งผลต่อราคาหุ้นรุนแรง ดังนั้น จึงแนะนำนักลงทุนเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น
ต้องพิจารณาข้อมูลเบื้องต้นเสียก่อนว่า หุ้นดังกล่าวเป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก หรือไม่ ถ้าเป็นหุ้นประเภทดังกล่าว ความน่าสนใจเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติก็จะมีน้อยในระยะถัดไป รวมทั้ง ข้อมูลผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับแรกของบริษัท ต้องพิจารณาว่า มีนักลงทุนสถาบันถือหุ้นอยู่ด้วยหรือไม่
ถ้าปรากฎว่าไม่มีเลย มีแต่เป็นชื่อคนเท่านั้น ที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับแรก แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นประเภทดังกล่าวออกไปก่อน แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลงมาลึกแค่ไหนก็ตาม ประเมินว่า ยังไม่ใช่จังหวะที่ดีในการเข้าลงทุน เพื่อคาดหวังการฟื้นตัวของราคาหุ้นในระยะข้างหน้า
ด้าน "ณัฐพล คำถาเครือ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เสริมว่า สำหรับหุ้นที่ถูกวางมาร์จิ้นไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่าจะเป็นหุ้นที่อันตรายเสมอไป โดยการวางมาร์จิ้นถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการลงทุนอีกหนึ่งอย่างเท่านั้นเอง
ขณะที่ หุ้นอย่าง KTC ที่มีกระแสข่าวว่าถูกฟอร์ซเซล ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นเพราะเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตามการถูกฟอร์ซเซลไม่ได้เกิดขึ้นกับเจ้าของบริษัท จึงไม่น่ามีความกังวลในระยะยาว มองว่าเป็นเพียงความผันผวนช่วงสั้นเท่านั้น นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ และมั่นใจศักยภาพการเติบโตของบริษัทอาจเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุน
สะท้อนจาก KTC มีอัตราส่วนความสามารถทำกำไร (ROE) ระดับสูงที่ 20% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน และอุตสาหกรรมใกล้เคียงอย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ปกติอยู่ที่ระดับราว 10% บวกลบเท่านั้น ประกอบกับ P/E ลดลงมาอยู่ราว 10 เท่า และที่ราคาปัจจุบัน คาดเงินปันผลคิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) ปีนี้ จะปรับตัวสูงเป็นประมาณ 7% เลยทีเดียว
ทั้งนี้ การลงทุนในตลาดหุ้นนักลงทุนไม่ควรหลีกเลี่ยงหุ้นที่ถูกวางมาร์จิ้นเสมอไป เพราะปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ปัจจัยพื้นฐานดีถูกนำหุ้นวางมาร์จิ้น ถ้ามัวแต่โฟกัสประเด็นดังกล่าวอาจจะพลาดโอกาสในการลงทุนหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีได้เหมือนกัน เนื่องด้วยการลงทุนยังต้องโฟกัสที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก ส่วนบัญชีมาร์จิ้นเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่อาจเข้ามากระทบต่อราคาหุ้นในช่วงสั้นได้ ดังนั้น นักลงทุนก็ต้องทำการบ้านดี ๆ ก่อนตัดสินใจลงทุนด้วย