นักแสดงหนังซีรี่ย์ดัง อ้างเป็นหม่อม หลอกอดีตครูวัย87 สูญเงินกว่า10ล้าน
อดีตครูวัย 87 ร้องสายไหมต้องรอด ถูกดารานักแสดงหนังซีรี่ย์ดัง อ้างตัวเองเป็น หม่อม หลานชายบุคคลระดับสูง หลอกสูญเงินกว่า 10 ล้านบาท
วันที่ 10 มิ.ย. 68 ที่ศูนย์ประสานงาน เพจสายไหมต้องรอด กทม. คุณยายอดีตครู เดินทางมาร้องสายไหมต้องรอดว่า ถูกดาราหนังซีรี่ย์วัยรุ่นชื่อดัง อ้างตัวเองเป็น หม่อม เป็นหลานชายบุคคลระดับสูง หลอกสูญเงินกว่า 10 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายรายอื่นๆ ทยอยเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับดาราคนดังกล่าวในข้อหาฉ้อโกงอีกจำนวนมาก
ชายหนุ่มอ้างเป็นหม่อมหลวง สวมชุดสีขาวข้าราชการชาย ที่ประดับด้วย เครื่องราชอิสริยาภรณ์ (เหรียญ, ดารา, สายสะพาย) ซึ่งแสดงถึงเกียรติยศและตำแหน่งของผู้สวมใส่ในโอกาสสำคัญทางราชการและพระราชพิธี
บัตรประชาชนของหม่อมหลวง จะมีคำนำหน้าชื่อว่า “ม.ล.” ซึ่งย่อมาจาก “หม่อมหลวง” แต่ข้อมูลจากสายไหมต้องรอดระบุภาพบัตรของดาราชายว่า "ปลอมบัตรประชาชนว่าเป็นหม่อม บัตรจริงเป็นคนธรรมดา"
โดยคุณยายสมัย (นามสมมติ) อายุ 87 ปี เปิดเผยว่า ตนเองเป็นคุณครูอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่ง และรู้จักเด็กชายคนหนึ่งตั้งแต่ปี 2562 เขามาโดยการเป็นจิตอาสา และเข้าทำความรู้จักกับคนภายในโรงเรียน บอกว่าตนเองเป็นดารานักแสดง และนามสกุลดัง ทำให้ทุกคนในโรงเรียนให้ความนับถือ เชื่อถือ และยังบอกว่าพ่อของเขาเป็นคุณครูสอนอยู่โรงเรียนนายร้อยยศใหญ่
พอมาช่วงปี 2564 เขาอ้างว่าแม่ป๋วยเป็นมะเร็ง ให้เพื่อนมาขอยืมเงินของตนจำนวน 300,000 บาท บอกให้ช่วยเหลือ เพราะจ่ายค่ารักษาพยาบาลไม่พอ จากนั้นให้เพื่อนมาขอยืมอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 300,000 บาท จนตนเองได้โทรไปสอบถามว่า คุณแม่เป็นยังไงบ้าง เขาก็ยังบอกว่า คุณแม่ยังไม่หายป๋วย การรักษาโรคมะเร็งจำเป็นต้องใช้เงินเยอะ และยังออกอุบายว่าจะนำที่ดินไปขาย และนำเงินมาใช้คืนให้ ตนจึงเชื่อใจ เขาเป็นคนมีชื่อเสียงไม่น่าจะมาหลอกกันได้ จนโอนเงินให้ทั้งหมด ร่วม 3,500,000 บาท พอเงินสดของตนหมด ตนก็ให้สร้อยทองไปอีก 6 บาท และแหวนทองอีกจำนวนหนึ่ง
ต่อมาเขายังมาบอกกับตนว่า บ้านของเขาที่ จ.ขอนแก่น จะถูกยึด ขอยืมโฉนดบ้านที่ดินของตนไปค้ำบ้านได้หรือไม่ ด้วยความเชื่อใจจึงให้หยิบยืมไป
ระยะเวลาผ่านไป 6 ปี ทุกวันนี้ตนเองยังไม่ได้ ทรัพย์สินเงินทองคืน เจ้าตัวผลัดการจ่ายเงินมาโดยตลอด ล่าสุดนัดคืนเงินทั้งหมดภายในสิ้นเดือนนี้ ตนเองกจะรอให้ถึงสิ้นเดือน หากยังไม่นำเงินมาคืน ตนเองจะตัดสินใจดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐเปิดเผยว่า วันนี้มีผู้เสียหายเดินทางมาร้องขอความเป็นธรรม ในกรณีเดียวกัน คนหนึ่งเป็นอดีตคุณครูอายุ 87 ปี คุณครูเสียบ้านไป 1 หลัง เงินสด 3.5 ล้านบาทและทองอีกจำนวน 6 บาท รวมแล้วเบ็ดเสร็จมูลค่า 9 ล้านกว่าบาทเกือบ 10 ล้าน
ส่วนผู้เสียหายอีกคนก็ถูกคนคนเดียวกันหลอกสูญเงินไป 3 แสนกว่าบาท อยากฝากถึงคนที่หยิบยืมเงินเขาไป หากดูอยู่ให้เอาเงินมาคืนหลังจากนี้หากไม่เอาเงินมาคืน ทางผู้เสียหายจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และยังมีการแอบอ้างว่าเป็นหม่อม และเรื่องแต่งชุดคล้ายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มาหลอกยืมเงินผู้เสียหาย ตนมองว่าหากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เป็นความจริง จะถูกดำเนินคดีในข้อหาหนัก อย่างไรก็ตามตนเองจากประสานไปยังสถานีตำรวจในพื้นที่ทำเพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว
ขณะที่นายไอซ์ (นามสมมติ) อายุ 27 ปี ผู้เสียหายรายที่สอง เปิดเผยว่า ชายที่อ้างตัวเป็นหม่อมคนดังกล่าว เป็นบุคคลที่เข้าไปช่วยเหลือคุณครูที่โรงเรียนอยู่หลายปีจึงทำให้รู้จักกัน โดยชายคนนี้มักอ้างว่าไม่มีคุณพ่อคุณแม่ และคุณพ่อคุณแม่เสียแล้ว เป็นลูกคนเดียว แล้วคุณครูที่โรงเรียนนั้นก็จะมีแต่ผู้สูงอายุ ประมาณ 70-90 ปี ทำให้มีความเชื่อใจมาก จึงให้หยิบยืมเงินไปรักษาพ่อ และไปรักษาแม่ และไปดูแลครอบครัวต่างๆ
จากนั้นก็มีการหลอกคุณครูมาเรื่อยๆ ว่าขอเลื่อนวันคืนเงิน แต่จะใช้คืนวันนี้ๆ บ้าง และพอใกล้วันคืนเงิน ก็จะเกิดเหตุการณ์ปัญหาอื่นๆ ตามมาอีก แล้วก็ทำให้จะไม่สามารถใช้เงินคืนได้ โดยคุณครูก็เชื่อใจ เนื่องจากชายคนนี้ เข้าไปช่วยเหลือที่โรงเรียนแห่งนี้ได้ประมาณ 8 ปีได้แล้ว
ตนรู้จักกับชายคนนี้ได้เพราะว่ามาหลอกยืมเงินจากตน โดยใช้การอ้างว่า ตนเองเป็นหลานเจ้าของโรงเรียนที่คุณครูสอนอยู่ และบอกว่าโรงเรียนจะปิดตัวลงแล้วและคุณครูในโรงเรียนก็ต้องการใช้เงิน เพราะคุณครูทุกคนมีอายุมากและมีอาการป่วย
ด้วยการที่ตนสงสาร ก็เลยช่วยให้ยืมไป แล้วฝั่งชายคนก่อเหตุก็เผลอให้ contact คุณครูมา ตนก็เลยได้บังเอิญโทรคุยกับคุณครู จนกระทั่งได้ทราบว่าคุณครูก็โดนหลอกเหมือนกัน
ตนสูญเสียเงินไป 367,000 บาท ตอนแรกยืมขอช่วยให้คุณครูจะออกจากโรงพยาบาลก่อนยอดนึงคือ 117,000 บาท แล้วก็ต่อมาก็ขอยืมให้ป้าๆ ลาดพร้าวที่เป็นครูอีก 230,000 บาท แล้วก็ขอยืมให้ดอกเตอร์อีก 20,000 บาท
ซึ่งในตอนนั้นเวลาตนเดือดร้อน เขาก็จะเสนอมาเงินจะช่วยให้ก่อน เหมือนเป็นการให้ตนมั่นใจว่าตนจะได้เงินก้อนนั้นคืน ชายคนดังกล่าวเลยให้ตนกดเงินจากบัตรเครดิตเอาเงินให้เขายืม และบอกว่าหากได้เงินแล้วค่อยมาหักขอคืนให้
อีกอย่างที่ทำให้เชื่อใจให้ยืม เนื่องจากชายคนดังกล่าวเขาอ้างว่าเขาเป็นหลานกับคนที่มียศในสังคม และก็มีการทำไลน์ปลอมของบุคคลนั้นด้วย ทำให้ตนเชื่อว่าเขาเป็นหลานคนที่ถูกอ้างถึงจริงๆ รวมถึงก็มีการส่งรูปส่วนตัวของท่านผู้ใหญ่คนนั้นมาให้ดู ตนก็จึงเข้าใจว่าน่าจะเป็นลุงของชายคนดังกล่างนั้นจริงๆ และพอตนเดินทางไปเจอท่านผู้ใหญ่คนนั้นจริงๆ ปรากฏว่าท่านไม่รู้เรื่อง และตอนนี้ตนก็ได้มีการไปแจ้งความเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ยังมีการสร้างเรื่องว่าเป็นหลานของเจ้าของโรงเรียนที่คุณครูสอนอยู่ เพื่อให้ตนเชื่อถือ โดยในช่วงแรกชายคนดังกล่าว เสนอจะช่วยเหลือตนทางการเงินก่อน โดยส่งไอดีไลน์ที่อ้างว่าเป็นของ “ลุง” มาให้ พร้อมทั้งมีการโทรศัพท์มาเพื่อหลอกว่า “ลุง” นัดพบ ตนจึงรู้สึกมั่นใจว่าจะได้รับเงินคืนในอีกไม่นาน
แต่เมื่อถึงวันนัด เขาก็ผัดผ่อนออกไปเรื่อยๆ และยังอ้างเพิ่มเติมว่าตนเองเป็น “หม่อม” พร้อมแสดงบัตรประชาชนปลอมที่มีคำนำหน้าว่า “หม่อม” รวมถึงภาพถ่ายในชุดเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ